ก้าวแรกสู่การเป็นสุดยอดผู้จัดการ

ก้าวแรกสู่การเป็นสุดยอดผู้จัดการ

สำหรับคนที่คลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ เราต้องแสดงความยินดีด้วยที่คุณได้ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ นั่นคือการกลายเป็น ผู้จัดการ‘ 

บทบาทผู้จัดการหน้าใหม่นั้นทำให้คุณต้องเผชิญความท้าทายที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคยมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายสำหรับทีมที่ต้องพัฒนา  การสร้างกระบวนการ และลงมือทำให้สำเร็จ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่าทุกคนกำลังทำงานของเขาอย่างเต็มความสามารถ

คุณอาจจะเกิดความประหม่าขึ้น เมื่อพบว่ามีคนคาดหวังกับคุณ การก้าวข้ามจากพนักงานผู้เชี่ยวชาญมาเป็นผู้จัดการไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรามีกลยุทธ์ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วลองใช้สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วยสำหรับก้าวแรกสู่การเป็นผู้จัดการของคุณดูนะครับ 
====

1.ชัดเจนในหน้าที่

คุณต้องเข้าใจบทบาทใหม่ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบอะไรบ้าง เป้าหมายและวัตถุประสงค์เป็นอย่างไร ถ้าเอกสารหรือการส่งมอบงานไม่เคลียร์ ก็ขอให้ลองเขียนสิ่งที่คุณคิดว่าควรจะทำจริง ๆ ให้ชัดเจนด้วยตัวเอง

ขอให้คุณรายงานเจ้านายระดับสูงกว่าคุณว่าคุณจะทำอะไรบ้าง ลองเขียนสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้ ลองลิสต์ภาระความรับผิดชอบที่คุณคิดว่าใช่ออกมา ลองบันทึกว่าเป้าหมายมีอะไรบ้าง

และท้ายที่สุด คุณต้องพูดคุยกับว่าที่ลูกน้องที่คุณจะเข้าไปดูแลว่าเขามองหน้าที่ของคุณอย่างไร คาดหวังว่าจะให้คุณทำอะไรให้บ้าง
====

2.หาพี่เลี้ยง

เมื่อเริ่มงานใหม่ การได้พี่เลี้ยงดี ๆ ที่ช่วย feedback การทำงาน และช่วยโค้ชให้คุณสร้างทักษะที่จำเป็นจะพาคุณไปสู่ความสำเร็จ

เพราะไม่เพียงที่เขาจะมีคำแนะนำที่เหมาะสมแล้ว เขายังจะช่วยสร้างความมั่นใจด้วยการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่คุณได้ด้วย

แต่การมีพี่เลี้ยงได้คุณก็ต้องสร้างกรอบที่ชัดเจนว่าคุณจะทำอย่างไรบ้าง แรกสุดคือหาพี่เลี้ยงที่ดี โดยเริ่มจากในองค์กร เช่น ผู้นำที่อยู่เหนือคุณขึ้นไป หรือผู้นำที่อยู่อีกฝ่ายขององค์กร

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า จะเป็นเรื่องดีถ้าการช่วยเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษานั้นจะดำเนินไปแบบความสัมพันธ์สองทาง คือทั้งให้และรับ คุณอาจจะได้ทักษะการเป็นผู้นำ ส่วนอีกฝ่ายอาจจะได้ไอเดียเกี่ยวกับนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากคุณ เป็นต้น
====

3.สร้างความสัมพันธ์ที่ดี

การเทรนนิ่งแบบ เดล คาร์เนกี’ (นักเขียน นักพูด และเทรนเนอร์ระดับโลก) ที่ปรากฏใน White Paper บอกว่าการเป็นผู้จัดการที่ดีไม่ใช่แค่การเป็นนักกลยุทธ์ชั้นยอด หรือเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลต่าง ๆ ในทีม

แน่นอนว่าผู้จัดการไม่ควรคาดหวังว่าทุกคนในทีมจะเป็นเพื่อนของคุณหรือเป็นเพื่อนกันได้ แต่อย่าลืมว่าหน้าที่แรกของการเป็นผู้นำ คือการสร้างสมดุลที่เหมาะสมในแง่ความสัมพันธ์ มองหน้าคนในทีมอย่างเข้าอกเข้าใจกัน แต่ก็ต้องนำทางพวกเขาได้ด้วย

ประการแรกคือการเปิดอกพูดคุย ด้วยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้รู้ว่าเราเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ และทำไมคนในทีมจะต้องเชื่อมั่นคุณ ซึ่งสำคัญมากในการปลุกเร้าพลังของคนในทีม

ฝึกที่จะเคารพความแตกต่างของคนในทีม เพื่อหาทางใช้ความแตกต่างหลากหลายในการสร้างประโยชน์ร่วมกัน แต่อย่าปล่อยให้เกิดวิธีการรวมหัวกันคิด โดยที่ผู้นำไม่ได้มีส่วนชี้นำเลย
====

4.กำหนดและสื่อสารเป้าหมายให้ชัด

หลังจากเป็นผู้ตามมาก่อน เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องกลายมาเป็นผู้นำ บางทีคุณอาจจะมีไอเดียที่สะสมมานาน พร้อมจะลุยกับความหวังใหม่ ๆ แต่อย่าเพิ่งร้อนวิชาจนเกินไป การเก็บกวาดของเก่าแล้วสร้างระบบใหม่ๆ จำเป็นต้องได้รับการหนุนหลังจากคนในทีมก่อน

ลองปรับตัวให้เข้ากับหน้าที่ใหม่ก่อน จากนั้นค่อยหาทางเปลี่ยนแปลง เมื่อเข้ามาเป็นผู้นำทีม ลองสร้างชาร์ตการทำงานทั้งหมด เพื่อระบุว่าใครอยู่ตรงไหน มีเป้าหมายอะไร ลองใช้วิธีการตั้งเป้าหมายแบบ OKRs ซึ่งจะทำให้แน่ใจได้ว่าเป้าหมายทั้งหมดสอดคล้องกับองค์กร

การสื่อสารกับทีมได้ดีและสม่ำเสมอจะนำไปสู่เป้าหมาย หนึ่งในวิธีการยุคใหม่ที่ดีคือการสร้างเรื่องเล่าทางธุรกิจที่ทรงพลัง ขณะเดียวกัน คุณก็ต้องสร้างเป้าหมายส่วนตัวซึ่งรวมถึงการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในบทบาทใหม่นี้ด้วย
====

5.เป็นต้นแบบที่ดี

ในฐานะผู้จัดการ คุณจำเป็นต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในที่ทำงาน ถ้าต้องการให้ลูกน้องมีพฤติกรรมการทำงานหรือพัฒนาผลการทำงาน คนแรกที่จะต้องลงมือทำคือตัวผู้จัดการเอง สิ่งที่ต้องทำคือการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำ เช่น ถ้าต้องการให้ประชุมทีมวันจันทร์ตอนเช้า ผู้จัดการจะต้องไม่พลาดการประชุมนี้เด็ดขาด

ถ้าต้องการให้คนในทีมไว้วางใจกัน คนแรกที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าไว้วางใจคนอื่น คือผู้จัดการที่จะต้องแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองให้คนอื่นรู้บ้าง การสร้างความชำนาญและทำให้คนในทีมเห็นอย่างสม่ำเสมอ จะเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจในการตัดสินใจต่างๆ ของผู้จัดการได้มากขึ้น
====

6.ให้ Feedback เป็นระยะๆ

คนเราจะไม่อาจปรับปรุงได้ถ้าไม่รู้ว่าต้องปรับปรุงอะไร และคนในทีมจะไม่รู้สึกว่าถูกกระตุ้นถ้าผู้จัดการไม่รู้จักชื่นชมในการทำงานหนักและความสำเร็จของเขาเสียบ้าง

การวิจารณ์อย่างมีแบบแผนจะช่วยได้อย่างดี การให้ feedback ทันทีหรือไม่นานนักหลังผลงานออกมา จะช่วยให้การปรับปรุงเป็นไปได้มากที่สุด

เคล็ดลับสำคัญของการให้ feedback คือ จะต้องอยู่กับร่องกับรอย มีความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความสอดคล้องกันตั้งแต่ต้นจนจบ

ผู้จัดการต้องไม่ลืมว่าการให้ feedback นั้นจะต้องมีมิติการประเมินที่น่าเชื่อถือและทำให้รู้สึกอยาก
ปรับปรุง ต้องไม่ลืมหลักการว่าต้องชมต่อหน้าคนอื่นและวิพากษ์วิจารณ์เป็นการส่วนตัว เพื่อรักษาหน้าของลูกทีมเอาไว้

เรียนรู้วิธีการให้ Feedback อย่างมีประสิทธิภาพได้ในบทความ ให้ Feedback อย่างไรทีมจึงพัฒนาได้ไวขึ้น  คลิก ที่นี่
=====

7.มอบหมายงานให้เป็น

การมอบหมายงานเป็นหน้าที่ของผู้จัดการ แต่การลดภาระงานก็เป็นหน้าที่ผู้จัดการเช่นกัน การบริหารจัดการปริมาณงานของลูกทีมจำต้องใคร่ครวญให้เหมาะสม หลักการลดภาระงานคือการแน่ใจว่าลูกทีมแต่ละคนนั้นเก่งด้านไหน โฟกัสให้คนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญและเพิ่มทักษะด้านนั้นๆ ให้เพิ่มมากขึ้น โดยลดภาระอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่จำเป็นออกไป

เมื่อจะมอบหมายงานใหม่ๆ สมาชิกในทีมควรจะได้รู้ว่าผู้จัดการอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน โดยไม่จำเป็นต้องบอกวิธีการทำงาน และพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำงาน แต่ให้คอยดูเป็นระยะๆ ว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง และช่วยให้เขาได้ประสบความสำเร็จในแบบของเขาเอง
=====

8.ยืดหยุ่นอยู่เสมอ

การบริหารจัดการไม่ใช่เรื่องประเภท “One Size Fit All” หรือทำแบบเดียวกับทุกคนให้เหมือนกันหมด สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไปทำให้ผู้จัดการต้องปรับบทบาทไปเรื่อยๆ

คนที่เก่งจะสามารถหยั่งรู้ได้ว่าจะใช้บทบาทแบบไหนกับลูกทีม เช่น ในเวลาหนึ่งต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกทีม ผู้จัดการจะปรับตัวให้เข้ากับลักษณะนั้น แต่เมื่อวันต่อมาต้องเป็นตัวกลางคอยเชื่อมโยงหรือเจรจา ผู้จัดการก็จะปรับบทบาทตัวเองไปอีกแบบ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทีมก้าวสู่เป้าหมายได้ในที่สุด

=====

หากคุณต้องการพัฒนาทักษะการเป็นผู้จัดการที่มีประสิทธิภาพ ขอแนะนำหลักสูตรสำหรับองค์กร “High Impact Coaching  & Positive Feedback” ซึ่งทำให้ผู้เข้าอบรมมีวิธีการให้ Feedback ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง คลิกดูรายละเอียด ที่นี่

บทความโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

 

ให้ Feedback อย่างไร ทีมจึงพัฒนาไวขึ้น

ให้ Feedback อย่างไร ทีมจึงพัฒนาได้ไวขึ้น

การ Feedback หรือ การรีวิวผลงาน , การประเมินผลงาน เป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องมีในองค์กรต่าง ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผลการทำงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร 

ดูเผิน ๆ วิธีเหล่านี้เหมือนจะดี เพราะหลังจากรวบรวมความคิดเห็นและบันทึกรวบรวมสำหรับพนักงานแต่ละคนครบหนึ่งปีแล้วก็ควรจะมีการสื่อสารไปบ้างเพื่อทำให้เขาเห็นข้อบกพร่องแล้วเกิดการปรับปรุง  

แต่เชื่อไหมว่า โดยส่วนใหญ่แล้วการรีวิวมักจะสร้างความหวาดหวั่นมากกว่า เหตุผลสำคัญก็เพราะการรีวิวผลงานนั้นมักจะสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว พนักงานมักรู้สึกประมาณว่าต้อง “เข้าห้องเชือด” ซึ่งทุกคนก็ลุ้นว่าจะโดนด่ามากน้อยแค่ไหน แล้วจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่น่าอึดอัดนี้ไปได้หรือไม่

=====

ในความเป็นจริง การรีวิวและประเมินผลงาน หรือการ Feedback การทำงานนั้น ควรจะทำให้คนรับฟังรู้สึกว่าได้รับข้อเสนอแนะ และเข้ามาร่วมกันสร้างหนทางไปสู่อนาคต

และควรจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง  ช่วยกันประคับประคองให้เกิดการทำงานในระดับที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นมากกว่า

เช่นนี้แล้ว การให้ Feedback จึงถือเป็นทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน เพื่อก่อให้เกิดผลดีตามมามากที่สุด ดังหลักการต่อไปนี้

=====

การให้ Feedback อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ไตร่ตรองถึงแรงจูงใจ

ที่จะ feedback ก่อน ว่าทำไมถึงจะต้อง feedback วัตถุประสงค์คือการปรับปรุงการทำงาน และแก้ไขสถานการณ์ใช่หรือไม่ ฉะนั้น การจะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ควรทำให้กลายเป็นพื้นที่ของการด่าทอหรือสร้างความรู้สึกแย่ ๆ ให้เกิดขึ้น ในทางกลับกัน การ feedback เชิงบวกและมุ่งหาการแก้ไขอย่างตรงจุด จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยต้องไม่ลืมหลักการ “เป็นธรรมและสมดุล” ด้วย 

=====

2. เลือกเวลาให้เหมาะสม

การ feedback ไม่ใช่การเซอร์ไพรส์ที่จู่ ๆ ก็โผล่มา แต่ควรจะเกิดขึ้นภายหลังจากมีเรื่องต้องแก้ไขไม่นานนัก เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าสถานการณ์ยังเต็มไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน ก็ควรรอให้ทุกฝ่ายสงบสติอารมณ์เสียก่อน แล้วค่อยให้ feedback  ไม่เช่นนั้น ทุกอย่างอาจพังครืนให้เสียใจภายหลังได้

=====

3.ทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมีอะไรต้องปรับปรุงก็ควรหาทาง feedback ไป จนคนร่วมทีมรับรู้ว่าจะต้องมีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ควรรอเวลากำหนดชัดเจนตายตัวในระยะห่าง เช่น ทุกหนึ่งปี หรือทุกสามเดือน

จริงอยู่ว่าการ feedback ตามวาระจะต้องมีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีการ feedback อย่างไม่เป็นทางการ หรือตามสถานการณ์ด้วย 

=====


การตระเตรียมเบื้องต้น ทำได้ ดังนี้ 

  • ควรทำให้เข้าใจง่ายๆ และควรทำให้คนทำงานสามารถเตรียมรับมือได้ว่าจะมีการ feedback เกิดขึ้น  (แต่ไม่ใช่การมานั่งอ่านสคริปต์)  คุณควรทบทวนสิ่งที่ต้องการจะพูดออกไปให้เคลียร์ที่สุดก่อน แล้วค่อยสื่อสาร ถัดมาคือ ไม่ควรให้ความคิดเห็นแบบทึกทักเอาเองหรือการพูดอ้อมโลก
  •  ชี้ให้ตรงจุด ว่าอะไรกันแน่ที่เขาควรปรับปรุง เช่น อย่า feedback ว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” แต่คุณควรชี้เป้าให้ชัดว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เขาไม่เป็นมืออาชีพ เช่น  ทำเสียงดังเกินไป ทำตัวสนิทสนมเกินไป หรือแต่งตัวไม่เหมาะสม
  • เลือกคำพูดที่สร้างสรรค์ คือคำพูดที่ไม่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าถูกประเมินอย่างรุนแรง เช่น หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่เคยเลย” , “ทั้งหมดที่ทำ” , “ทำแบบนี้ตลอด” และควรใช้คำแทนความคิดความรู้สึกของตัวเอง เช่น  “ผมคิดว่า…” เพื่อให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้คือทัศนะส่วนบุคคลที่เสนอแนะอย่างเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง คนฟังจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกตีตราว่าใคร ๆ ก็คิดว่าตนเองไม่ดี

ทักษะการ Feedback ควรฝึกควบคู่กับทักษะการโค้ช อ่านบทความ โค้ชอย่างไรที่จะเพิ่มศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น คลิกที่นี่

=====

การวิจารณ์ที่ดีและส่งผลยอดเยี่ยมต่อคนฟัง คือ การเสนอแนะแบบเป็นส่วนตัว

ดังที่มีคนกล่าวบ่อยๆ ว่า เวลาที่ชื่นชมใครให้ชมต่อหน้าคน แต่เวลาตำหนิหรือขอให้ใครแก้ไขควรบอกเป็นการส่วนตัว ซึ่งควรเลือกสถานที่ซึ่งทำให้คุยกันได้ชัดเจน โดยไม่ถูกรบกวน 

ในการ feedback  ควรจะโฟกัสให้ตรงจุด ไม่เกินเลยไปกว่าประเด็นหรือเรื่องที่จะ feedback  และควรมองหาสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้  เช่น การมาทำงานสาย ไม่ใช่ไปบอกว่าเขาเป็นคนพูดจาไม่ดี นั่นแปลว่า  คุณควรหาทางพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นบวกมากที่สุด จริงอยู่ว่าคนที่ถูกเรียกเข้าไปคุยอาจจะทำงานผิดพลาด แต่หัวหน้าจะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนคนนี้รู้สึกว่าได้รับพลังงานบวก จนอยากกลับมาปรับปรุงและทำงานได้ดีกว่าเดิม


อย่าลืมว่าทั้งคนให้ feedback และคนรับจะต้องรู้สึกถึงสิ่งที่ควรปรับปรุงร่วมกัน จะต้องเป็นการร่วมกันพัฒนาปรับปรุงเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย และมีความชัดเจนในข้อเสนอแนะด้วย 

เมื่อ feedback กลับไป ก็ต้องไม่ลืมติดตามผลด้วยว่าหลังจากนั้นเป็นอย่างไร ต้องมั่นใจให้ได้ว่าสิ่งที่พูดคุยกันไปนั้นจะทำให้เกิดผลตามที่ต้องการได้ในเวลาต่อมา 

=====

หากคุณต้องการพัฒนาทักษะและกระบวนการ Positive Feedback เพื่อพัฒนาทีมให้เก่งขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด ขอแนะนำหลักสูตรสำหรับองค์กร “High Impact Coaching  & Positive Feedback” ซึ่งทำให้ผู้เข้าอบรมมีวิธีการให้ Feedback ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง คลิกดูได้ที่นี่ครับ

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

 

วิธีสร้างทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

การจะตัดสินใจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งให้ดีที่สุด สิ่งสำคัญอยู่ที่การระบุให้ได้ว่า “ปัญหานั้น มีรูปแบบอย่างไร” คุณต้องถามตัวเองว่า “ฉันมีทางออกเดียว หรือมีทางออกที่มากกว่าหนึ่งทาง” 

การตั้งคำถามแบบนี้จะช่วยให้คุณคิดได้อย่างชัดเจน และยังช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นอีกด้วย

====

ปัญหานี้ มีทางออกเดียว หรือหลายทาง

ปัญหาที่มีทางออกเดียว หรือมีหนทางแก้ไขจำกัด หมายถึงมีคำตอบแค่ ถูกหรือผิด (เช่น “2+2 เท่ากับเท่าไหร่?”, “สายการบินไหนบินตรงไปชิคาโก้บ้าง?”) ปัญหาลักษณะนี้จัดอยู่ในประเภท “ปัญหาที่มีทางออกเดียว”

แต่หากมีคำตอบที่เป็นไปได้มากมาย และไม่ได้มีคำตอบที่ดีที่สุดเพียงคำตอบเดียว (เช่น “จะเสิร์ฟอาหารอะไรในงานเลี้ยงอาหารค่ำ?”) ลักษณะนี้เรียกว่า “ปัญหาที่มีทางออกหลายทาง”

โดยปกติแล้ว เราจะพบเจอปัญหาที่มีทางออกหลายทางมากกว่าปัญหาที่มีทางออกเดียว แต่เพราะการมองปัญหาผิดๆ ทำให้คิดไปว่ามีทางออกเดียว ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้ยากกว่าที่ควรจะเป็น ต้องเสียเวลาและความพยายาม ทั้งยังต้องกังวลกับการเสาะหาทางออก “เพียงหนึ่งเดียว” ให้เจอ ทั้งที่มีทางออกอยู่หลายวิธี

====

การจัดการปัญหาที่มีทางออกเดียว

วิธีจัดการปัญหาที่มีทางออกเดียว คือต้องรีบกำจัดทางตันออกไป ลองจินตนาการถึงนักเดินเท้าสองคนที่กำลังแข่งกันไปถึงยอดเขา โดยเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่ละคนมีวิธีรับมือกับความท้าทายที่แตกต่างกัน

นักเดินทางที่มีความตั้งใจแบบนักบิน จะเริ่มต้นด้วยการใช้วิธีการอะไรก็ได้ ที่ทำให้เขาเข้าไปใกล้ภูเขามากขึ้น

ส่วนนักเดินทางซึ่งมีความตั้งใจแบบนักบุกเบิกจะเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบภูมิประเทศแถบนั้นในแผนที่ เพื่อวางแผนเส้นทางทั้งหมด เมื่อทำแบบนี้ เขาจึงพบว่ามีแม่น้ำกว้างใหญ่กั้นระหว่างพวกเขากับภูเขา

====

ขณะที่คนอื่น ๆ จะพบแม่น้ำสายนี้ได้ก็ต้องมาถึงที่นี่ และต้องคิดทบทวนเส้นทางใหม่ ผู้ที่มีความตั้งใจแบบนักบุกเบิก จะเริ่มต้นด้วยวิธีที่ต่างจากนักบิน คือจะเริ่มเดิน “ออกห่างจากภูเขา” เพราะเขารู้แล้วว่า เส้นทางนั้นจะพาไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำ

สำหรับปัญหาที่มีทางออกเดียว (นั่นคือจุดมุ่งหมาย หรือทางแก้ปัญหาที่จำกัดและเฉพาะเจาะจง) วิธีการของนักบุกเบิก จะใช้ได้ผลมากกว่า นั่นคือ การใช้เวลารวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นล่วงหน้า ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาและพลังงาน จากการต้องเจอทางตัน แล้วกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง…

====

การจัดการปัญหาที่มีทางออกหลายทาง

หากคุณกำลังจัดการกับปัญหาที่อาจมีทางออกมากมาย เช่น จะไปพักผ่อนที่ไหน? จะซื้อทีวีเครื่องไหน? จะเลือกเส้นทางการทำงานแบบไหน? เคล็ดลับความสำเร็จคือ ให้ใช้กลยุทธ์แบบนักบิน คือค่อยๆ ขยับเข้าไปสู่การตัดสินใจทีละน้อย แม้ไม่มั่นใจว่าจะใช่หนทางไปสู่การตัดสินใจหรือไม่ ก็ตาม

เทคนิคนี้ดัดแปลงมาจากกลยุทธ์นักบิน โดยเริ่มจากการพิจารณาปัญหา เพื่อดูว่าจะนำไปสู่อะไรได้บ้าง? การค่อยๆ พยายามหาคำตอบ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะต้องแตกปัญหาใหญ่เป็นส่วนย่อยๆ ที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด

จากนั้นลองทบทวนอีกครั้ง หากทางออกยังไม่ชัดเจน ให้แตกส่วนย่อยๆ เหล่านั้น เป็นส่วนย่อยที่เล็กลงไปอีก ลองทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนได้คำตอบ

====

ลองจินตนาการว่า คุณกำลังวางแผนพักผ่อนกับครอบครัว เริ่มต้นโดยพยายามหาทางออกที่เป็นทางออกทั่วไปที่สุด นั่นคือ หาสถานที่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสัก 2-3 แห่ง ที่เติมเต็มความต้องการเบื้องต้นของทุกๆ คน จากนั้นให้ถามตัวเองว่า จะต้องทำตามความต้องการของใครอีกบ้าง มีตัวเลือกใดหรือไม่ที่คุณนำมาปรับเปลี่ยน เพื่อจะได้มีทางเลือกมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากจุดเริ่มต้นของคุณคือการพักผ่อนเที่ยวชมทิวทัศน์ ให้ดูว่ามีสถานที่ไหนใกล้ชายหาดที่ลูกๆ จะสนุกได้สัก 2-3 วัน หรือไม่? ให้ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณตอบสนองความต้องการได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

====

วิธีแก้ปัญหาแบบมนตร์วิเศษ

ลองจินตนาการว่า เมื่อตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้น แล้วพบว่าปัญหาของคุณอันตรธานหายไปอย่างมหัศจรรย์ โดยไม่มีเหตุการณ์ใดมาเตือนล่วงหน้า คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว?

ให้ลองจินตนาการถึงวันนั้นทั้งวัน และเขียนทุกอย่างลงไป (แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยที่สุด) ว่าถ้าวันนั้นมีจริง จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

เทคนิคนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเชื่อ ว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น… การจินตนาการถึงรายละเอียดต่างๆ ของชีวิตในอนาคต จะทำให้คุณคิดอย่างมีอิสระ ไม่มีข้อจำกัด และอาจพบมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ปัญหาเบาบางลงในที่สุด หรือกระทั่งหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งหมดได้

แม้จะจินตนาการถึงความสำเร็จจากการแก้ปัญหาได้ชัดเจนขนาดไหน แต่ถ้าไม่ลงมือทำก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง อ่าน อยากสำเร็จต้องเปลี่ยนจากการรู้ตัวเป็นการปรับตัวด้วยวิธีนี้ เพื่อต่อยอดสู่การลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง 

====

วิธีแก้ปัญหาแบบเน้นด้านบวก

ให้ถามตัวเองว่า “จะมีเวลานั้นไหม ที่จะได้เห็นผลลัพธ์ที่ฉันต้องการ” เช่น หากลูกปัสสาวะรดที่นอน คำถามที่คุณต้องเน้นคือ “คืนไหนที่ลูกของฉันจะไม่ปัสสาวะรดที่นอน”

หากคุณต้องการหาเงินได้มากขึ้น ลองถามว่า “เมื่อไหร่ที่ฉันจะหาเงินได้มากขึ้น” หรือมองเรื่องนั้นๆ จากมุมอื่น เช่น “เมื่อไหร่ที่จะรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ฉันหามาได้”

หากระบุปัจจัยที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ให้คุณลองต่อยอดจากปัจจัยนั้นดู แล้วจะพบว่าทางแก้ปัญหาเริ่มชัดเจนมากขึ้นได้จริง ๆ 

====

การแก้ปัญหาเป็นทักษะที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ เราขอแนะนำหลักสูตร Problem Solving & Decision Making คลิกดูรายละเอียดที่นี่ 

บทความโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

 

 

สุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังโน้มน้าวใจให้ทุกคนเชื่อมั่น

สุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังโน้มน้าวใจให้ทุกคนเชื่อมั่น

การจะสร้างองค์กรที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ  คุณจำเป็นต้องมีทักษะการโน้มน้าวใจคน ซึ่งสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง  

ต่อให้มีตำแหน่งสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะโน้มน้าวใจคนได้เสมอไป ในขณะที่บางคนไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยแต่จับพลัดจับผลูต้องมานำทีมแบบไม่เป็นทางการ คนกลุ่มนี้หลายคนพยายามค้นหาวิธีการว่าทำอย่างไรที่จะให้คนอื่นยินดีรับฟังและนำสิ่งที่เขาบอกไปปฏิบัติตาม

====

การจะโน้มน้าวใจคนอื่นได้มีเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาอยากจะฟังคุณ  นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเป็นคนที่ดูมีคุณค่าจนน่ารับฟังซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับยุคนี้

เพราะแต่ละคนล้วนมีสื่อมากมายรายล้อมตัว สังคมก็มีบรรยากาศแห่งความเร่งรีบ มีแหล่งข้อมูลให้เสพบริโภคจนเต็มไปหมด การจะทำให้คนอื่นยินดีรับการจูงใจจากคุณต้องมีเคล็ดวิธีที่ถูกต้อง ดังนี้

====

เริ่มจากการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี 

หลักการง่าย ๆ ก็คือ “ถ้าเขาชอบคุณ เขาก็อยากจะฟังคุณ”  นี่คือโอกาสที่จะชักจูงให้พวกเขาคล้อยตาม การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นเป็นก้าวแรกที่ดีที่สุด ผู้คนในทีมจะเริ่มลดการ์ดลงจนมองเห็นความตั้งใจและพลังงานที่คุณอยากจะส่งไปให้พวกเขาได้

====

ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี 

คนทุกคนล้วนต้องการมีตัวตน และอยากเป็นคนสำคัญ หากคุณอยากจะชักจูงใครสักคน คน ๆ นั้นจะต้องอยากรับฟังคุณด้วยความเต็มใจ การทำให้เขารับรู้ได้ว่าคุณเป็นฝ่ายเริ่มรับฟังเขาก่อน ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาอยากจะพูดก่อน  เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อีกฝ่ายอยากจะให้ความสำคัญแก่คุณกลับ ซึ่งสิ่งแรกสุดที่เขาจะทำให้เขาได้ก็คือการรับฟังนั่นเอง 

 
ซึ่งหนึ่งในทักษะการฟังที่มีประสิทธิภาพคือการฟังอย่างใส่ใจ หรือ active listening ที่คุณสามารถอ่านบทความและฝึกฝนได้ที่นี่

====

มีภาษากายที่เหมาะสม 

จัดวางบุคลิกท่าทางให้ดูน่าเชื่อถือและเหมาะสม  ไม่กอดอกปกป้องตัวเอง ขณะพูดและฟัง จัดวางท่วงท่าแขนขาให้อีกฝ่ายเห็นถึงความมั่นคงแน่วแน่ วิธีการพูดที่มั่นคงจริงจังไม่อ่อนแอทำให้อีกฝ่ายอยากจะรับฟังด้วยความสบายใจไปพร้อม ๆ กับการรู้สึกถึงพลังอำนาจที่สะกดให้พวกเขาเคลิ้มคล้อย ทั้งหมดนี้นับเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณต้องฝึกฝน

====

ทำให้คนอื่นเห็นว่าคุณชำนาญเรื่องที่จะพูดจริงๆ

 วิธีการคือการเอาตัวคุณและชื่อของคุณไปผูกติดกับเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นในงานสัมมนาวิชาชีพ การเข้าร่วมโปรแกรมอบรมต่างๆ หรือมีบทบาทเป็นผู้นำสักอย่างในด้านนั้นๆ  วิธีการเหล่านี้จะทำให้คนในสังคมรับรู้ถึงการมีตัวตนในด้านดังกล่าว ทำให้ใคร ๆ พร้อมที่จะเปิดอกรับฟังคุณ

=====

วางกลยุทธ์อย่างเหมาะสม

 เมื่ออยากจะชักจูงให้คนคล้อยตามไอเดียใหม่ ๆ คุณจะต้องกางแผนออกมาดูแล้วปักหมุดว่าใครอยู่ตำแหน่งไหน ระดับใด มองให้ออกว่าจะเข้าไปชักจูงคนนั้นด้วยวิธีการไหน จะใช้ใครเป็นผู้นำทางความคิดของเขา มองหาว่าใครอาจจะเป็นภัยคุกคามในแผนการนี้ ถ้าสามารถทำให้คนนั้นกลายมาเป็นพันธมิตรได้จะเป็นเรื่องที่ดีต่อคุณมาก ๆ 

====

ให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ 

การรู้เขารู้เราย่อมทำให้เรามีชัยชนะทุกครั้ง กรณีนี้ก็เช่นกัน ถ้าหากหาได้ว่าสิ่งที่คนเหล่านี้อยากได้คืออะไร คุณจะใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจได้ง่ายขึ้น

ทุกคนมักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าหากตัดสินใจตามที่คุณนำเสนอพวกเขาจะได้อะไรกลับไป ถ้าหากผลลัพธ์มันตรงกับภายในใจล่ะก็ คุณย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน 

ทั้งหมดนี้คือวิธีการจูงใจให้คนคล้อยตาม จงอย่าลืมว่า ทุกสิ่งควรจะเป็นไปในทางบวก สร้างคุณค่ามูลค่า มากกว่าจะเป็นการขู่เข็ญคุกคาม 

====

ทักษะการโน้มน้าวใจผู้อื่นและการเจรจาต่อรองเป็นทักษะที่จะทำให้คุณเป็นต่อในการทำงาน เราขอแนะนำหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery เพื่อฝึกฝนเทคนิคการโน้มน้าวใจและการเจรจาต่อรองสำหรับหัวหน้างาน คลิกที่นี่ 
===== 

เรียบเรียงจาก “How to Increase Your Influence at Work” โดย Rebecca Knight จาก Harvard Business Review 16 กุมภาพันธ์ 2018

ทความโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานขี้วีนอย่างไรให้ได้ผล

สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานขี้วีนอย่างไรไห้ได้ผล

  สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ที่ทำงานเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ ทำให้อยากตื่นขึ้นมาและกระตือรือร้นที่จะไปทำงาน ก็คือบรรยากาศในการทำงาน

ซึ่งเพื่อนร่วมงานก็คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างบรรยากาศเหล่านั้น

ข่าวร้ายก็คือเราไม่สามารถเนรมิตเพื่อนร่วมงานน่ารักๆ พูดคุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ รักใคร่ชอบพอเหมือนเพื่อนสนิทได้ ใครมีบุญวาสนาได้พบพานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานที่ดีก็ย่อมสุขใจ

แต่หากเราพบเจอเข้ากับเพื่อนร่วมงานประเภท “ขี้วีนขี้เหวี่ยง”  “พูดจาขวานผ่าซาก” หรือ “วาจายิ่งกว่ามีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ที่พร้อมจะเชือดเฉือนให้เราแหว่งวิ่นทุกครั้งที่เข้าใกล้แล้วล่ะก็ที่ทำงานอันเป็นสถานที่ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวันก็เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจได้ง่ายๆ

แต่อย่าเพิ่งท้อแท้ไป บทความนี้มีวิธีการดีๆ ที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นมาฝาก ดังนี้

====

1.น้ำขุ่นอยู่ในน้ำใสอยู่นอก

ทุกคนย่อมไม่อยากพูดดีกับคนที่พูดและทำไม่ดีกับเรา  แต่การทำกิริยาแบบ “แรงมาก็แรงกลับ” ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด แต่จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงานดิ่งลงเหวมากกว่าเดิม

หากคุณต้องการให้การสื่อสารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรเริ่มจากตัวเราก่อน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ละวางเรื่องขุ่นข้องหมองใจลงชั่วคราว  ยิ้มกว้างๆ แล้วพูดคุยด้วยอารมณ์ที่สดใส

อย่าให้อีกฝ่ายจับได้เด็ดขาดว่าแท้ที่จริงคุณไม่อยากพูดคุยกับเขาหรือเธอคนมากเท่าไหร่ แม้ขั้นตอนนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่เป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้แน่นอน

====

2.ปลดปล่อยความรู้สึกแย่ให้ถูกจังหวะ

อึดอัดใช่ไหมกับการต้องฝืนทำดีกับคนที่มีนิสัยขี้วีนขี้เหวี่ยง การปลดปล่อยความรู้สึกด้านลบออกมาเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ เพราะจะทำให้คุณมีสภาวะจิตใจที่ดีขึ้นได้

แต่การระบายความรู้สึกออกมานั้นควรเลือกทำให้ถูกที่ ถูกคน และถูกจังหวะ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายตามมา

ให้มองหาเพื่อนที่คุณไว้วางใจได้สักคน จะเป็นเพื่อนที่คุณสนิทสนมมานานที่คุณสามารถระบายความในใจให้เขาฟังได้อย่างไม่เคอะเขิน และตัวเขาต้องมีทัศนคติที่ดีมากพอที่จะมองโลกด้วยใจเป็นกลาง เพื่อที่เขาจะได้ช่วยมองในมุมของคนนอกและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อคุณในสถานการณ์ที่เลวร้ายได้

====

3.เปลี่ยนมุมมองใหม่ เข้าใจมากขึ้น

การมองจากมุมมองของคุณเพียงมุมเดียวไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ลองเปลี่ยนไปมองจากมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งว่า “เกิดอะไรขึ้นในชีวิตเขากันนะ  จึงทำให้เขาเป็นคนแบบที่เป็นอยู่นี้

วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณเริ่มเข้าใจว่านิสัยวีนเหวี่ยงที่เพื่อนร่วมงานของคุณเป็น เกิดจากสภาพกดดันจากปัญหาครอบครัว ปัญหาทางการเงิน หรือแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพที่เขาประสบอยู่ จนทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ขี้วีนขี้เหวี่ยงของเขาได้

เมื่อเข้าใจปัญหาจากมุมมองของเขาแล้วจะทำให้คุณเกิดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงานได้มากขึ้น เมื่อใดที่เขาทำนิสัยไม่น่ารักเหล่านั้น คุณก็เพียงคิดเสียว่า “โลกช่างโหดร้ายกับเขาเสียเหลือเกิน” แล้วคุณจะเริ่มรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาขึ้นมา

การเปลี่ยนมุมมองคือทักษะที่คุณฝึกฝนได้ โดยต้องมีวิธีฝึก Self – Awareness แบบ Step by Step ควบคู่ไปด้วย คลิกอ่านบทความที่นี่

====

4.สร้างมิตรด้วยกิจกรรม

เมื่อคุณได้เรียนรู้และเปิดใจยอมรับ “นิสัยไม่น่ารัก” ของเพื่อนร่วมงานได้บ้างแล้ว ขั้นตอนถัดมาซึ่งอาจจะยากขึ้นมาอีกหน่อยก็คือ ให้หาโอกาสพูดคุยสร้างความสนิทสนมกับเขาให้มากขึ้น

หรือหากเป็นไปได้ให้ชวนเขาไปทำกิจกรรมหลังเลิกงานร่วมกัน เลือกกิจกรรมที่คุณสองคนชอบหมือนๆ กัน เช่น การหาของกินอร่อยๆ ดูหนังด้วยกันสักเรื่อง หรือเข้าฟิตเนสด้วยกัน

เมื่อมีโอกาสทำกิจกรรมนอกเหนือจากการทำงานร่วมกัน จะทำให้คุณสองคนรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกดีต่อกันมากขึ้น เทคนิคนี้จะทำให้การสื่อสารระหว่างทั้งสองเป็นไปได้ด้วยดีมากขึ้นเมื่อต้องทำงานร่วมกันในโอกาสต่อไป เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคการสร้างมิตรด้วยกิจกรรม นั่นเอง

====

5.อยู่ห่างๆ หากยังไม่พร้อม

เทคนิคต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น อาจทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานบางคนดีขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็ย่อมมีเหมือนกันที่สำหรับ “คนบางคน” จะยังไม่พบความเปลี่ยนแปลงแม้ว่าเราจะลองครบทุกวิธีแล้วก็ตาม

หากเป็นแบบนั้นก็คงต้องใช้เทคนิคข้อสุดท้ายก็คือ “อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ” กล่าวคือ เมื่อยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งเกิดการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน  เกิดรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ให้พยายามหลีกเลี่ยงการติดต่อกันไปก่อน ระหว่างนี้ใช้วิธีการสื่อสารผ่านคนกลางที่พูดคุยได้ทั้งสองฝ่าย หรือพยายามติดต่อกันเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น จนกว่าเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับคุณแล้ว

การเปลี่ยนแปลงบุคคลอื่นให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการนั้นทำได้ยาก เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็คือตัวของเขาเอง สำหรับตัวคุณเองก็เช่นเดียวกัน คุณสามารถเลือกที่จะ “รู้สึกมีความสุข” ได้ แม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมงานขี้วีนขี้เหวี่ยงอยู่ใกล้ๆ ในทุกวันก็ตาม

====

คุณสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานขี้วีนให้ดีขึ้นได้ด้วยการฝึกทักษะการสื่อสารเชิงรุก การโน้มน้าวใจ ในหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery ดูรายละเอียดคลิกที่นี่

บทความโดย
Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข
 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962
 
 

โน้มน้าวใจทีมงานอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุด

โน้มน้าวใจทีมงานอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุด

หนึ่งในคำถามที่มีคนถามมากที่สุด เมื่อผมได้รับเชิญไปจัดอบรมเรื่องทักษะการสื่อสารให้กับองค์กรต่าง ๆ คือ “จะโน้มน้าวใจทีมงานยังไง ให้ได้ผล”

ผู้คนส่วนใหญ่อยากรู้ว่า มีเทคนิควิธีการอะไร ที่จะโน้มน้าวใจคนอื่นให้คล้อยตามเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ทีมงาน หรือกระทั่งคนในครอบครัว

ผมอาศัยหลัก Persuasion Mastery ครับ.. หากคุณอยากจะมีพลังในการโน้มน้าวผู้คน นี่คือ 3 สิ่งที่ควรโฟกัส และฝึกทำให้ได้ครับ

====

1. POWER – มีพลังงานสูง

คุณไม่อาจโน้มน้าวใจใครได้ ถ้าเขาสนใจบ้างไม่สนใจบ้าง ดังนั้น คนที่มีพลังงานต่ำ ทำตัวน่าเบื่อ น้ำเสียงท่าทางซังกะตาย ไม่อาจโน้มน้าวใครได้อย่างแน่นอน

การมีพลังงานสูง ไม่ใช่ต้องเสียงดัง ทำตัวไฮเปอร์ตลอดเวลา เทคนิคง่าย ๆ คือ “การดำรงอยู่กับสถานการณ์และคนตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม ให้พลังในตัวเราโฟกัสกับคน ๆ นั้น และสิ่ง ๆ นั้น เต็มที่”

นั่นก็คือการรับฟัง ให้ความใส่ใจ ให้ความสำคัญ สบตา และกระตือรือร้นที่จะสนทนากับคนตรงหน้าอย่างแท้จริง

====

2. UNDERSTANDING – มีความเข้าใจที่แท้จริง


การสนทนากับใครให้เกิดผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าว เจรจาต่อรอง นอกจากการมีพลังงานสูงแล้ว คุณต้องมีความเข้าใจในตัวเองอย่างชัดเจน ว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร สิ่งใดทำได้ สิ่งใดไม่สามารถทำได้

ความชัดเจนในตัวเอง ทำให้คุณมีจุดยืนในการเจรจาต่อรอง และสามารถเปิดเผยความรู้สึกและความจริงในใจได้

แต่การรู้ตัวเองก็เป็นเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือคือการรับฟัง การทำความเข้าใจ ว่าจุดยืนของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร เขาต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร อะไรที่เขาสามารถทำได้และไม่ได้

Active Listening ทักษะการฟังที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้คนในทีม คือหนึ่งทักษะสำคัญที่ช่วยให้คุณมีความเข้าใจที่แท้จริง เรียนรู้และฝึกฝนคลิกที่นี่

เมื่อมีความเข้าใจที่แท้จริงจากทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีจะเกิดขึ้น คุณจะเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างเดียว และนั่นจะเปิดพื้นที่ตรงกลางในการสนทนาและสื่อสาร ให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี จะทำให้ผู้คนไว้วางใจและคล้อยตามในที่สุด

====

3. POSSIBILITY – มองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ


การตั้งธงไว้ก่อน มีคำตอบล่วงหน้า ย่อมทำให้เกิดการถกเถียงกันได้ง่าย เกิดความเครียด และอาจทำให้บางฝ่ายรู้สึกเสียโอกาส

การพยายามประนีประนอม ก็ยังเป็นการเจรจาต่อรองที่ไม่ได้ผลนัก เพราะต้องยอม ต้องลดสิ่งที่ต้องการ แต่ละฝ่ายอาจรู้สึกว่าต้องยอมแลก หรือต้องสูญเสียบางอย่าง

หากคุณมีความเข้าใจในความต้องการของตัวเองและอีกฝ่ายอย่างชัดเจน คุณพูดคุยอย่างเท่าเทียมไปสักพัก จะตกผลึกจนเจอพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ซึ่งบางครั้งไม่ได้มีในตัวเลือกเดิม และอาจเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายคิดไม่ถึงมาก่อน

ความเป็นไปได้ใหม่นี้ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้มากขึ้น เป็น Win-Win Situation เป็นไปในทิศทางที่ทั้งคู่ต้องการ

เมื่อสามารถเปลี่ยนจากการต่อรอง เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับสิ่งใหม่ ทำให้สองฝ่ายได้มากกว่าเดิม คุณย่อมจะได้รับความร่วมมือและความเต็มใจกว่าการต่อรองหลายเท่า

กล่าวโดยสรุป การโน้มน้าวใจให้ได้ผล ไม่ได้มาจากว่า ต้องพูดยังไง หรือตั้งธงแค่จะเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว.. คุณควรต้องมี Mindset ที่พร้อมจะรับฟัง ทำความเข้าใจ เปิดรับโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากการสนทนากับอีกฝ่าย นั่นเอง

ลองนำวิธีการทั้งสามนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ ผมเชื่อว่าคุณจะได้รับโอกาสดี ๆ และมีคนเต็มใจร่วมมือกับคุณ แน่นอนครับ

====

ถ้าคุณอยากฝึกทักษะการโน้มน้าวใจเพื่อให้คนในทีมของคุณทำสิ่งดีดีเพื่อเป้าหมายขององค์กร ขอแนะนำหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery ดูรายละเอียด คลิกที่นี่

บทความโดย
CEO เรือรบ
ผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

ลดปัญหาและทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยเทคนิคสื่อสารเชิงรุก

ลดปัญหาและทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยเทคนิคสื่อสารเชิงรุก

“ผมต้องการอายัดบัตร ออกบัตรใหม่ และปฏิเสธการใช้จ่าย”

“ผมต้องการยกเลิกรายการทั้งหมด พร้อมทั้งขอเงินคืนจำนวน 114.99 ดอลล่าร์ และขอให้ทีมงานตรวจสอบให้ผมด้วยว่ามีการใช้งานที่ผิดกฎหมายหรือไม่”

ผมเขียนบทความนี้ตอน 3 ทุ่มของวันที่ 18 มิถุนายน 2564

เป็นอีกวันที่ผมจัดการปัญหาได้เรียบร้อย

ซึ่งเป็นปัญหาที่เริ่มขึ้นตอนเที่ยงคืนครึ่ง

====

หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จ และเตรียมจะเข้านอน

iPhone ของผมก็แจ้งเตือนว่ามีการรูดบัตรเป็นเงิน 114.99 ดอลลาร์ผ่านเว็บไซต์ Zoom โปรแกรมประชุมออนไลน์ยอดนิยม ซึ่งผมเคยสมัครแบบพรีเมี่ยมแต่ก็ยกเลิกไปนานแล้ว

เมื่อเห็นข้อความ ผมก็มั่นใจว่าต้องโดนแฮคบัตรเครดิตแน่ๆ

====

เมื่อตั้งสติได้ ผมก็รีบหยิบบัตรเครดิตที่โดนโจมตี แล้วรีบโทรเข้า Call Center ต่อสายเข้าหน่วยงาน Fraud ของธนาคารทันที

เจ้าหน้าที่รับสาย และสอบถามเรื่องราวจากผม

“ผมน่าจะโดนแฮค เพราะเคยใช้ Zoom และข้อมูลบัตรเครดิตก็ยังอยู่ในนั้น ซึ่งครั้งนี้ผมไม่ใช่ผู้ทำรายการ ผมจึงต้องการอายัดบัตร ออกบัตรใหม่ และปฏิเสธการใช้จ่ายครั้งนี้”

ปลายสายตอบกลับตามกระบวนการอย่างมืออาชีพ รับทราบเรื่องอายัดบัตร โดยจะออกบัตรใหม่ให้ภายใน 10 วันพร้อมแจ้งว่าจะส่งเอกสารให้ผมทางอีเมลเพื่อยืนยันการปฏิเสธรายการด้วย

ผมบอกว่ารับทราบ พูดขอบคุณ ทุกอย่างจบลงใน 5 นาที ผมจำกัดความเสียหายไว้ได้แล้วสำหรับบัตรใบนี้

====

เมื่อวางสายแล้ว ผมก็ยังไม่สบายใจนัก ผมยังคงสงสัยว่าโดนแฮคตอนไหน แล้วจะโดนอะไรอีกไหม จึงเปิดอีเมลดู พบว่ามีใบเสร็จจาก Zoom เข้ามา

ใบเสร็จแจ้งว่ามีการซื้อบริการหลายอย่างของ Zoom รวมเป็นจำนวนเงิน 114.99 ดอลล่าร์ เมื่อสืบค้นข่าวก็พบว่า ปี พ.ศ. 2563 Zoom โดนแฮคทำให้ข้อมูลบัญชีหลุดออกไปมากกว่า 500,000 ราย

และผมคงเป็นหนึ่งในนั้น แล้วโชคดีก็มาเยือนผมวันนี้พอดี!

ผมรีบเข้าไปใน Zoom ทุกอย่างดูปกติ จนกระทั่งผ่านไป 3 นาที มีอีเมลแจ้งเข้ามาว่า Host Key (เหมือนรหัสเข้าประชุมส่วนตัว) ถูกเปลี่ยน

====

สักพักมีอีเมลแจ้งว่า Password ผมถูกเปลี่ยน!

ผมรู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้โดนแฮคบัตรเครดิต แต่โดนแฮค Zoom Account ต่างหาก ผมสู้กับ Hacker ด้วยการเปลี่ยน Password ทันที (ผมเป็นเจ้าของอีเมลเลยสามารถทำได้ ถ้าอีเมลโดนด้วยคือจบ)

จากนั้นจึงเปลี่ยน Host Key กลับมาเป็นของตัวเอง พร้อมเปิด 2FA ในการเข้าระบบให้ปลอดภัยขึ้น

====

ผมจำกัดความเสียหายทั้งหมดไว้แล้ว ที่เหลือคือการสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะ Hacker ไปสมัครบริการไว้ 114.99 ดอลล่าร์

ผมหาวิธีติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงไม่ได้ สุดท้ายเลยใช้วิธีส่งอีเมลสุ่มเข้าไปที่ billing และ support

ได้ผล! ผมได้อีเมลกลับมาว่าเปิดเรื่องให้แล้ว มีอะไรเข้าไปแจ้งได้ ผมเข้าไปแจ้งว่าโดนแฮค Account จึงต้องการยกเลิกบริการทั้งหมด และต้องการเงินคืน

ผมได้เมลตอบกลับทันทีจากระบบอัตโนมัติว่า ‘คุณสามารถยกเลิกได้เลย โดยคุณยังใช้งานระบบได้ถึงวันหมดอายุ’

====

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ผมยืนกรานกลับไปว่า “ผมทราบสิ่งที่ระบบบอกผมแล้ว แต่ผมต้องการยกเลิก และต้องการเงินคืน เนื่องจากถูกแฮค ฉะนั้นช่วยพิจารณาด้วย”

ไม่มีอีเมลตอบกลับมา ผมเลยไปนอน

จนกระทั่งวันนี้เวลาประมาณบ่าย 3 โมงกว่า มีเจ้าหน้าที่สอบถามว่าต้องการให้ยกเลิก และ Refund ใช่หรือไม่ ผมพิจารณาแล้วว่าตอนนี้ตัวเองกังวล 2 อย่างคือ

‘การยกเลิก-คืนเงิน’ และ ‘การถูกนำ Account ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง’

ผมจึงตอบกลับไปว่า “ผมต้องการยกเลิกรายการทั้งหมด พร้อมขอเงินคืนจำนวน 114.99 ดอลล่าร์ และขอให้ทีมงานตรวจสอบการใช้งานให้ผมด้วยว่ามีอะไรผิดกฎหมายหรือไม่”

ไม่กี่อึดใจ เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการยกเลิก และคืนเงินให้ผม พร้อมแจ้งว่าไม่มีการใช้งานผ่าน Account ที่สมัครบริการแต่อย่างใด

ในที่สุดปัญหาก็จบไป เป็นปัญหาที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย

====

ตอนที่เกิดวิกฤตหรือปัญหา การรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจากใคร และจะสื่อสารอย่างไรนั้นสำคัญมาก

ในหลักสูตรการสื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ผมจะสอนเสมอว่าเราต้องสื่อสารเพื่อลดปัญหา และเพิ่มประสิทธิภาพ

ในเหตุการณ์ข้างต้น ผมจะไม่สื่อสารว่า “ช่วยผมหน่อยๆๆ”

ผมรู้ตัวเองว่ามีเป้าหมายอะไรที่อยาก ‘รุก’ ไปหา แล้วสื่อสารให้คนฟังรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นบ้างด้วย

ผมทำทั้งตอนคุยกับเจ้าหน้าที่บัตรเครดิต และเจ้าหน้าที่ Zoom ผมสื่อสารว่าผมเจออะไรมา ผมทำอะไรไปแล้วบ้าง และสุดท้าย ผมต้องการให้เขาช่วยอะไร

====

สรุปเทคนิคการสื่อสารเชิงรุก 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. สื่อสารว่าเราประสบเหตุการณ์อะไร
  2. สื่อสารว่าเราต้องการอะไร
  3. สื่อสารว่าอยากให้เขาช่วยอะไร

โดยทั้ง 3 ข้อจะต้องพูดให้ชัดเจนที่สุดว่าเกิดอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และมีใครเกี่ยวข้องบ้างแบบกระชับ การสื่อสารแบบนี้ช่วย ‘ลัด’ ขั้นตอน ลดคำถามที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และในชีวิตได้

ที่สำคัญก็คือ เราได้ทบทวนตัวเองระหว่างเล่า ได้คำตอบก่อนถามคนอื่นตอนเตรียมตัวด้วยครับ

อีกหนึ่งเทคนิคที่สามารถฝึกเพื่อใช้ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกคือการโน้มน้าวใจ อ่านสุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังการโน้มน้าวใจให้ได้ผล คลิกที่นี่

ยิ่งมีปัญหา ยิ่งต้องการสติ ฝึกการสื่อสารเชิงรุกให้เป็นนิสัย แล้วคุณจะพบว่า ชีวิตมีทางลัด ปัญหามีทางลด และทุกอย่างมีทางออกจริงๆ ครับ

====
ฝึกทักษะการสื่อสารเชิงรุก การโน้มน้าวใจ และการเจรจาต่อรองอย่างเข้มข้นได้ในหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery ดูรายละเอียดคลิกที่นี่


เขียนโดย อ. ป้อบ มาติก ตั้งตรงจิตร ,CFA, FRM
Communication and Negotiation Trainer

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

อะไรเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดในการเจรจาต่อรอง

อะไรเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดในการเจรจาต่อรอง

โดยปกติแล้วไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องเซอร์ไพรซ์ในการเจรจาต่อรองเพราะคิดว่าจะทำให้สิ่งต่าง ๆ อยู่เหนือการควบคุม

แต่บทความนี้จะบอกคุณว่าทำไมเซอร์ไพรซ์จึงเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดในการเจรจาต่อรอง 

หลายคนมักจะนึกถึงคำว่า ‘เซอร์ไพรส์’  เป็นเหตุการณ์ในลักษณะ จู่ๆ ก็ด่ากราด ขอยุติการเจรจา ขอเพิ่มผลประโยชน์ให้มากกว่าเดิม หรือกระทั่งเกิดการใช้กำลัง

 แต่การเซอร์ไพรส์ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นไปในทางลบเสมอไป เพราะหากใช้เซอร์ไพรซ์ให้เป็นมันจะสร้างผลลัพธ์ทางบวกได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น เกิดการร่วมมือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การทำให้ระบบแย่ ๆ ที่อยู่มานานได้รับการแก้ไขนั่นเอง

====

‘เซอร์ไพรส์’ คือ สภาวะที่เกิดกับสมองและความคิดของเรา

ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่

 1) หยุดนิ่ง 
2) หาทางออก
3) ปรับเปลี่ยน 
4) แชร์ 

เมื่อได้ยินหรือได้พบสิ่งที่ไม่คาดฝันเราจะเกิดภาวะหยุดนิ่งก่อน สมองจะเริ่มหาคำอธิบายและทางออกของสิ่งนั้น ไม่นานนักเราจะปรับเปลี่ยนมุมมองและสุดท้ายก็จะส่งต่อแบ่งปันให้แก่คนอื่น

การทำเซอร์ไพรส์กับคู่เจรจาจำเป็นต้องวางแผนเสียก่อนว่าจะเล่นมุกเซอร์ไพรส์อย่างไรให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด แต่เราก็ไม่สามารถคาดหวังว่ามันจะลงเอยด้วยดีได้ทุกครั้งไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเราหมั่นใช้ทักษะและฝึกฝนให้ดี เซอร์ไพรส์ในทางบวกน่าจะช่วยทำให้การเจรจาสำเร็จพึงพอใจได้ทุกฝ่าย

เช่น เทคนิคดังต่อไปนี้…

====

1.การใช้คำถาม

โดยปกติ แต่ละฝ่ายมักจะมี “ผลลัพธ์ในใจ” ที่คาดหวังอยู่แล้ว และคิดว่าอีกฝ่ายก็มักจะมาเพื่อเจรจา ขอเพิ่ม ขอลด ขอปรับหรือขอให้ชะลอ แต่การทำลายสิ่งที่อีกฝ่ายคาดหวังว่าจะได้ยินก็คือเซอร์ไพรส์ซึ่งอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเจรจา นั่นคือ การใช้คำถามที่อีกฝ่ายไม่คิดว่าจะได้ยิน

เช่น เมื่อผู้จัดการจะต้องต่อรองเรื่องค่าแรงกับลูกน้อง แน่นอนว่าฝ่ายลูกน้องจะเรียกเงินที่น่าจะสูงพอสมควร ส่วนฝ่ายเจ้านายก็มักจะต่อรองให้เพิ่มนิดหน่อยหรือไม่ก็ยืนกรานไม่ปรับใดๆ ลูกน้องย่อมคาดหมายว่าจะเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่หากผู้จัดการเปลี่ยนจาก “ที่คุณเสนอมามันเกินงบประมาณของทีม” ไปใช้คำถามที่น่าสนใจอย่าง “ลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ ทุกวันนี้คุณประสบปัญหาเรื่องการเงินยังไงบ้าง แชร์ให้ผมเข้าใจหน่อย” 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ลูกน้องจะได้แชร์ความต้องการอย่างแท้จริงในชีวิต ทั้งคู่จะมีความเข้าใจกันมากขึ้น เริ่มมองหาความเป็นไปได้ที่จะทำงานและอยู่รอดได้จริงๆ มากขึ้นด้วย

====

2. พูดว่า “ได้ แต่ว่า….”

การเจรจาที่มีแต่ “ได้” และ “ไม่ได้” คือการตั้งกำแพงระหว่างกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งทั่วไปก็คาดหวังว่าจะทำลายกำแพงของอีกฝั่งเพื่อที่ตัวเองจะได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ 

แต่การเซอร์ไพรส์โดยการตอบรับ แต่ยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติมในทางสร้างสรรค์ จะช่วยให้อีกฝ่ายเริ่มคิดหาความร่วมมือ ในการสร้างตัวเลือกใหม่ๆ และลดภาวะเผชิญหน้าในการต่อรองลง

ลองนึกถึงการตอบรับแต่สร้างเงื่อนไขดังนี้ 

“ผมอยากได้เงินเพิ่ม 10% “ได้สิ ถ้าคุณลดต้นทุนได้ 10%

“ผมอยากได้ค่าลิขสิทธิ์ในหนังสือเพิ่ม” “ได้สิ ถ้ามันสามารถขายได้ 1 พันเล่ม”

“ผมอยากทำงานทางไกลจากที่บ้าน” “ได้สิ แต่อาจจะต้องลดเงินเดือนลงบ้าง”

====

3.เปิดฉากด้วยการสร้างความร่วมมือและปรองดอง

เมื่อต้องเจรจาในข้อขัดแย้งสักอย่าง ต่างฝ่ายย่อมมีกำแพงและตั้งธงเอาไว้ว่าตัวเองจะต้องได้เท่าไหร่ แต่เซอร์ไพรซ์คือแทนที่จะเกิดการเผชิญหน้าด้วยข้อยัดแย้ง ฝ่ายหนึ่งกลับสร้างสะพานเชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันโดยพูดให้รู้สึกว่านี่คือความร่วมมือที่จะทำให้ทั้งคู่มีความสุขในตอนท้าย 

สมมติว่า เพื่อนบ้านเล่นดนตรีเสียงดังมากๆ เมื่อเราจะเข้าไปเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านในวันหนึ่งเพื่อขอให้เขาลดเสียงลง แทนที่จะเป็นการต่อว่าต่อขานหรือตักเตือนให้ “เงียบๆ หน่อย” แต่กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการชวนคุยเรื่องดนตรี แล้วชวนกันฟังเพลงที่ชอบ จะทำให้โทนของการพูดคุยถูกเซ็ทให้เริ่มด้วยความปรองดอง และการขอให้เบาเสียงในตอนท้ายนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ

====

จดจำเอาไว้ว่า การเซอร์ไพรส์ ไม่ใช่การดูถูก การวิพากษ์วิจารณ์ หรือใช้คำเหยียดหยาม แต่จะต้องเป็นเซอร์ไพรส์ในทางบวก เช่น จู่ ๆ ก็เริ่มด้วยการขอโทษ ใช้ความเป็นพวกเดียวกัน หรือแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ เป็นต้น

ถ้าคุณกำลังจะต้องไปเจรจาต่อรองหรือเจรจาเพื่อโน้มน้าวใจคนแนะนำให้คุณอ่านสุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังโน้มน้าวใจให้ได้ผล คลิกที่นี่

และถ้าคุณต้องการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการเจรจาต่อรองตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ เราขอแนะนำหลักสูตร Persuasion & Negotiation Mastery คลิกที่นี่

====

เรียบเรียงจาก “When Surprise Is a Good Negotiation Tactic” โดย Roi Ben-Yehuda and Tania Lunaจาก Harvard Business Review 3 ตุลาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

เพิ่มความสำเร็จในชีวิตด้วยการคิดเชิงกลยุทธ์

เพิ่มความสำเร็จในชีวิตแค่คิดเชิงกลยุทธ์

เมื่อคุณต้องการไปเที่ยวพักร้อนในช่วงวันหยุดยาว สิ่งแรกที่คุณจะทำคืออะไร

หากคุณตอบว่า “วางแผนว่าจะไปเที่ยวที่ไหน อย่างไร” นั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับคุณ

แต่หากลองตั้งคำถามนี้กับชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย เช่น  “จะทำอย่างไรกับโปรเจคที่ได้รับมอบหมาย” หรือ “ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า” เชื่อไหมว่ามีหลายคนที่ไม่มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้

====

สำหรับคนที่วางแผนในชีวิตของตัวเองก็มีตั้งแต่กลุ่มที่ “วางแผนวันต่อวัน” ในช่วงก่อนเข้านอนตอนกลางคืนว่าจะทำสิ่งไหนบ้างในวันรุ่งขึ้น กลุ่มที่ “วางแผนรายสัปดาห์” ในช่วงก่อนเริ่มต้นสัปดาห์โดยรวบรวมเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านไป มาช่วยกำหนดเป้าหมายและแผนการที่จะทำต่อไปด้วย

เดาได้ไม่ยากเลยใช่ไหมว่ากลุ่มหลังจะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่ากลุ่มที่ “วางแผนวันต่อวัน” อย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ “วางแผนรายเดือน” คนกลุ่มนี้จะวางแผนสำหรับ 40 วันข้างหน้า เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการวางแผนเพียงแค่ 30 วัน  โดยจะทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในรอบเดือน และวางแผนเป็นเรื่อง ๆ ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว และด้านหน้าที่การงานที่อยากทำให้สำเร็จในระยะเวลา 30-40 วันต่อจากนี้ 

====

จากนั้นก็จะจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านงาน ด้านครอบครัว และชีวิตส่วนตัว เข้าไว้ในตาราง จัดลงรายละเอียดทั้งวัน และเวลาที่จะทำกิจกรรมต่างๆ แล้วแบ่งช่วงเวลาสำหรับเรื่องนอกเหนือความคาดหมายที่อาจจะเกิดขึ้นเอาไว้ด้วย

หลังจากที่จัดตารางกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจะมองเห็นภาพในอนาคตได้อย่างชัดเจน

ทั้งหมดนี้ เรียกว่า “การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic thinking)”  ซึ่งทำให้ผู้คนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ 

เราสามารถนำ “การคิดเชิงกลยุทธ์” มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราให้ประสบความสำเร็จได้ อย่าให้คำยากๆ อย่างคำว่า “กลยุทธ์” มาทำให้คุณคิดมากจนท้อไปเสียก่อนเลย

====

การคิด “เชิงกลยุทธ์” มีข้อดีอย่างไร 

มันเป็นเครื่องมือที่ดีในการช่วยวางแผน เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยใช้ทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะ “เวลา” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างคุ้มค่า และนี่เป็นเหตุผลบางส่วนที่สนับสนุนว่าเราควรใช้การคิดเชิงกลยุทธ์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราจริง ๆ

====

1.ทุกอย่างจะง่ายขึ้น 

คำกล่าวที่ว่า “เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” เป็นคำที่ไม่เกินความจริงแต่อย่างใด  ยิ่งเป็นการเตรียมตัวแบบมีแผนการด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้การจัดการสิ่งต่างๆ ง่าย และประสบความสำเร็จได้รวดเร็วขึ้นแน่นอน 

ตัวอย่างของผู้มีชื่อเสียงที่นำการคิดเชิงกลยุทธ์ไปใช้ก็คือ John C. Maxwell  นักคิดและนักเขียน ผู้ที่ทำให้การเตรียมการสอน และการเตรียมคำกล่าวสุนทรพจน์เป็นเรื่องง่ายขึ้น ด้วยการจัดทำแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับคำคม เรื่องเล่า กรณีศึกษา และบทความ อย่างเป็นระบบไว้ถึง 1,200 แฟ้ม

เมื่อเขาต้องการสืบค้นข้อมูลที่จะนำมาใช้ในงานเขียนก็สามารถสืบค้นได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ทำให้การทำงานของเขาราบรื่นขึ้น

====

2. ช่วยให้เราพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน 

แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เป็นไปตามที่เราคิด แต่การคิดเชิงกลยุทธ์จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสิ่งที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันกับสิ่งที่เราวางแผนเอาไว้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าสิ่งที่คุณต้องการจะคว้ามาได้ยากเพียงใด ก็สามารถเข้าใกล้ขึ้นได้ด้วยการใช้การคิดเชิงกลยุทธ์นี้

การมีเรื่องเร่งด่วนเข้ามาแทรกในชีวิตเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะต้องเจอ อ่าน จัดการเรื่องเร่งด่วนยังไงให้มีประสิทธิภาพ ได้ที่นี่

====

3.ผิดพลาดน้อยลง 

การคิดตัดสินใจอย่างเร่งรีบ หรือทำอย่างขอไปที โดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายเอาไว้ย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดมากกว่า เปรียบเสมือนเรายิงธนู โดยไม่ได้เล็งลูกธนูไปยังเป้า หรือหันไปคนละทิศทางกับเป้านั้นย่อมทำให้โอกาสที่จะยิงลูกธนูเข้าเป้าเป็นไปได้ยาก หรือแทบจะไม่มีโอกาสเลยด้วยซ้ำ 

การนำวิธีคิดเชิงกลยุทธ์มาใช้จึงเป็นการช่วย กำหนดทิศทางของการกระทำให้เป็นไปในทางเดียวกับเป้าหมาย วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น

====

4. การคิดเชิงกลยุทธ์เหมาะแก่การเป็นผู้นำ 

การกำกับควบคุมให้การทำงานเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับผู้นำในองค์กรต่างๆ ทั้งในหน่วยงานขนาดใหญ่ และการบริหารธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากวิธีนี้จะทำให้คุณได้รับความเชื่อถือจากบุคคลที่คุณร่วมงานด้วย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจของคุณ

จึงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไป หากจะบอกว่า “การคิดเชิงกลยุทธ์” เหมาะกับทุกคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าว่าคุณจะอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ หรือในธุรกิจขนาดเล็กก็ตาม

====

และนี่คือคำถามที่ใช้เพื่อเริ่มวางแผนชีวิตเชิงกลยุทธ์ 

การตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์สามารถช่วยแยกประเด็นปัญหาที่ใหญ่ หรือมีความซับซ้อน ให้เป็นส่วนเล็กๆ ที่มองเห็นภาพง่ายขึ้นได้ โดย “บ๊อบบ์ บีห์ล” ผู้เขียนหนังสือ Masterplanning ได้ยกตัวอย่างคำถามสำหรับการคิดเชิงกลยุทธ์ ดังนี้

คำถามเพื่อกำหนดทิศทาง เราควรทำอย่างไรต่อไป เพราะเหตุใด

คำถามสำหรับองค์กร การควบคุมกำกับในองค์กรเป็นอย่างไร หน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคนเป็นอย่างไร การจัดสรรบุคคลเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่

การจัดการด้านการเงิน รายรับ รายจ่าย กำไรสุทธิที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ยอมรับได้หรือไม่ และจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

การกำกับติดตาม การดำเนินการเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่

การประเมินผล การดำเนินการได้คุณภาพตามที่ต้องการหรือไม่ อย่างไร

การปรับปรุง ทำอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น

หวังว่าคุณจะนำคำถามเหล่านี้ไปออกแบบชีวิตด้วยการคิดเชิงกลยุทธ์และประสบความสำเร็จได้มากขึ้นนะครับ 

====

การคิดเชิงกลยุทธ์เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Strategic Planning to Implementation ดูรายละเอียด ที่นี่

เรียบเรียงโดย

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

4 แนวทางทำทีมขนาดเล็กให้สำเร็จขนาดใหญ่

4 แนวทางทำทีมขนาดเล็กให้สำเร็จขนาดใหญ่

ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้เช่นนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการ ผู้บริหารธุรกิจหลายคนน่าจะตระหนักแล้วว่าทีมขนาดเล็ก(Small Team) เหมาะกับยุคที่มีลักษณะดังกล่าวมากขนาดไหน

เพราะทีมขนาดเล็ก( 4 – 8 คนโดยประมาณ) มีแนวโน้มที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลง สร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง และผุดไอเดียใหม่ ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมและแก้ปัญหาได้มากกว่าทีมใหญ่ที่เคลื่อนตัวได้ช้ากว่า 
====

หลายคนรับรู้ถึงพลังของทีมขนาดเล็ก แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเราควรโฟกัสไปที่การพัฒนาเรื่องอะไรบ้างเพื่อทำให้ทีมขนาดเล็กสามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีขนาดใหญ่ได้

จากการศึกษาและร่วมงานกับทีมขนาดเล็กใหญ่มามากมาย ผมได้เรียนรู้ว่ามีอยู่ 4 ประเด็นที่หัวหน้าและคนในทีมจำเป็นต้องสร้างและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทีมขนาดเล็กทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
====

1. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

การสื่อสารคือกุญแจของความสำเร็จในทุกธุรกิจ และจำเป็นต่อการทำงานเป็นทีมทุกขนาด แต่การสื่อสารจะสำคัญมากขึ้นสำหรับทีมขนาดเล็กที่มีคนในทีมไม่ถึงสิบและต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

การสื่อสารจะช่วยเพิ่มความเข้าใจ เพิ่มความไว้วางใจ เพราะมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคนในทีมจะไม่ต้องตรวจเช็คว่าคนในทีมทำงานหรือเปล่า หรือทำได้ดีไหมบ่อยจนเกินไป และเมื่อทุกคนโฟกัสกับงานที่อยู่ตรงหน้าตัวเองก็ช่วยให้งานเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง
====

2. สร้างวัฒนธรรมแห่งทีมที่สร้างแรงบันดาลใจ

ความกระตือรือร้น พลังใจ และความมุ่งมั่นคือองค์ประกอบที่สำคัญของทีมที่ประสบความสำเร็จ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างทีมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยการทำให้ทุกคนในทีมรับรู้ถึงเหตุผล (Why) ในการทำงานนั้น

เพื่อความสำเร็จที่มากขึ้น คุณควรร่วมกันกำหนด Why ที่สอดคล้องกับ Why ในการมาทำงานนี้ของแต่ละคนโดยการหา ‘จุดร่วม’ ให้เจอ

สิ่งสำคัญที่สร้างความแตกต่างคือการที่ผู้นำมี Mindset และลงมือทำทุกอย่างสอดคล้องกับ Why นั้นอย่างไม่ขัดแย้งในทุกกิจกรรมที่ทำ
เมื่อทุกคนในทีมตระหนักถึง Why ในการทำงานเป็นประจำ ทีมจะมีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น

อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่สำคัญคือวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ อ่านวิธีการสร้างและพัฒนาได้ใน 4 เทคนิคสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีม คลิกที่นี่
====

3. ลงทุนกับทีมของคุณเสมอ

ไม่สำคัญว่าคนในทีมจะมีความสามารถมากขนาดไหน ถ้าคุณคือหัวหน้าทีมคุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกำลังส่งเสริมการเติบโตและการเรียนรู้ของทุกคนในทีม ทั้งทักษะที่เกี่ยวกับงานและทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คุณอาจจะกำหนดวันฝึกอบรมทีมประจำเดือน (หรือประจำสัปดาห์ไปเลยก็ได้) สร้างพื้นที่ให้คนในทีมมาแบ่งปันความรู้แก่กัน หาคนมาช่วยเทรนคนในทีม และมีสวัสดิการสมัครเรียนคอร์สทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างสม่ำเสมอด้วย

====

4. ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด

การเป็นทีมขนาดเล็กไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำงานทั้งหมดด้วยตัวเอง จงทบทวนว่าทีมของคุณมีและไม่มีทรัพยากรใดบ้าง โดยลิสต์ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

จากนั้นก็ติดต่อ freelancer ที่มีวินัยและมีความสามารถสูงที่จะมาช่วยให้โปรเจคนั้นสำเร็จลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกราฟิกสำหรับแคมเปญที่กำลังจะมาถึงหรืองานไอทีภายใน จำไว้ว่าการขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านที่ทีมของคุณไม่ถนัดจะช่วยให้ทีมของคุณบรรลุศักยภาพอย่างแท้จริง 

สุดท้ายไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าทีมหรือสมาชิกในทีม คุณก็คือส่วนหนึ่งที่จะทำให้ทีมขนาดเล็กกลายเป็น ‘แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์’ ได้

ขอเพียงแค่อย่าลืมโฟกัส 4 เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนฟอร์มทีมและมุ่งเน้นทั้งสี่เรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดการเดินทางของทีมของคุณ

====

การทำงานร่วมกันภายในทีมมี Mindset และทักษะมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Team Communication & Collaboration คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่


เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

Productivity & Team Collaboration Facilitator 
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Personal Productivity และการร่วมมือร่วมใจในทีม 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Ads, Google Analytics

    Statistics

  • Google Analytics

    Statistics

  • Facebook

    Marketing/Tracking

  • ActiveCampaign

    Functional

  • ActiveCampaign

    Marketing/Tracking

Save