ศิลปะ แห่งความร่ำรวย

ถ้าตั้งคำถามว่า คุณค่าของสิ่งต่างๆ ขึ้นอยู่ที่อะไร

หลายคน อาจมีคำตอบที่ต่างๆ กันไป
บางคนบอกว่า คุณค่าอยู่ที่ราคา ยิ่งมีราคาแพงมาก ก็ยิ่งเป็นสิ่งมีค่ามาก

บางคนบอกว่า คุณค่าอยู่ที่ความพอใจ ถ้ายิ่งพอใจในสิ่งๆ นั้น ของสิ่งนั้น ก็ยิ่งมีค่า

บางคนบอกว่า คุณค่าอยู่ที่ความดี ยิ่งดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีค่าเท่านั้น

บางคนบอกว่า คุณค่าอยู่ที่ประโยชน์  ยิ่งมีประโยชน์เท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นสิ่งมีค่าเกินประมาณ

เห็นได้ว่า แต่ละคำตอบของแต่ละบุคคล ก็มีความคิดเห็นต่างๆ กันไปเกี่ยวกับเรื่องของคุณค่า
แต่มองในทางกลับกัน อีกมุมหนึ่ง ทุกคำตอบต่างก็มีสิ่งที่เหมือนๆ กันอยู่ก็คือนั่นคือ สิ่งต่างๆ จะ “มีค่า” หรือ “ไร้ค่า” ไม่ได้เลยถ้าไม่มี “ผู้ให้ราคา”

ถ้าไม่มี “ผู้ให้ราคา” ก็ไม่มีสิ่งใด “มีค่า”
ถ้าไม่มี “ผู้ให้ราคา” ก็ไม่มีสิ่งใด “ไร้ค่า”
กล่าวได้ว่า สิ่งใดก็ตาม จะมีค่า หรือไม่มีค่า จำเป็นต้องมี “ผู้ให้ราคา”เป็นพื้นฐาน

เพชรเม็ดหนึ่ง ก็ไม่เคยพูด หรือรู้ด้วยซ้ำว่า ตัวมันมีค่า มันมีค่าขึ้นมาต่อเมื่อมีพ่อค้าเพชรให้ค่ากับมัน
บ้านหนึ่งหลัง ก็ไม่เคยพูดว่า มันมีค่า ต่อมาเมื่อมีผู้ตั้งราคา บ้านหลังนั้น จึงมีราคาขึ้นมาเป็นต้น

นี่คือเรื่องน่าสนใจ เป็นไปได้ว่า การจะมีค่า หรือไม่มีค่า อาจต้องถามให้ลึกต่อไปว่า มีผู้ตีราคาหรือไม่!!!

ในวงการภาพยนตร์ มีเรื่องราวมากมายพูดถึงสภาพของโลกหลังยุคมหาสงคราม
พูดถึงยุคที่โลกในยุคที่กลับไปสู่ความป่าเถื่อนอีกครั้ง
ในยุคนั้น ทองคำ กลายเป็นสิ่งไร้ค่า  แต่ ต้นไม้ อาหาร กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญมองเห็นคุณค่า
ทองคำ “ไร้ค่า” เพราะ “ไม่มีผู้ให้ค่า” อีกต่อไป

การมีค่า หรือไร้ค่าของทองคำ จึงเป็นเรื่องที่เราสมมุติขึ้นมาเอง คิดลงไปให้ลึกอีกนิดเราอาจจะเห็นความจริงที่ว่า…
แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดไร้ค่า และมีค่าสมบูรณ์ในตัวมันเองเลย

การมีค่า หรือไร้ค่า
จะมีความสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ตีราคา

ราคาหรือคุณค่า เป็นสิ่งแปรผันไปตามการตั้งราคา ตั้งราคาเท่าไหร่ ก็มีค่าเท่านั้น ถ้าเราเข้าใจกลไกของคุณค่าในลักษณะเช่นนี้
มันจะเป็นการง่ายมากที่เราจะกอบเอาความงดงามเข้าหาชีวิตตนเอง

เราจะกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้ง่ายๆ เพราะ… เราจะสามารถให้ราคา หรือคุณค่ากับสิ่งใดก็ได้ในชีวิตของเรา

คำถามก็คือ…

ในเมื่อเราเอง เป็นผู้ให้ราคาสิ่งต่างๆด้วยตัวเราเอง

 ทำไมเราจึงไม่มองทุกสิ่งในชีวิตของเรา ให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุด

ยกตัวอย่างเช่น น้ำสักแก้ว ถ้าเรามองว่า มันคือสิ่งมีค่า เราก็จะดื่มน้ำได้อย่างมีความสุขขึ้น แต่ถ้าเรา ไม่เคยให้คุณค่ากับมัน
เราก็อาจดื่มน้ำแก้วนั้น ไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เฉยๆ ไม่คิดอะไร

น้ำก็คือน้ำ ถ้าเราให้ค่าว่าน้ำคือความบริสุทธิ์ ทุกครั้งที่เราดื่มน้ำ การดื่มน้ำของเราก็จะเป็นการเติมเต็มความบริสุทธิ์เข้าสู่ใจกาย

อากาศที่เราใช้หายใจล่ะ มันจะมีค่ามากกว่าคำว่า ออกซิเจนได้ก็ต่อเมื่อเรามองว่ามันคือลมปราณแห่งชีวิต
เมื่อมีอากาศ เราก็มีลมปราณแห่งชีวิต เมื่อเรามีลมปราณแห่งชีวิต เราก็สามารถทำสิ่งดีงามได้

ในทางกลับกัน… สำหรับสิ่งที่เราเคยคิดว่าเราขาด เราก็อาจเลิกใส่ใจกับสิ่งนั้นได้ ด้วยการลดคุณค่าของมันลง
เช่นถ้าเราไม่มีรถยนต์ขับ เราก็สามารถมองได้ว่า มันก็เป็นแค่สิ่งที่พาเราไปอีกที่หนึ่ง

ไม่ได้มีสาระอะไรมากมายเป็นแค่สิ่งที่ไร้แกนสารของชีวิตสิ่งหนึ่ง

หรือเราไม่มีบ้านหลังโตๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญไปกับขนาดของมัน ด้วยการมองว่า บ้านก็คือบ้าน
ขนาดของมันไม่ได้สำคัญเท่ากับความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย

“การไม่ให้ราคากับสิ่งที่เราขาด ถือเป็นศิลปะในการใช้ชีวิตอย่างหนึ่ง

ชีวิตจะง่ายขึ้นมาก หากเราไม่เอาใจไปผูกติดกับสิ่งที่เราขาดแคลน เพราะคุณค่าของทุกสิ่ง ทั้งรูป และนามก็ขึ้นอยู่กับที่เราเป็นผู้ตั้งค่าทั้งนั้น”

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองกันไปจนสุดขอบแห่งความจริงของโลก ทุกสิ่ง ก็ล้วนเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดมีค่าหรือไร้ค่าจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราเห็นว่ามีค่า และไม่มีค่าที่จริง มันล้วนมีแต่ความว่างเปล่า เพราะมีสมมุติขึ้นมา จึงมีสิ่งมีค่าและไร้ค่าขึ้นมา ถ้าตัดสมมุติทิ้ง ก็เหลือแต่ความว่างเปล่า

ในเมื่อเราเองยังต้องอยู่ในโลกสมมุติ แค่สมมุติก็แย่พออยู่แล้ว เหตุใดเราจึงยังใช้สมมุติเพื่อทำร้ายตัวเองอีกเล่า
แค่เรียนรู้ที่จะใช้สมมุติให้เป็น ชีวิตก็ง่ายขึ้นมากแล้ว….

เด็กวัยสี่ขวบเล่นขายของกับเพื่อนอย่างมีความสุข พวกเขาสมมุติให้ก้อนหินแทนเงินในการจับจ่าย ในขณะที่ผู้ใหญ่ใช้เงินเดือนครึ่งหนึ่งผ่อนค่างวดรถยนต์ แต่ปากก็พร่ำบ่นว่า “เซ็งฉิบ ทำไมรถคนอื่นมันสวยกว่ารถยนต์ของเราว่ะ”

บทความโดย “พศิน อินทรวงค์”
ติดตามผลงานหนังสือ
หรือติดตามอ่านบทความดีๆ ก็สามารถเข้ามาได้ที่
เพจ พศิน อินทรวงค์ (กรุณาพิมพ์เป็นภาษาไทยนะครับ)
https://www.facebook.com/talktopasin2013