๙ พระบรมราโชวาท…เพื่องานอันเป็นที่รัก ตอนที่ ๓

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีที่พระองค์ท่านอุทิศพระวรกาย เพื่อสร้างความสุข ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนชาวไทย

พระองค์ท่านมิได้ใส่ใจเฉพาะโครงการใหญ่ๆ หากแต่ใส่ใจไปถึงวิถีคิด วิถีพัฒนาตนเอง โดยมุ่งหวังให้คนทุกคนน้อมนำพระราชดำรัช หรือพระบรมราโชวาทนั้น ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน มิใช่ทำเพื่อพระองค์ เหมือนที่ใครๆ บอกว่า “ทำดีเพื่อพ่อ” เพราะฉันเชื่อว่า…พ่อคงอยากให้เรา “ทำดีเพื่อตัวเราเอง เพื่อสังคมเราเอง เพื่อประเทศชาติเราเอง”

วันนี้ฉันขอหยิบยก ๒ พระบรมราโชวาท ที่หากเราน้อมนำไปใช้ในการทำงาน ย่อมเกิดผลดี และเป็นมงคลชีวิตแก่ตัวเราเอง

1.การพูดจริง ทำจริง

“ผู้หนักแน่นในสัจจะพูดอย่างไร ทำอย่างนั้น จึงได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธาเชื่อถือและความยกย่องสรรเสริญ จากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำ คือ พูดจริง ทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด และสร้างเสริมความดี ความเจริญ ให้เกิดขึ้นทั้งแก่บุคคลและส่วนรวม”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 กรกฎาคม 2540)

ในยุคสมัยปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะชีวิตของการทำงาน คำว่า “สัจจะ” ดูจะจับต้องได้ยาก และมองเห็นเลือนรางจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ โลกออนไลน์กลายเป็นโลกแห่งอิสระ แม้แต่ “ความเชื่อ” ก็เป็นอิสระ คือทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นและถูกถ่ายทอดผ่านหน้าจอ จะเกิดขึ้นจริง หรือเกิดขึ้นปลอม เราทุกคนต่างมีอิสระที่จะ “เชื่อหรือไม่เชื่อ” มิพักพูดถึงคำว่า “สัจจะ”

เพราะหากข้อมูลที่เกิดขึ้น มีทั้งข้อมูลแท้จริงอ้างอิงได้ และข้อมูลที่กล่าวเอาดื้อๆ จากผู้ที่ยกตำแหน่งตัวเองว่าเป็น “นักเลงคีย์บอร์ด” เราต่างไม่มีวันรู้เลยว่า “ข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำมาเป็นประโยชน์กับอาชีพการงานเราได้จริง หรือแค่หลอกให้เราหลงทาง” เราแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ใครพูดบ้าง?” แล้ว “ใครทำอย่างที่พูดได้บ้าง?”

หาก “สัจจะ” มีความหมายถึงคำพูดที่กล่าวออกมาจากปากเพียงอย่างเดียว ก็ยังพอพิสูจน์ถึงที่มาที่ไป ข้อเท็จจริงได้ แต่หาก “สัจจะ” หมายถึงการหยิบยกคำพูด หรือการแปลงคำพูดมาเป็นข้อความ แทนการบอกเล่าจากปาก ด้วยการพิมพ์หรือการเขียน ก็คงต้องรอพิสูจน์ด้วยการกระทำของผู้เขียน หรือผู้กล่าว ยิ่งเราไม่รู้ว่าผู้ใดกล่าว ก็จงรู้จักแยกแยะ เลือกเชื่อจากฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้

ความสำเร็จในชีวิตของคนเรา…ไม่เคยเกิดขึ้นได้เพียงการพูด หรือการเขียนบอกเล่าเพียงอย่างเดียว มีคนพูดมากมายเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เพียงแค่พูด วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น ซึ่งพอให้ลงมือทำจริงๆ อาจไม่ถึงครึ่งที่แสดงตัว แม้เราทุกคนในองค์กร ต่างก็มีพื้นที่แสดงตัวตนในโลกออนไลน์

แต่หากอยากสร้างความสำเร็จในชีวิต จงสร้างตัวตนทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และในโลกออนไลน์ หมายถึงอยู่ตรงไหน ก็สามารถจับต้องได้ รับผิดชอบในการแสดงความคิดเห็น รับผิดชอบในการแสดงคำพูด พูดสิ่งใด ทำสิ่งนั้น มิใช่แยกเป็นสองร่าง ในองค์กรเป็นคนหนึ่ง ในจอเป็นอีกคน เพราะความชัดเจนในตัวเอง ย่อมสร้างความศรัทธาเชื่อมั่นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่เลือกเราเป็นแบบอย่างในการทำงาน เมื่อคิดสิ่งใด แสดงออกสิ่งใด แล้วทำสิ่งนั้น ก็จะเกิดผลเป็นที่น่าพอใจทั้งแก่ตัวเองและผู้อื่น

ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น สามารถเลือก รับ เอาสิ่งที่เราทำ ไปเป็นแบบอย่าง ก็จะยิ่งได้รับการยกย่องสรรเสริญ เป็นเกียรติคุณแก่ตัวเอง และเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วย

เราบอกว่า “เราทำดีเพื่อพ่อ” ได้เช่นไร หากแค่คำเพียงไม่กี่บรรทัดที่เราแสดงออกไป ตัวเราเองยังไม่เคยแสดงความรับผิดชอบ เราจะบอกว่า “เราทำดีเพื่อพ่อ” ได้เช่นไร หากสิ่งที่เราบอกให้ใครต่อใครทำ เราเองยังไม่เคยทำ ในชีวิตของเรา…เราทำอย่างที่เราพูด กี่ครั้ง? เราเคยนับหรือไม่?

2.อนาคตของตัวเอง

“ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดที่เป็นอยู่แก่เราในวันนี้ ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อน ต้นเรื่องนั้นคือ เหตุ สิ่งที่ได้รับคือ ผล และผลที่ท่านมีความรู้อยู่ขณะนี้ จะเป็นเหตุให้เกิดผลอย่างอื่นต่อไปอีก คือ ทำให้สามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ทำงานที่ต้องการได้

แล้วการทำงานของท่าน ก็จะเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ต่อเนื่องกันไปอีก ไม่หยุดยั้ง ดังนั้นที่พูดกันว่า ให้พิจารณาเหตุผลให้ดีนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ให้พิจารณาการกระทำหรือกรรมของตนให้ดีนั่นเอง

คนเราโดยมากมักนึกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเราทราบไม่ได้แต่ที่จริงเราย่อมจะทราบได้บ้างเหมือนกัน เพราะอนาคต ก็คือ ผลของการกระทำในปัจจุบัน”

(พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 8 กรกฎาคม 2519)

ใครบอกว่าอยากรู้อนาคตต้องไปถามจากหมอดู หากลองตั้งใจอ่านพระบรมราโชวาทนี้ ก็ย่อมเข้าใจได้ถึงเจตนาของพระองค์ท่าน ที่ดึงเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตการทำงาน “ใครทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น” และสิ่งที่เรากระทำในปัจจุบัน ย่อมเป็นผลมาจากสิ่งที่เรากระทำในอดีต และสิ่งที่เรากระทำในปัจจุบันก็เป็นเหตุให้เกิดผลในอนาคตกับเราเช่นกัน

ถ้าฉันจะบอกว่า ลึกๆ แล้ว ฉันรู้สึกว่าพระองค์ท่านคงอยากจะบอกเราว่า “ทุกการกระทำของเรา ย่อมส่งผลถึงชีวิตเราทั้งสิ้น” ถ้าเราทำในสิ่งที่ดี ผลก็ย่อมดีตามมา หรือหากเกิดผลร้ายกับเราในวันนี้ ก็ต้องมองย้อนกลับไปถึงที่มา ว่าเราได้ทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง “ทุกสิ่งที่เกิดกับเรา ย่อมมีต้นเรื่องมาก่อน ต้นเรื่องนั้นคือเหตุ สิ่งที่ได้รับนั้นคือผล” นั่นย่อมแสดงว่า ผลที่เกิดขึ้นกับเราในปัจจุบัน ก็จะกลายเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลกับเราในอนาคตเช่นกัน “ต่อเนื่องกันไปอีก ไม่หยุดยั้ง”

เพราะฉะนั้น…ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใด อันก่อให้เกิดผลดีกับงานของเรา เหตุมาดี ผลก็ย่อมดี และโยงไปสู่อนาคตที่ดีเช่นกัน นั่นคงพอบอกเป็นนัยๆ ให้เราได้รู้ว่า “มิใช่ชะตา…ที่กำหนดชีวิตเรา เราเองต่างหาก…ที่กำหนดชีวิตตัวเองได้” “ชะตา” ที่เขาเรียกกัน อาจเป็นแค่เส้นทางเชื่อมระหว่างเหตุไปหาผล แต่การก่อเหตุ…หาใช่ชะตาเป็นผู้กำหนด เราต่างหากเป็นผู้ก่อ และปลายทางก็จบลงตรงที่ว่า “เราเองก็ต้องยอมรับผลหรือชะตา…กรรมของตัวเอง”

ความตั้งใจ มุ่งมั่น พูดจริงทำจริง และการมีสติในการพิจารณาเลือกทำในสิ่งที่ดี น่าจะเป็นหัวใจหนึ่งของการนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จในงานที่ทำ

ไม่ต้องมองที่ใคร…บุคคลที่พูดจริง ทำจริง บุคคลที่กำหนดอนาคตของประเทศด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จนสามารถนำพาประเทศชาติผ่านวิกฤตมาได้จากหลายเหตุการณ์ในอดีต บุคคลนั้น…มิเพียงแค่กล่าววาจา แต่บุคคลนั้นทำให้เห็นก่อนแล้ว ทำมาตลอด ๗๐ ปีที่ทรงงาน บุคคลนั้น…คือพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ของปวงชนชาวไทย พระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานให้เราเห็นมาตลอดชีวิต คงถึงเวลาแล้ว…ที่เราจะทำให้พระองค์เห็นบ้าง สร้างความภูมิใจในตัวเองอันเกิดจากงาน เป็นลูก…ที่ทำให้พ่อภูมิใจ!

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า…ว.แหวน และ Learning Hub Thailand