3 เหตุผล ที่เราควรเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนอายุ 30

เคยสงสัยไหม ทำไมการ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ของหลายๆคนจึงเป็นสิ่งที่ยาก โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่า 30 บทความนี้จะบอกว่า ทำไมการเปลี่ยนแปลงตัวเองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราฝึกที่จะทำตอนที่อายุยังไม่มาก ใครที่อายุไม่ถึง 30 อยากให้อ่าน ส่วนคนที่เกินแล้วลองดูว่าจริงไหม

1.เรามองไม่เห็นตัวเอง

มีใครมองเห็นตัวเองครบบ้างมั้ย อย่างน้อยก็แผ่นหลังและก้น ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เอง ถ้าจะมอง ก็ต้องอาศัย “แสงสะท้อน” จากกระจก สิ่งที่เรามองไม่เห็นก็คือ “จุดบอด” ของดวงตาเรา

ในเรื่องนิสัยเอง ก็มีจุดบอดก็เช่นกัน เรามักจะมองไม่เห็นตัวเอง เพราะเรา “เป็นคนแบบนี้” มาตั้งแต่จำความได้ มันจึงเป็นเรื่องปกติของเรา แต่กระจกที่จะทำให้เราเห็นนิสัยของตัวเองได้ก็คือ “เสียงสะท้อน”จากคนใกล้ชิดนั่นเอง

โดยปกติคงไม่มีใครหวังดีกับเรา ขนาดที่เดินเข้ามาสะท้อนเราตรงๆ ว่าเรามีนิสัยที่ไม่ดีอย่างไร ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว เราจะไม่รู้เลยว่าคนอื่นนั้นจะรำคาญนิสัยของเราหรือไม่ เพราะคนทั่วไปคงไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของตนอื่น ยกเว้นว่า คนๆนั้นจะหวังดีกับเราจริงๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเรารู้สึกว่าเพื่อนที่ทำงานมีกลิ่นปากแรง เราจะเตือนหรือบอกเค้าไหม หากเค้าเป็นคนที่นานๆเจอกันที เราคงไม่อยากก้าวก่ายบอกเค้า กลัวจะทำให้เค้ารู้สึกไม่ดี แต่ถ้าเกิดเราต้องเจอเค้าบ่อยๆหรือสนิทกัน แน่นอนว่า การบอกของเราก็คือการช่วยเหลือทั้งตัวเค้า (และตัวเราเอง)

ประเด็นของข้อนี้ก็คือ ถ้าเป็นเรื่องของนิสัย คนจะกล้าเดินมาฟีดแบ็คเรา เมื่อเรายังอายุน้อยๆ เพราะคิดว่าเราจะเปลี่ยนได้ และมันคงดีกับเรา หากเราอายุเกิน 30 ไปแล้ว โอกาสยากมากที่เราจะได้ยินใครมาเตือนเรา เพราะเค้าก็จะคิดว่า “โตๆกันแล้ว ให้มันรู้เอง” หรือไม่ก็ “บอกไปก็ไม่ช่วยหรอก อายุปูนนี้แล้ว”

ดังนั้น หากได้ยินใครเข้ามาฟีดแบ็ก หรือสะท้อนกับเราตรงๆ ว่าเค้าไม่พอใจอะไรเรา หรือเราทำให้เค้าเดือดร้อนรำคาญในเรื่องไหน นั่นคือ “ขุมทรัพย์” เลยทีเดียว แทนที่เราจะไม่พอใจเค้า เราต้องรู้สึกขอบคุณเค้าเป็นอย่างมาก เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าใครคิดยังไงกับเรา มองเรายังไง ถ้าเค้าไม่เดินเข้ามาบอก


 

2. ถึงมองเห็น ก็ไม่ยอมรับ

เมื่อเรามองไม่เห็นตัวเอง การยอมรับสิ่งที่คนอื่นมองเห็น จึงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เรามองเห็นอยู่แล้ว บางทีเรายังไม่อยากยอมรับเลย

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ เมื่อได้ยินเสียงสะท้อนจากคนใกล้ตัว ถึงเรื่องที่ฟังดูไม่ดี ปฏิกิริยาแรก เรามักจะไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ ไม่โอเค ขอให้พยายามอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ ให้ขอบคุณ และนำสิ่งนั้นกับมาพิจารณาก่อน เพราะถ้าเราปกป้องตัวเอง และแสดงความไม่พอใจ เราอาจไม่ได้รับการเอื้อเฟื้อเช่นนั้นอีกเลย

ยกตัวอย่างตัวผมเอง ย้อนกลับไปเมื่อตอนอายุยังไม่ถึง 30 จะมีเรื่องหนึ่งที่คนรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนเพิ่งรู้จักกันบอกก็คือ “ตอนที่เจอผมตอนแรกๆ ดูเหมือนเป็นคนหยิ่ง” บางคนก็บอกว่าผม “หน้าดุ”  ซึ่งเมื่อได้ยินผมก็จะงงๆว่าจริงหรือ แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

หากอายุยังไม่ถึง 30 เราควรจะฝึกสำรวจตัวเองด้วยใจเป็นกลางอยู่เสมอ  หรืออย่างน้อยก็ขอฟังฟีดแบ็กจากคนที่เราใกล้ชิดและไว้ใจ ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ตรงที่สุด ถ้าเราไม่ทำในตอนนี้ เมื่อเราโตขึ้นนิสัยนั้นๆก็จะกลายเป็นเราอย่างแยกไม่ออก และสุดท้าย เราก็จะไม่คิดแม้แต่จะตรวจสอบและสงสัยตัวเองเลย


 

3. ถึงยอมรับ ก็ไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหา

แน่นอนว่า เรามีชีวิตเหมือนที่เป็นได้ในทุกวันนี้ เพราะนิสัยที่เราเป็น ดังนั้นเมื่อเราได้ยินบางเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง ที่เราเองจะรู้ตัวหรือไม่เคยรู้ตัวก็ตามที ความรู้สึกแรกก็คือ “ไม่เห็นจะเป็นปัญหาตรงไหน” เพราะเราก็ใช้ชีวิตโอเคดี มาจนอายุเท่านี้แล้ว บางคนถึงกับพูดว่า “ไม่หนักหัวใคร”

แต่การที่มีคนเข้ามาสะท้อนกับเราตรงๆ อาจจะบอกเป็นนัยได้ว่านิสัยไม่ดีของเรานั้น เริ่มเพิ่มขึ้นตามเวลา แล้วมันทำให้หลายคนถึงกับอึดอัด รำคาญ จนถึงขั้นเดือดร้อน เค้าถึงเข้ามาสะท้อนด้วยความหวังดี

ก่อนหน้านี้เราอาจจะได้ยินมันลอยๆผ่านหูเข้ามา ซึ่งเราก็อาจได้ฟังบ้าง หรือไม่ได้ฟังบ้าง แต่มันจะเริ่มเอะใจก็เพราะว่า มีคนพูดเรื่องนี้กับเราบ่อยแค่ไหน และมีหลายคนมั้ย ที่เข้ามาพูดคล้ายๆกัน แสดงว่า มันอาจไม่เป็นปัญหากับตัวเรา แต่มันส่งผลกระทบต่อคนอื่น หรืออย่างน้อย หากเราสามารถปรับปรุงเรื่องนี้ได้ มันอาจช่วยให้หลายๆสิ่งดีขึ้น เค้าจึงเข้ามาบอกเราตรงๆ

ในกรณีที่มีคนสะท้อนว่า ผมหน้าดุ และหยิ่งนั้น แรกๆผมก็รับไม่ได้และไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา แต่พอใช้ชีวิตไป ก็ได้ยินเรื่องนี้จากปากหลายๆคนตรงกัน ซึ่งเชื่อว่ามีอีกหลายคนมากๆที่คงรู้สึกเช่นนี้แล้วไม่ได้พูด ดังนั้นผมจึงนำเรื่องนี้มาพิจารณาแล้วพบว่า ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือไม่ แต่หากผมปรับปรุงตัวเองให้หน้าตายิ้มและเป็นมิตรได้มากขึ้น ก็อาจจะช่วยให้ผมมีเพื่อนมากขึ้น ช่วยให้มีโอกาสดีๆในชีวิตมากขึ้น และเรื่องนี้มันก็ไม่ได้ยากอะไร


 

หากอายุเกิน 30 จะสายเกินไปมั้ย

หากเราไม่คิดเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนถึงอายุ 30 เราก็จะมองข้ามมันไปเลย เพราะยังไงถ้าอายุมาก เปลี่ยนแปลงอะไรไปก็คงไม่มีผลแล้ว ดังนั้นก็มีแนวโน้มที่เราจะไม่สนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตัวเอง

การเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อายุน้อย จะทำให้เรามี “ทักษะในการเปลี่ยนแปลง” ที่จะสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ เมื่ออายุมากขึ้นนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอายุเกิน 30 แล้วจะทำไม่ได้ หรือสายเกินไป ขึ้นอยู่กับว่า เรารู้จักประเมินตนเองอย่างสม่ำเสมอหรือไม่

สุดท้าย สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นหลุมพรางของการเปลี่ยนแปลงก็คือ เราจะมองว่าสิ่งที่คนสะท้อนมา “ไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน” เราจึงมักผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะชีวิต มักมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าเข้ามาแทรก ก็เลยลืมเลือนไป แต่ผมอยากจะบอกคุณว่า “สิ่งที่เราทำอย่างหนึ่ง มีผลสัมพันธ์กับทุกสิ่งในชีวิต”

ไม่มีเรื่องไหนเป็นเรื่องเล็ก ถ้ามันเกี่ยวกับนิสัย การเปลี่ยนนิสัยเพียงเรื่องเล็กๆจะส่งผลดีมหาศาลกับชีวิตข้างหน้าได้ และเรื่องนิสัยเล็กๆนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนได้ง่ายซะด้วย มันเปลี่ยนยากอย่างไร และมีวิธีการก้าวข้ามยังไงนั้น ผมจะขอเล่าต่อในตอนหน้าครับ

บทความโดย เรือรบ