กฎทอง 4 ข้อ ที่ทำให้คุณมีความรักที่มั่นคง ตลอดกาล

#

เราใช้อะไรดูแลความรัก?

ลองมาฟังคำตอบของหลายๆ คนดู บางคนบอกว่า…ใช้ความเข้าใจ บางคนบอกว่า…เวรกรรมล้วนๆ เพราะรักกันให้ตายก็เลิกกันได้ ทะเลาะกันจะเป็นจะตาย ยังอยู่ด้วยกันจนแก่ได้เลย เหตุผลคืออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะ “เวรกรรม” บางคนบอกว่า…ใช้ความรักสิ ดูแลความรัก เพียงแค่เราใจเรารักกัน บดบังความสำคัญอื่นใด (ออกแนวคาราโอเกะ) และจากผลการสำรวจส่วนใหญ่ให้คำตอบมาว่าใช้ “ใจ” สิ!

สำหรับฉัน…ผู้ไม่เคยตอบโพลจากทุกสถาบัน ฉันกลับคิดว่า “ไอ้คนที่บอกว่าใช้ใจ เป็นคำตอบที่น่าจะใช้ใจตอบ มากกว่าสมอง”  ฉันขอไม่พูดถึง “เวรกรรม” เพราะอยู่เหนือการพิสูจน์ และเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น

ฉันขอใช้หลักของการปฏิบัติได้จริง เรื่องเวรกรรม ปล่อยให้เป็นเรื่องของมัน แต่ก่อนจะไปโทษสิ่งนั้น  อะไรบ้างที่จะช่วยให้ความรักของเราแข็งแรง มั่นคงตลอดกาล?

1.ความรับผิดชอบในหน้าที่

มิใช่ความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน แต่หมายถึง ความรับผิดชอบในบทบาทของความรักที่เรากำลังดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ บทบาทของแฟน บทบาทของสามี บทบาทของภรรยา ให้เป็นพื้นฐานของการดูแลชีวิตคู่

ฉันอยากเห็นเราดูแลกันและกันอย่างรู้จักหน้าที่ พึงปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำให้กับคนรัก ทำหน้าที่ในบทบาทนั้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่ต้องไปคิดว่าเขาทำหรือไม่ทำ เราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ

หน้าที่ของเขาก็เป็นสิ่งที่เขาต้องคิดเอง หมายถึงการไม่ก้าวก่ายในหน้าที่ของกันและกัน หน้าที่ภรรยาก็ไม่ควรอวดความรับผิดชอบของตัวเองให้สามีเห็น ทำให้เป็นธรรมชาติ ทำตามหน้าที่ แต่ก็จงทำด้วยหัวใจ หมายถึงเต็มใจที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่ให้ขาดตกบกพร่อง หากหน้าที่ใดทับซ้อนกัน แย่งกันทำ ดูดีกว่าเกี่ยงกันทำ และก็ไม่ควรเข้าไปจัดการหน้าที่ของอีกฝ่าย บงการว่าเขาควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้

หากเราอยู่บนพื้นฐานของความรัก เราจะยินดีและเต็มใจที่จะทำสิ่งดีๆ ให้กันอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีใครมาออกคำสั่ง เพราะเมื่อเป็นคำสั่ง ผู้รับคำสั่งจะกลายเป็นผู้บกพร่องทันที และไม่มีใครอยากได้ตำแหน่งนั้น เราอาจกล่าวอ้างความรัก ก่อนที่เราจะตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน

แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว คนที่ใช้ชีวิตคู่หลายๆ คนคงรู้แล้วสินะว่า การจะอยู่ร่วมกับใครสักคน ไม่ใช่แค่ใจ ไม่ใช่แค่รัก ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีมากกว่านั้นอีกเยอะ

ความรัก…ไม่ใช่บทสรุป แต่เป็นปฐมบทของชีวิตคู่ต่างหาก (ได้ยินเสียงคนไม่โสดอ่านแล้วถอนหายใจ พร้อมพูดออกมาว่า “เออจริง”) หากต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ นั่นถือเป็นการสร้างรากฐานของชีวิตคู่ ที่สามารถต่อเติมไปสู่คำว่า “ครอบครัว” ได้ในอนาคต

2.ความเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง

เอาเข้าจริงๆ ความรักต้องการการดูแลมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เข้าใจ ไม่ใช่แค่เชื่อใจ ไม่ใช่แค่เอาใจใส่และไม่ใช่การตามใจ เราบอกว่า “เรารักเขา ต่อให้เขาเป็นยังไงเราก็รักเขา” ก่อนพูดคำนี้ โปรดใช้ชีวิตด้วยกันก่อน คำพูดนี้ เอาไว้พูดกันตอนจับมือร่ำลากันก่อนตายจะดีกว่า ขอเตือนด้วยความหวังดี เพราะหลากหลายสถานการณ์วัดใจ ไม่ได้เกิดตอนเริ่มรัก

แต่มันจะตามมาเป็นระลอกๆ ในช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกัน ตลอดชีวิตคู่ พูดเลย! อาจหนักกว่าที่คาดคิด อาจคิดไม่ถึง หลายอย่างที่เขาไม่น่าทำ เขาอาจทำให้เห็น หลายอย่างที่เราไม่เคยเป็น แต่เรากำลังจะเป็น

เรากับเขา สามารถกลายร่างเป็นอะไรก็ได้ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน นางฟ้าอาจต้องเจอกับซาตาน เทพบุตรอาจต้องปะทะกับนางยักษ์ หรือไม่ต่างฝ่ายต่างกลายร่างเป็นผีเน่ากับโลงผุ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เราต่างเล่นเป็นพระเอกนางเอกของกันและกัน สวยหล่อท่ามกลางสักขีพยานนับพัน แต่ดูตอนนี้สิ “ฉันหรือกูตอนนี้ แล้วคุณหรือมึงตอนนี้ ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้?”

ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต…มีเรื่องให้เราเรียนรู้ซึ่งกันและกันไม่รู้จบ ต่อให้เราบอกว่าเราเข้าใจเขามากแค่ไหน? แต่จะก็มีบททดสอบเกิดขึ้นกับชีวิตคู่เสมอ มากับสถานการณ์ที่หลากหลาย มากับปัญหาที่ต้องเผชิญพร้อมกัน มาจากปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่เมื่ออยู่ร่วมกันมันก็กลายเป็นปัญหาของเรา

หลายพฤติกรรมที่เราไม่เคยเห็น ไม่ได้หมายถึงจะไม่มีวันเห็น เราอาจได้เห็นในวันหนึ่ง ทุกวันคือการเรียนรู้ตัวตนของแต่ละคน เผลอๆ บางคนอาจต้องบ่นออกมาเลยว่า “ยิ่งอยู่ยิ่งเหมือนคนแปลกหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งไม่เข้าใจเขา ยิ่งอยู่ยิ่งเหมือนคนไม่รู้จักกัน” เลิกพูด และพยายามทำความเข้าใจ

เพราะไม่ใช่แค่ตัวตนของเขาหรอกนะที่ไม่คงที่ ตัวเราเอง ยังแปลกใจในพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองเลย แปลกตรงที่ว่า “ฉันทำไปได้ยังไง” “ไม่อยากเชื่อว่าฉันจะมีโมเม้นท์นี้กับเขาด้วย” มีคนเคยกล่าวว่า “เราไม่มีวันรู้จักตัวเองได้หมด จนกว่าเราจะได้รู้จักใครอีกคนหนึ่ง คนที่จะมาทำให้เราต้องทำความเข้าใจเขาไปพร้อมๆ กับตัวเอง”

3.ความฉลาดในการสร้างสมดุล

การที่คนสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ คงต้องบอกว่า…จงพกสมองพร้อมสติปัญญามาด้วย กล่าวเช่นนี้อาจฟังดูแรงไป แต่ฉันอยากให้เราว่ากันอย่างตรงไปตรงมาเลย รักอาจใช้หัวใจตอบ 

แต่เวลามาอยู่ด้วยกันจริงๆ หนีบสมองมาด้วยนะ! (และควรใช้ประกอบการตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันตั้งแต่แรก จะดีมาก) สติปัญญาจะต้องเข้ามาช่วยจัดการความพอดีให้ชีวิตคู่ ชีวิตประจำวันที่ต้องสอดคล้องไปด้วยกันได้ มันคือการหาความพอดี ไม่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายพอใจ แต่มันคือการทำให้อีกฝ่ายไม่อึดอัด อาจไม่พอใจ…แต่ก็พอรับได้ อาจไม่ยินดี…แต่ก็โอเค คนสองคนต่างจิตต่างใจ ไม่ทุกเรื่องหรอกที่ใจเห็นตรงกัน

แล้วอะไรที่ดูแลความรักของคนสองคน?

มันคือการสร้างสมดุลในทุกๆ เรื่องของชีวิต คงต้องอาศัยความฉลาด ไม่ต้องฉลาดทั้งสองคน แต่คนใดคนหนึ่งก็ต้องฉลาด ฉลาดที่ไม่ได้หมายถึงอวดฉลาดไปซะทุกเรื่อง เป็นผู้นำ ก็ยืนยันหัวชนฝาที่จะนำ ต่อให้ทำเรื่องงี่เง่า ก็กลบเกลื่อนด้วยการแสดงความเป็นผู้นำ

ไอ้คนที่โง่ก็ต้องแอบความฉลาดไว้ เดี๋ยวมันโกรธที่เราฉลาดกว่ามัน คนฉลาดคือ ฉลาดที่จะจัดสรรจังหวะว่าเวลาใดควรฉลาด เวลาใดควรทำเป็นโง่ เวลาใดควรปล่อยให้เขาฉลาด รู้จริงก็ดี แต่ถ้าจะทำเป็นรู้ ก็ลองทำเป็นไม่รู้ดูบ้าง

เราทุกคนไม่มีใครพอดีมาตั้งแต่เกิด ไม่ขาดก็เกิน ไม่เกินก็ล้น แต่คนที่อยู่กับเรา จะต้องมาช่วยเติมที่ขาด มาช่วยเท ที่ล้น ไม่ตามใจเกินไป ไม่ดูดายจนลืม เมื่อชีวิตเราอยู่กับร่องกับรอยมากขึ้น การปรับสมดุลระหว่างคนสองคนจึงเกิดขึ้น

4.สำนึกผิดชอบชั่วดี

เพราะสำนึกจะคอยตอบเราได้ในทุกๆ ปัญหาของชีวิต จะทำอะไร ถาม “สำนึก” ก่อนเลย ถ้า “สำนึก” ให้ผ่านก็ผ่าน ถ้า “สำนึก” ไม่ให้ผ่านก็ไม่ควรทำ เมื่อไหร่ที่เรามีสำนึก จงเชื่อ “สำนึก” เพราะ “สำนึก” จะมาช่วยจัดการกับ “กิเลส” ให้เราเสมอ “กิเลส” ที่เรารบร้อยครั้ง อาจไม่ชนะทุกครั้ง เพราะมันมีพลังมหาศาล รู้ไหมว่าทำไม?

เพราะ…ส่วนหนึ่งของมัน…แอบอยู่ลับๆ ในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว!

เราอ้างความรักมาดูแลความรักอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป เพราะในยุคปัจจุบัน เรากลับรักใครได้หลายคน คนนี้ก็รัก คนนั้นก็รัก ไม่อยากเสียใครไป เพราะรัก! รักคนนี้สักพัก ก็ไปรักคนอื่นได้อีก ถามว่าแท้จริงแล้วเรารักใครมากที่สุด?  

คำตอบคือ…ตัวเอง!

เราจะดูแลความรักให้ดีได้อย่างไร? ถ้าตัวเราอยู่บนพื้นฐานรักตัวเองกันทุกคน ต่อให้ใช้ใจ ใจก็ยังเป็นของตัวเอง ย่อมเข้าข้างตัวเองอยู่วันยังค่ำ ฉันเลยต้องเพิ่มคำว่า “สำนึกผิดชอบชั่วดี” เพราะสิ่งนี้จะทำให้เราก้าวออกมาจากตัวเอง เพื่อมามองผู้อื่น และจัดการกับความรักได้อย่างมีสติ แยกรักออกจากคำว่า…หลง ปลื้ม ฟิน จิ้น กิ๊ก ได้โดยไม่ต้องให้ใครมาเตือน

ถามว่า “หากคู่ของเราไม่เคยรู้จักคำว่า…สำนึก จะทำอย่างไร?” ตอบว่า…การให้อภัย ความเสียสละ ปลูกจิตสำนึกกันได้ แต่เร็วหรือช้า นั่นเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องเดียวที่เราจะทำได้ คือ “ให้อภัยแค่ไหนถึงจะพอดี?”

“เสียสละ ยอมเท่าไรถึงจะเหมาะสม?”

“ทำแค่ไหนที่ตัวเองยังคงได้รับการยกย่องว่า…แม่พระ…มิใช่…คนเขลา?

เพราะ “ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ ผู้เรียนรู้ต้องยิ่งรู้ยิ่งฉลาด มิใช่ยิ่งรู้ยิ่งเขลา และจงใช้ความ “ฉลาด” เพื่อการ “อยู่รอด” ไม่ใช่เพื่อการ “เอาตัวรอด”  รู้ไหมว่าวิชา “การจัดการชีวิตคู่” ทำไมถึงไม่มีอยู่ในตำราใดๆ?

เพราะข้อสอบวิชานี้ น่าจะเป็นข้อสอบที่ยากที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะโจทย์…จะมาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม มาแบบไม่ทันตั้งตัว ใครตั้งโจทย์เราไม่มีวันรู้ แต่ที่แน่ๆ…

การสอบผ่าน…มีชีวิตเป็นเดิมพัน!

ขอใช้โชคดีทุกคู่ค่ะ

%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%99

บทความโดย ว.แหวน

นักเขียนผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 20 ปี เจ้าของผลงานหนังสือที่ตีพิมพ์กว่า 30 ครั้ง ยอดขายกว่า 200,000 เล่ม

เข้าไปพูดคุยทำความรู้จักกันได้ที่ www.facebook.com/Worwaenfanpage