5 วิธีรับมือกับความเครียดในการทำงาน

5 วิธีรับมือกับความเครียดในการทำงาน

การทำงานเป็นสาเหตุให้คุณเกิดความเครียดได้ ไม่ว่าความเครียดนั้นจะมาจากงานที่เพิ่มขึ้น เวลาที่น้อยลง หัวหน้างานผู้เข้มงวด หรือเพื่อนร่วมงานช่างนินทา

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่า ชาวอเมริกันสามในสี่คนทุกข์ทรมานจากความเครียดในที่ทำงาน นอกจากนี้ องค์กรอนามัยโลกรายงานว่า ในแต่ละปีความเครียดเป็นสาเหตุให้พนักงานหยุดงานเนื่องจากป่วย และทำให้ธุรกิจของอเมริกาเสียหายถึง 3,000 ล้านเหรียญ

จากข้อมูลเบื้องต้น จะเห็นว่าความเครียดนั้นน่ากลัวกว่าที่คิด เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย รวมถึงจิตใจของผู้คนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติในด้านต่างๆด้วย

ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องกำจัดความเครียดก่อนที่มันจะกำจัดเรา โดยบทความนี้ได้แนะนำหลักปฏิบัติ 5 ข้อ เพื่อให้คุณสามารถจัดการและรับมือกับความเครียดในที่ทำงานได้ ดังนี้

====

1) ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเครียดของคุณ กล่าวคือ อาหารสามารถกระตุ้นหรือบรรเทาความเครียดให้คุณได้ ขึ้นอยู่กับชนิดหรือประเภทของอาหาร

อาหารที่ช่วยขจัดความเครียด ได้แก่ อาหารจำพวกผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่ว เผือก มัน น้ำเปล่า เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาท เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ และยังช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดความเครียดได้อีกด้วย

นอกจากอาหารที่ควรรับประทานเพื่อลดความเครียดแล้ว ยังมีอาหารที่คุณควรหลีกเลี่ยง ยกตัวอย่างเช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่มีไขมันสูง เป็นต้น

อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารเพิ่มความเครียด ในระยะแรกที่ได้รับประทานคุณอาจรู้สึกดี แต่หากคุณรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปหรือรับประทานอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดสภาวะความเครียดสะสมในร่างกายได้

====

 2) กำหนดลมหายใจเข้า-ออก

เรื่องการหายใจก็มีความสัมพันธ์กับความเครียดเช่นกัน คุณจะพบว่าเมื่อคุณเครียด คุณจะหายใจเร็วหายใจตื้น หัวใจเต้นเร็ว และมีอาการกระสับกระส่าย

ดังนั้น เมื่อคุณเครียด ให้คุณกำหนดลมหายใจเข้าออก โดยคุณอาจหายใจเข้าและออกอย่างช้าๆประมาณ 1-2 นาที คุณสามารถทำเช่นนี้ในช่วงพักเที่ยง หรือระหว่างวันก็ได้ และหากคุณมีเวลามากกว่านั้น คุณอาจทำในช่วงเช้าและก่อนนอนด้วย

วิธีการกำหนดลมหายใจเข้าและออกคล้ายๆกับการนั่งสมาธิ ซึ่งจะช่วยให้คุณลดความเครียดลงได้ เพราะเมื่อคุณหายใจเต็มปอดก็จะทำให้เลือดและสมองได้รับออกซิเจนมากขึ้น และสิ่งนี้จะทำให้คุณสดชื่น และกระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น

====

3) ออกกำลังกาย

เวลาที่คุณนั่งจมอยู่กับปัญหาในที่ทำงาน นอกจากจะทำให้เสียสุขภาพจิตแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เครียดเกร็งโดยที่คุณไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อยเรื้อรังที่รักษายาก

วิธีแก้ไขความเครียดที่ง่ายและทำได้ทันที ก็คือ ลุกออกมาจากโต๊ะทำงาน ยืดเส้นยืดสาย หรือเดินเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถสัก 10-15 นาที 

นอกจากนี้ ในแต่ละวันคุณควรแบ่งเวลาประมาณ 30 นาทีเพื่อออกกำลังกาย ในช่วงแรกของการเริ่มต้น คุณอาจรู้สึกว่ายาก แต่หากคุณทำมันอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของคุณจะแข็งแรงขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อร่างกายแข็งแรง คุณก็จะสามารถรับมือกับความเครียดได้

การออกกำลังกายทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดพิน ซึ่งทำให้คุณรู้สึกดี มีพลัง และกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่หากคุณยังไม่มีแรงบันดาลใจมากพอ ให้ลองจัดกิจกรรมออกกำลังกายกับเพื่อนร่วมงานของคุณ วิธีการนี้จะทำให้คุณรู้สึกสนุกและอยากออกกำลังกายมากขึ้น

====

4) เลือกรับฟังข้อมูลด้านบวก หลีกเลี่ยงข้อมูลด้านลบ

ในที่ทำงานของคุณย่อมมีคนหลากหลายประเภท และคำกล่าวที่ว่า “หงส์อยู่ในฝูงหงส์ กาอยู่ในฝูงกา” นั้นเป็นจริงเสมอ

กล่าวคือ คนที่มีลักษณะนิสัยคล้ายคลึงกันมักรวมตัวอยู่ด้วยกัน ดังนั้น หากคุณไม่อยากเครียด ก็ไม่ควรที่จะสุงสิงหรือยุ่งเกี่ยวกับคนที่ทำให้คุณเครียด

ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมงานบางคนชอบระบายความเครียดให้ผู้อื่น เมื่อเขาไม่พอสิ่งใด เขาจะใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อต่อว่า แสดงน้ำเสียงเกรี้ยวกราด หรือแสดงท่าทางก้าวร้าว เป็นต้น

พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคุณ เพราะฉะนั้นจงอยู่ให้ไกลจากคนประเภทนี้ แต่ทว่า บางครั้งหากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้คุณมีสติ กลั่นกรองข้อเท็จจริง อย่าเชื่อข้อมูลทุกอย่างที่เขาพยายามสาดใส่คุณ เพราะนั่นจะทำให้คุณเครียด และกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย

ทางที่ดีที่สุดก็คือ คุณควรเลือกคบเพื่อนร่วมงานที่มองโลกในแง่ดี และเลือกรับฟังข้อมูลด้านบวก และหากคุณเกิดความเครียดให้ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ตนเองผ่อนคลาย เช่น การดูหนัง ฟังเพลง การท่องเที่ยว เป็นต้น

====

5) เลือกเสพข่าวสารอย่างเหมาะสม

หากคุณเป็นพวกที่ชอบเกาะติดสถานการณ์บ้านเมืองโดยติดตามข่าวสารผ่านโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และโซเชียลเน็ตเวิร์กตลอดเวลา คุณกำลังจะเครียดโดยไม่รู้ตัว

เนื่องจากพฤติกรรมของสื่อในปัจจุบันมุ่งเน้นการนำเสนอข้อมูลในเชิงลบอย่างซ้ำไปซ้ำมา นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวมักใส่ความคิดเห็น หรือแสดงอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวลงไปในเหตุการณ์ที่นำเสนอ สิ่งนี้ทำให้ผู้รับสารเกิดอารมณ์ร่วม และเกิดความเครียดในที่สุด

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความคิดเชิงลบ คุณควรเลือกรับข่าวสารอย่างเหมาะสม กล่าวคือ คุณควรจัดแบ่งเวลาในการรับข้อมูล ไม่ควรเสพข้อมูลมากเกินไป เพราะเมื่อคุณรับข้อมูลแล้ว สมองของคุณก็จะบันทึกและประมวลผล ซึ่งหากข้อมูลมีเนื้อหาที่รุนแรงและมีปริมาณมากเกินไป คุณก็จะได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่คุณเสพด้วย

นอกจากนี้ คุณควรเลือกรับสารที่มีประโยชน์ และมีเนื้อหาในแง่บวก เช่น ภาพการช่วยเหลือสังคม ภาพความสำเร็จ เป็นต้น เพราะข่าวสารดีๆเหล่านี้จะทำให้คุณมองโลกในแง่ดี และเกิดกำลังใจในการใช้ชีวิต

มีวิธีการบริหารความเครียดอีกมากมายที่คุณเรียนรู้และฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง  อ่านประสบความสำเร็จได้มากขึ้นด้วยการเป็นผู้นำที่ฉลาดทางอารมณ์เพื่อฝึกบริหารจัดการอารมณ์ของคุณเองคลิกที่นี่

===

ที่มา : http://www.pickthebrain.com/blog/5-ways-reduce-stress-work-place/

 

หากคุณอยากให้ตัวเองและทีม มีความมั่นใจและพัฒนา EQ เพื่อเป็นผู้นำที่ดีขึ้น ขอแนะนำหลักสูตร Emotion Intelligence ผู้นำฉลาดทางอารมณ์ ที่จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ทักษะทั้ง 5 ได้เป็นอย่างดี คลิกดูรายละเอียดที่นี่

เรียบเรียงโดย  Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

4 คุณสมบัติของผู้นำยุคใหม่

4 คุณสมบัติของผู้นำยุคใหม่

ผู้นำองค์กรคนหนึ่งกำลังนำทีมผ่านพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง บริษัทการเงินของเขาต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือ…

มีพนักงานคนสำคัญที่นิสัยดีมากแต่ทำงานไม่ได้เรื่อง และมีคำถามในหัวของเขาคือ “จะเชิญพนักงานคนนี้พ้นจากตำแหน่งในบริษัทได้อย่างไร”

โชคร้ายที่ผู้นำองค์กรท่านนั้นไม่กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หรือเขาอาจตัดสินใจไปแล้วแต่ไม่กล้าลงมือ เวลาผ่านไป 3 เดือนเขาก็ยังไม่ยอมเซ็นคำสั่ง เสียงในหัวของเขามีแต่คำต่อว่าตัวเองว่า “อ่อนแอจัง”

====

คุณก็รู้ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความรู้สึก น้อยคนมากที่จะทำตามที่คิดเอาไว้ได้ทุกอย่าง หลายครั้งที่เดินมาถึงช่วงเวลาสำคัญที่ต้องตัดสินเชิงกลยุทธ์โดยไม่มีอารมณ์มาปะปน ก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่ยากเสมอ

ต่อให้ไม่ใช่ CEO หรือไม่ได้มีตำแหน่งหัวหน้า แต่ถ้าถึงคราวที่ต้องขึ้นมานำทีมหรือนำโปรเจคอะไรสักอย่าง สิ่งที่เราต้องมีก็คือพลังอำนาจ การสร้างแรงดึงดูดเพื่อให้คนยอมทำตามโดยพร้อมพลีกายถวายชีวิตอย่างสุดความสามารถ

แต่การนำทีมแบบแข็งเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดี ผู้นำต้องแสดงถึงความห่วงใยคนในทีม การสื่อสารให้ดีที่สุด การจูงใจอย่างเหมาะสมที่ไม่ยอกย้อนจนดูมีเล่ห์เหลี่ยม

ผู้นำที่ดีควรจะจริงใจและเป็นตัวของตัวเองในขณะเดียวกันก็รับฟังและแสดงความโอบอ้อมอารีแม้ว่าจะถูกท้าทายอย่างหนักหน่วงก็ตาม 

====

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ทำงานกับผู้นำประเภทต่าง ๆ มาแล้วมากมายจนสามารถตกผลึก 4 คุณลักษณะที่ผู้นำจะต้องมี ดังนี้

1.มีความมั่นใจในตัวเอง (Confident)

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายที่ผู้นำสอบผ่านกันทุกคน แต่มันไม่เป็นความจริงเลย เป็นเรื่องน่าแปลกที่ผู้นำหลายคนที่ประสบความสำเร็จกลับสอบตกในข้อนี้กันหลายคน

อย่าให้ภาพลักษณ์ภายนอกมาหลอกลวงคุณได้ เพราะแท้จริงแล้วภายในใจของผู้นำหลายคนกลับเปราะบาง

หลายคนทำงานหามรุ่งหามค่ำเพราะต้องการอำพรางความไม่มั่นใจในตนเอง จึงมุ่งสร้างภาพให้คนอื่นเห็นแล้วรู้สึกพึงพอใจที่เห็นเขาทุ่มเทจริงจัง

ความมั่นใจที่แท้จริงคือ ผู้นำจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร สามารถมองภาพอนาคตว่าตัวเองจะเป็นอะไร เขาจะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายนั้นโดยไม่วอกแวกระหว่างทาง รวมถึงใช้พลังงาน เวลา ทักษะความสามารถ และเงินอย่างชาญฉลาดและมีกลยุทธ์ ไม่ใช่บ้าพลังทุ่มเททุกสิ่งเหมือนคนเสียสติ

ถ้าการสร้างความมั่นใจในตัวเองเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ ขอแนะนำให้อ่าน สุดยอดเทคนิคสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองที่เห็นผลสุดๆ คลิกที่นี่

====

2.เชื่อมต่อกับผู้อื่น (Connected)

การสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพจะนำมาซึ่งความเข้าใจในการทำงาน กระทั่งเวลาที่มีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันก็ยังทำให้คนอื่นรู้สึกไว้วางใจในตัวเราได้

หมายความว่าเมื่อมีข้อขัดแย้งหรือเกิดปัญหาใดใดอย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรโดยไม่เห็นหัวคนอื่น แต่จะต้องค่อย ๆ หาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

====

3.มีจุดหมายในภารกิจอย่างชัดเจน (Committed)

ผู้นำต้องรู้แน่ชัดว่าอยากจะทำอะไรให้สำเร็จแล้วผลักดันให้คนอื่นมาร่วมทำด้วยตั้งแต่เริ่ม นอกจากนี้ยังต้องเปิดใจให้กว้างและไม่รีรอที่จะขอความช่วยเหลือเพื่อไปสู่ผลลัพธ์ที่วางเอาไว้

หมายความว่า อะไรที่ขัดขวางเป้าหมายนั้น ผู้นำจะต้องจัดการได้อย่างเด็ดขาด

หากมีหัวหน้าพนักงานขายที่ทำงานไม่ได้ตามที่ต้องการ สิ่งที่ผู้นำต้องทำคือการแสดงความเด็ดขาดเพื่อให้ลูกน้องทุกคนได้เห็น ท้ายที่สุดแล้วการไล่ออกไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะมันคือภารกิจในการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

====

4.มีความกล้าหาญ (Courageous)

เมื่อใดที่เกิดความเสี่ยง เมื่อนั้นผู้นำย่อมรู้สึกเปราะบาง ผู้นำบางคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงและอำพรางสถานการณ์สุ่มเสี่ยงโดยไม่สื่อสารให้ใครรู้ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ผู้นำจะต้องเข้มแข็งพอที่จะบอกทุกคนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบากอย่างรวดเร็วด้วย

ถือเป็นเรื่องดีมากหากใครเป็นผู้นำที่สามารถหลอมรวมคุณลักษณะทั้ง 4 ข้อมาไว้ในตัวได้ แต่ถ้าจะไม่มีทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผู้นำบางคนมีเพียง 1 หรือ 2 ข้อ แต่ทั้งหมดสามารถฝึกฝนได้ และถ้าคุณทำได้ครบทุกข้อ คุณคือผู้นำที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งแล้วล่ะ

====

การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพคือทักษะสำคัญที่จะทำให้ผู้นำเชื่อมโยงกับคนในทีม คนในองค์กร และคนภายนอกได้ เรียนรู้และฝึกฝนเรื่องนี้ได้ในหลักสูตร  Executive Communication ดูรายละเอียดคลิกที่นี่

เรียบเรียงจาก “Great Leaders Are Confident, Connected, Committed, and Courageous” โดย Peter Bregman ตีพิมพ์เมื่อ 13 กรกฎาคม 2018 ใน Harvard Business Review

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

เพิ่ม Productivity ในการทำงานด้วยหลักการ Agile

เพิ่ม Productivity ในการทำงานด้วยหลักการ Agile

อ่านชื่อบทความนี้แล้วคุณอาจจะตั้งคำถามกับผมตั้งแต่ต้นเลยว่า Agile คือ แนวคิดในการทำงานเพื่อสร้าง Software หรือ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของบริษัท Start up แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการสร้าง Productivity ในการทำงานเฉพาะบุคคลด้วย

       ซึ่งผมก็ขอบอกตรงนี้เลยว่า ถ้าคุณเข้าใจแนวคิดที่เป็นแก่นแท้ของ Agile แล้วนำแนวคิดนั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงานของคุณแล้วล่ะก็ คุณจะมี Productivity เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนโดยไม่สำคัญเลยว่างานของคุณคือการสร้าง Software หรือเปล่า

===

       Agile คือ การทำงานเป็นรอบสั้น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาแนวทางหรือผลิตภัณฑ์ที่ work จริง ๆ สำหรับลูกค้าหรือคนที่เราส่งมอบงานนั้นให้แก่เขา

       หัวใจของ Agile คือ การโฟกัสที่หัวใจของสิ่งที่เราทำ โดยยังไม่ต้องสนใจรายละเอียดปลีกย่อย เรียกว่า ขอแค่สิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการหลักของผู้ที่เราส่งมอบ (เช่น ลูกค้า หัวหน้า ลูกน้อง คู่ค้า ) ได้ก็พอ เพื่อที่เราจะนำ Feedback จากคนเหล่านั้นมาปรับปรุงสิ่งที่ทำให้ work (หรือ ตอบโจทย์พวกเขาที่สุด) ก็พอ

       และเมื่อเราเข้าถึงแก่นแท้ของ Agile แล้ว ขั้นต่อมาก็คือการนำแก่นแท้เหล่านั้นมาปรับใช้ในการทำงานในแต่ละวันของเรานั่นเอง

===

       เมื่อถอดรหัสจากแก่นแท้ของ Agile จะพบว่ามีหัวใจหลักอยู่ 3 ข้อ นั่นคือ

  1. ร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  2. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ(ไม่ใช่แค่ปริมาณ)
  3. รู้เร็ว ล้มเร็ว ลุกเร็ว

ทั้งสามแนวคิดนี้คือแก่นแท้ของคำว่า Agile ที่ผมแนะนำให้คุณปลูกฝังลงไปเป็น Mindset หลักในการทำงานของคุณ จากนั้นก็นำมาปรับใช้ในการทำงานรายเดือน รายสัปดาห์ และการทำงานในแต่ละวัน ดังนี้

===

1.ร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ลองเขียนแผนผังงานของคุณโดยระบุคนที่จะส่งมอบงาน(หรือจ่ายงาน)ให้คุณ และคนที่คุณต้องส่งมอบงานให้ออกมาอย่างชัดเจน คุณจะเห็นว่ากระบวนการทำงานของคุณมีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง คนเหล่านั้นแหล่ะที่คุณจำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจกับพวกเขามากเป็นพิเศษ

       จะดีกว่านั้นถ้าคุณคำนึงถึงลูกค้า คู่ค้า และคนต่างแผนกที่อาจจะไม่ใช่คนที่สั่งงานคุณหรือคุณต้องส่งมอบงานให้โดยตรง แต่พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานนี้ ลองให้ความสำคัญกับพวกเขาโดยการมอบสิ่งที่คน ๆ นั้นต้องการ

 ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องความสัมพันธ์ การระบุขั้นตอนของงานออกมาให้ชัดเจนและส่งมอบงานได้ภายในเวลาที่ตกลงสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องประสิทธิภาพของงาน การมีข้อมูลที่เพียงพอและใส่ใจรายละเอียดสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องข้อมูลและความเป๊ะ และการฉายภาพวิสัยทัศน์ในการทำสิ่งนั้นให้เขารู้สึกมีพลังที่ได้ลงมือทำสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องจินตนาการ

===

2.สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ(ที่ไม่ใช่แค่ปริมาณ)

สำหรับการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ วิธีตรวจสอบประสิทธิภาพในการสื่อสารที่ดีคือ การดูว่างานที่ออกมามีคุณภาพตามาตรฐานและส่งมอบภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ รวมไปถึงหลังการสื่อสารพูดคุยความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอีกฝ่ายพัฒนาดีขึ้นหรือไม่ด้วย

       วิธีที่ดีที่สุดในการสื่อสารเรื่องสำคัญก็คือการพบปะเจอหน้ากันจริง ๆ เพราะทุกคนจะได้สามารถสื่อสารทุกสิ่งออกมาได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าเขาจะพูดเยอะหรือพูดน้อยแต่สีหน้า แววตา ท่าทางของเขาจะเป็นสิ่งที่สื่อสารออกมาได้เสมอ

       แต่ถ้าไม่สามารถมาพบเจอกันได้จริง ๆ ในการทำงานยุคนี้ ให้ใช้วิธีวีดีโอคอลโดยคุยกันแบบเปิดกล้อง และการสื่อสารรูปแบบสุดท้ายที่แนะนำก็คือการโทรศัพท์เพื่อฟังน้ำเสียงและจังหวะการพูดซึ่งเป็นอีกหนึ่งการสื่อสารที่สำคัญมากกว่าแค่ถ้อยคำนั่นเอง

===

3.รู้เร็ว ล้มเร็ว ลุกเร็ว

จงลืมคำว่าสมบูรณ์แบบภายในครั้งแรกที่ทำไปได้เลยสำหรับโลกการทำงานยุคนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการรู้เร็ว ล้มเร็ว และลุกให้เร็วโดยการได้รับ Feedback จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั่นเอง

เมื่อส่งมอบงานใดใดไปแล้วให้ขอ Feedback จากผู้ที่คุณส่งมอบทันที โดยให้พวกเขาระบุว่ารู้สึกอย่างไร ชอบตรงไหน และไม่ชอบจุดใด(จุดที่ต้องปรับปรุง) ขอให้ทำความเข้าใจให้ดีว่าการที่ขาบอกว่ายังไม่ใช่ ยังไม่โดน หรือยังต้องปรับปรุงเรื่องใดเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำงานโดยเฉพาะการทำสิ่งใหม่นั่นเอง

เมื่อเรารู้ว่ามีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงก็ขอแค่เรากลับมาปรับ มาพัฒนา มาแก้ไขเพื่อทำให้สิ่งนั้นดียิ่งขึ้นไปในการส่งมอบครั้งต่อไปเท่านั้นเอง

หนึ่งวิธีทำงานแบบ Agile คือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีมของคุณ อ่าน 4 เทคนิคสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีม คลิกที่นี่

และทั้งหมดนี้ก็คือวิธีการนำทัศนคติแบบ Agile ไปปรับใช้จริงในการทำงาน เพื่อให้งานของคุณมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ๆ ตลอดไป

===

ถ้าคุณสนใจ Mindset และทักษะแบบ Agile ของคนทำงานยุคใหม่  ขอแนะนำหลักสูตร Corporate Entrepreneurship Program เพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กรซึ่งจะนำความสำเร็จมาสู่ตัวคุณและองค์กรของคุณ  คลิกที่นี่ 

เขียนโดย

อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity  (Personal Productivity Facilitator) 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

สองวิธีฝึกทักษะกาารล้มแล้วลุกที่ทำได้จริง

สองขั้นตอนฝึกทักษะการล้มแล้วลุกที่ทำได้จริง

คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่เคยจิตตกเพราะเจอสถานการณ์ร้ายๆ หรือ เจอคนที่ทำไม่ดีต่อคุณจนทำให้คุณไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้เป็นเวลานาน

คุณคงรู้สึกแย่มากเลยใช่ไหมครับเมื่อพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

ต่อไปนี้เป็นข่าวดี เพราะคุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่สำคัญทักษะหนึ่งเพื่อรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายหรือคนที่ทำแย่ ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

====

         เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการที่จะไม่ต้องพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายหรือคนแย่ ๆ ก็คือ ‘การล้มแล้วลุกขึ้นได้อีกครั้ง’ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Resilience Skill นั่นเอง

เพราะถ้าเปรียบปัญหาและอุปสรรคเป็นคลื่นที่ถาโถมเข้ามาหาเราทุกคน การฝึกที่จะเผชิญและโต้ล้อไปกับคลื่นคือพันธกิจสำคัญของนักโต้คลื่นทุกคน

 ซึ่งผมอยากให้เราทุกคนเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นนักโต้คลื่น

เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น เราจะรู้ว่าสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การสวดภาวนาไม่ให้พบปัญหา แต่คือการฝึกฝนทักษะที่จะเผชิญปัญหาและฟื้นคืนกลับมาได้ทุกครั้งที่เจอปัญหาต่างหาก

====

         Leo Babauta ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Zen Habits และ The Power of Less เป็นหนึ่งในคนที่ศึกษาและฝึกฝนเรื่อง Personal Productivity อย่างลึกซึ้งมานานหลายปี เขายอมรับว่า Resilience คือ หลักคิดและทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำงานยุคนี้และมันช่วยให้เรามี Productivity ที่สูงได้ด้วย 

         Resilience จะทำให้เรามีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และสามารถฟื้นคืนกลับมาได้ทุกครั้งที่เจอปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในยุคที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยเช่นนี้

         คำถามก็คือ เราจะฝึกทักษะ Resilience ได้อย่างไร เพราะดูเหมือนมันจะเป็นแค่แนวคิดที่นามธรรมมากเหลือเกิน

         คำตอบอยู่ที่สองขั้นที่ Leo (และผม) ฝึกปฏิบัติและนำมาถ่ายทอดให้พวกเราทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน ดังนี้

=====

1.กำจัดความเครียดที่ไม่จำเป็น (Remove Extra Stress)

ชีวิตคือความทุกข์ นี่คือเรื่องธรรมดาที่ทุกศาสนายอมรับและถ่ายทอดให้พวกเราทำความเข้าใจ  แต่ถึงอย่างไรมนุษย์ผู้มีระบบคิดที่ทรงพลังต่างก็เพิ่มความเครียดให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว และนั่นก็ทำให้จิตใจของใครหลายคนต้องแบกรับความเครียดที่เกินพอดีจนยากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้

ถ้าการควบคุมความคิดไม่ให้กังวลกับอนาคตหรือจมปลักอยู่ที่อดีตเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก Leo แนะนำให้เริ่มต้นในสิ่งที่ทำได้ทางกาย(พฤติกรรม) กันก่อน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • ลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสิ่งเสพติดทั้งหลายที่คุณใช้หลีกหนีปัญหาลง เพราะถ้าคุณเครียดก็มีแนวโน้มสูงมากที่คุณจะเสพมันเกินพอดี ซึ่งส่งผลให้คุณยิ่งเครียดมากขึ้นในอนาคต จงจำกัดปริมาณที่ดื่มให้น้อยลงอย่างน้อย 50%
  • จำกัดปริมาณงานที่ต้องโฟกัสให้สำเร็จลงจนเหลือเพียง 3 อย่าง โดยฝึกการปฏิเสธงานที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย และฝึกการส่งมอบงานให้คนอื่นทำบ้าง
  • หยุดพักจากหน้าจอและโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อเคลียร์จิตใจให้สงบอย่างแท้จริง

====

2.ทำสิ่งที่ช่วยให้คุณรู้สึกเติมเต็ม (Replenish Yourself)

เมื่อคุณลด ละ เลิกทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็น(มันอาจสร้างความสุขระยะสั้นให้คุณแต่มักจะก่อให้เกิดความเครียดในระยะยาว เช่น การดื่มเหล้า การไปปาร์ตี้ การช็อปปิ้งแบบสุดเหวี่ยง) แล้ว คุณจะมีเวลาและพลังงานเหลือที่จะทำในสิ่งที่…ทำให้คุณรู้สึกเต็มขึ้น

         สิ่งเหล่านั้นคือพฤติกรรมที่ไม่ได้ใช้เวลานาน ไม่ได้ใช้เงินเยอะ แต่คุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอ (สร้างมันขึ้นมาแทนที่พฤติกรรมในข้อ 1) และต้องเป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

         ถ้านึกไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างของผมต่อไปนี้อาจช่วยคุณได้

  • เดินและนั่งชื่นชมธรรมชาติ เช่น สวนสาธารณะ แม่น้ำ ท้องฟ้า
  • ก่อนเข้านอนให้อาบน้ำอุ่นและจดบันทึกเรื่องราวในด้านบวกซึ่งเกิดขึ้นในวันนี้
  • ให้เวลาคุณภาพกับคนที่คุณรัก ไปรับประทานอาหารกับเขาโดยไม่มีมือถือมารบกวน
  • หายใจเข้าลึกขึ้น และออกให้ช้าลงและยาวขึ้นในระหว่างวัน

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ช่วยให้เรารู้สึกเติมเต็มได้คือการฝึกเป็นผู้นำที่ฉลาดทางอารมณ์ ศึกษาแนวทางการฝึกได้ที่นี่
=====

         พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าคุณทำอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็น

         เพราะการเจอรถชน ไปทำงานสาย โดนเจ้านายด่า ถูกลูกค้าปฏิเสธ และโดนแฟนโมโหใส่เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความคิดที่คุณมีต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากที่คุณสามารถควบคุมได้

         ยิ่งคุณโฟกัสไปที่สิ่งที่คุณบริหารจัดการและควบคุมได้ เช่น ความคิด พฤติกรรมของคุณ มากเท่าไหร่ คุณก็จะเริ่มสร้างทักษะ Resilience เพื่อการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้มากขึ้นเท่านั้นครับ

=====

ถ้าคุณสนใจ Mindset และทักษะการล้มแล้วลุกของคนทำงานยุคใหม่  ขอแนะนำหลักสูตร Corporate Entrepreneurship Program เพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กรซึ่งจะนำความสำเร็จมาสู่ตัวคุณและองค์กรของคุณ  คลิกที่นี่ 

เขียนโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity  (Personal Productivity Facilitator) 

 Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

ปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิผลสูงด้วย Agile Mindset

คุณน่าจะเคยได้ยินคำว่า Agile หรือ Agility เพราะมันเป็นคำสุดฮอตในโลกการทำงานยุคนี้

คำ ๆ นี้ฮิตสุด ๆ ในบริษัท Start Up ที่ต้องทำงานด้าน Software หรือต้องสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แถมมีความซับซ้อนไม่น้อยอีกด้วย

ความหมายตามพจนานุกรมของคำว่า Agile หมายถึง คล่องตัว ปราดเปรียว

แต่คำว่า Agile ในแง่ของการนำไปใช้ในหน่วยงานหรือองค์กรนั้น หมายถึง แนวคิดในการทำงานที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าขั้นตอน และมุ่งเน้นที่การสื่อสารผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างสม่ำเสมอและปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานจริง 

===

เมื่อพิจารณา Agile กันอย่างแท้จริง จะเห็นว่ามันไม่ใช่ How to ไม่ใช่สูตรสำเร็จ และไม่มีวิธีการที่ระบุแบบเฉพาะเจาะจงว่าคุณต้องทำอะไร  1-2-3-4

เพราะถ้าพูดกันอย่างถึงที่สุดแล้วหัวใจของคำว่า  Agile อยู่ที่ Mindset หรือ วิธีคิดนั่นเอง

 

ก่อนจะพาไปทำความรู้จัก Agile Mindset ให้มากขึ้นเพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างแท้จริง ขอพูดถึง Mindset ที่ดีและมีประโยชน์ไม่แพ้กัน

เพียงแต่ว่า Mindset นี้วางตัวอยู่คนละขั้วกับ Agile Mindset เลยทีเดียว

===


ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในทางจิตใต้สำนึกหรือความต้องการของมนุษย์ เมื่อต้องการจะสร้างสรรค์อะไรสักอย่างเราก็มักจะคิดว่า “จะสร้างมันขึ้นมาอย่างไรให้คงทนถาวร หรือให้สิ่งนั้นคงอยู่ไปจนชั่วลูกชั่วหลานให้ได้”

และนั่นก็ทำให้คำว่า ‘ความยั่งยืน’ หรือ ‘Sustainability’ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘Build-to-Last’ ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Mindset หรือกรอบความคิดรูปแบบหนึ่งซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้สิ่งที่คิดหรือรังสรรค์ออกมานั้นสามารถสร้างประโยชน์ได้นานที่สุดโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุง เข้าทำนองสร้างขึ้นหนึ่งครั้งคงอยู่ไปจนชั่วนิรันดร์ได้ยิ่งดี

ดูเผิน ๆ วิธีคิดเช่นนี้ก็น่าจะดีไม่น้อย แต่…เหรียญทุกเหรียญมักจะมี 2 ด้านเสมอ

===

พลิกดูอีกด้านหนึ่งของ Mindset แบบ Build-to-Last จะเห็นว่ามันคือการหลงคิดไปว่าทุกอย่างจะอยู่ยั้งยืนยง หรืออยู่ไปชั่วนิรันดร์ จนไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้

แต่โลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การคิดแบบนี้จึงค่อนข้างอันตราย

การยึดติดในความคิดแบบ Build-to-Last จะยิ่งทวีความอันตรายในโลกยุคที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง ผันผวน ไม่แน่นอน และคาดเดาไม่ได้เช่นนี้

===

Agile Mindset นั้นคือแนวคิดที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของ Build-to-Last Mindset  มันเป็นกรอบความคิดที่มุ่งเน้นสู่การเปลี่ยนแปลงที่… Work จริงๆ

ถึงตอนนี้คุณอาจมีเสียงในหัวดังขึ้นมาว่า “อะไรนะ การเปลี่ยนแปลงที่ Work จริงๆ น่ะเหรอ”

“นี่มันไม่ใช่ Concept ของการทำงาน Project เหรอ”

ใช่แล้ว แนวคิดการทำงาน Project กับ แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ได้สิ่งที่ Work จริง ๆ คือเรื่องเดียวกัน

ทำความเข้าใจแนวคิดต่อไปนี้ให้ดี แล้วคุณจะพบว่าการนำแนวคิดแบบ Agile ไปใช้จริงเพื่อให้ Project ประสบผลสำเร็จเป็นเรื่องที่คุณทำได้จริง 

===

Project Management หรือ การบริหารงานโครงการเป็นงานประเภทหนึ่งในหน่วยงานที่มีลักษณะของการรวมตัวกันของคนทำงานเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อทดลอง / สร้าง / พัฒนา / แก้ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่เคยทำได้มาก่อน

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การบริหารงานโครงการเป็นงานที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้นในองค์กรนั่นเอง

===
มีคนทำงานจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนซึ่งเก่งมากในองค์กร แต่พอถึงเวลาที่ต้องทำงาน Project กลับไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คิด

เพราะโดยทั่วไปแล้วคนที่เก่งในองค์กรมักจะเก่งงานตาม Process ขององค์กร ซึ่งงานเหล่านั้นมีเป้าหมายก็คือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แน่นอนและควบคุมได้

และงานรูปนั้นนั่นเองที่จำเป็นต้องมี Build-to-Last Mindset

===

แต่งาน Project นั้นต่างออกไป มันมีรูปแบบที่ตรงกันข้ามกับงาน Routine หรือ งานประจำวันของพนักงานแบบคนละขั้ว เป้าหมายหนึ่งของงาน Project ก็คือการทำทุกอย่างเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่… Work จริงๆ

 ด้วยแนวคิดนี้เราจึงอาจจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการไปเรื่อยๆ ทดลองอะไรที่อาจจะ Fail แล้ว Fail อีก แต่สุดท้ายคือกระบวนการทั้งหมดนั้นต้องคล่องตัว มีการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็วว่องไว เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มัน Work อย่างแท้จริง (ไม่ใช่ยั่งยืนอย่างแท้จริง)

ฉะนั้นหากคุณจำเป็นต้องกระโดดมาจับงาน Project จริงๆ สิ่งแรกที่คุณต้องคิดอาจไม่ใช่การหาวิธีที่จะทำให้ Project นั้น Complete

แท้จริงแล้ว คุณจำเป็นต้องยอมทิ้งกรอบความคิดแบบ Build-to-Last แล้วหันมาลองปลูกฝังกรอบความคิดแบบ Agile  แล้วหลังจากนั้น How to ในการทำ Project ของคุณก็จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

หนึ่งวิธีทำงานแบบ Agile คือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีมของคุณ อ่าน 4 เทคนิคสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีม คลิกที่นี่

===

ถ้าคุณสนใจ Mindset และทักษะแบบ Agile ของคนทำงานยุคใหม่  ขอแนะนำหลักสูตร Corporate Entrepreneurship Program เพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กรซึ่งจะนำความสำเร็จมาสู่ตัวคุณและองค์กรของคุณ  คลิกที่นี่ 

บทความโดย

ครูตู่สุชาดา แพรเมือง

ที่ปรึกษาและวิทยากรด้าน Organization Development

Learning Hub Thailand

 เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

3 เคล็ดลับที่การเรียนรู้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า และให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนมากมาย เช่น ทำให้เป็นคนเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น ทันคนขึ้น ทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น ทำให้การดำเนินชีวิตดีขึ้นและง่ายขึ้น เป็นต้น

ทว่า หากพูดถึง “การเรียนรู้” คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการเรียนรู้ถูกจำกัดอยู่แต่ในสถานศึกษา และวัยที่เหมาะสมในการเรียนรู้ คือ วัยเด็กและวัยรุ่นเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจผิด

เพราะการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ตลอดชีวิต เราสามารถแสวงหาความรู้ และพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา การเรียนรู้ไม่มีรูปแบบตายตัว ปราศจากกฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดเรื่องเวลาและสถานที่ กล่าวคือ คนเราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

====

หากเปรียบชีวิตของคนเราเป็นดังต้นไม้ใหญ่ ปุ๋ยที่ดีที่สุดของคนเรา คือ การเรียนรู้ เพราะหากเราหยุดที่จะเรียนรู้ ชีวิตก็จะหยุดเติบโตเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ไร้ใบ คือ ไม่มีคุณค่า และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้น ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีความสำคัญมาก และเราทุกคนควรที่จะตระหนัก ปลูกฝังจิตใจและนิสัยให้รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทความนี้จะเปิดเผย 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเรามีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ทำมันอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ตลอดชีวิต

====

1.รู้เหตุผล และความสำคัญของการเรียนรู้

หากผู้เรียนเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของการเรียนรู้แล้ว ย่อมจะทำให้เกิดแรงจูงใจและทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ง่ายขึ้น การเรียนรู้มีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยให้คุณพัฒนาตนเอง ทำให้คุณมีความคิดใหม่ๆ และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้ ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับสิ่งนี้สูงสุด

การเรียนรู้ คือ กระบวนการเพิ่มพูนและพัฒนาความรู้ความสามารถ ความคิด สติปัญญา ทักษะ ประสบการณ์ รวมถึงพฤติกรรมของผู้เรียนให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้จากการเห็น การฟัง การอ่าน จากข้อผิดพลาดของตนเองและผู้อื่น เป็นต้น

บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของการเรียนรู้ไว้ ดังนี้

  • อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า “การพัฒนาทางสติปัญญาควรจะเริ่มเมื่อแรกเกิด และจะหยุดเมื่อชีวิตสิ้นสุดเท่านั้น”
  • เฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวว่า “ใครก็ตามที่หยุดเรียนรู้ เขาจะกลายเป็นคนแก่ชรา ไม่ว่าเขาจะมีอายุ 20 หรือ 80 ปี แต่หากผู้ใดยังมีใจใฝ่เรียนรู้ เขาจะยังคงเป็นหนุ่มสาวเสมอ”
  • เอิร์ล ไนติงเกล กล่าวว่า “เมื่อคุณหยุดที่จะเรียนรู้ คุณก็เหมือนคนที่ตายแล้ว เพราะคุณจะเหลือเพียงร่างกายอันโดดเดี่ยวและเหี่ยวแห้ง”
  • อับราฮัม ลินคอร์น กล่าวว่า “สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ทั้งหมด มาจากการอ่านหนังสือ”
  • จอห์น อดัมส์ กล่าวว่า “ฉันจดจ่อกับการอ่านหนังสือ และอ่านไม่เคยพอ ยิ่งคนเราอ่านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเราจำเป็นต้องอ่านมากเท่านั้น”

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่านให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น โทมัส เจฟเฟอร์สัน แอนดรู คาร์เนกี นโปเลียน ฮิลล์ วินสตัน เชอร์ชิล บรูซ ลี มหาตมะ คานธี เลโอนาร์โด ดาวินซี ขงจื๊อ โสกราตีส เป็นต้น

====

2. ค่อยๆสร้างอุปนิสัย รักการเรียนรู้

 “จงใช้ชีวิตราวกับว่าคุณกำลังจะตายในวันพรุ่งนี้ จงเรียนรู้ราวกับว่าคุณจะมีชีวิตอยู่เป็นนิรันดร์”

มหาตมะ คานธี

ผู้ที่รักการเรียนรู้จะตระหนักว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็น พวกเขารู้ว่ายังมีสิ่งที่รอคอยให้พวกเขาค้นพบอีกมาก ดังนั้นพวกเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

พวกเขาจะตัดสิ่งที่รบกวนสมาธิและขัดขวางการเรียนรู้ออกไป เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เกมส์คอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์ นอกจากนี้ พวกเขามักรับฟังข่าวสาร หรืออ่านหนังสือระหว่างที่เดินทาง

หากคุณต้องการสร้างอุปนิสัยการเรียนรู้ คุณไม่จำเป็นต้องทำมันอย่างสุดโต่ง เพราะสิ่งนั้นจะทำให้คุณเกิดอคติและมองโลกในแง่ร้ายว่า คุณจะต้องใช้ชีวิตทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือ

ให้คุณค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมทีละเล็กทีละน้อย เช่น คุณอาจเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆโดยการอ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมง และเมื่อคุณทำมันอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย เท่ากับว่าตลอดทั้งปีคุณจะมีเวลาในการอ่านหนังสือมากถึง 365 ชั่วโมง และสุดท้ายคุณจะพบว่าตัวเองมีความรู้มากขึ้น และทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

====

3. อยู่ในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้

ผู้ที่ชอบการเรียนรู้จะพยายามค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆมากมาย เช่น การอ่านหนังสือ การเข้าเรียนในหลักสูตร การเข้าร่วมอบรมสัมมนา การทำกิจกรรมหรือสร้างเครือข่าย การค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต การสอบถามหรือแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เป็นต้น

การรู้จักและสานสัมพันธ์กับเพื่อนที่เข้าใจและเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ก็สามารถช่วยให้คุณเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น

คุณอาจจะบอกเพื่อนและครอบครัวว่าคุณวางแผนที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างไร และให้พวกเขาช่วยย้ำเตือนให้คุณรับผิดชอบต่อความตั้งใจจริงของคุณ เพราะพวกเขาเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นและสนับสนุนให้คุณเกิดแรงจูงใจและมีความแน่วแน่ต่อเป้าหมายในการเรียนรู้

วิธีการนี้เป็นการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดีและมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ชอบการเรียนรู้ด้วยตัวเองและรักการเรียนรู้ตลอดชีวิตมักทำมันอย่างต่อเนื่อง เพราะมันช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีความมั่นใจ และประสบความสำเร็จในที่สุด

อีกหนึ่งวิธีในการอยู่ในสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้คือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีมของคุณ อ่าน 4 เทคนิคสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีม คลิกที่นี่

====

เชื่อว่า หากคุณปฏิบัติตามเคล็ดลับทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะกลายเป็นคนที่รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

และนั่นก็จะการันตีได้ว่า ไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วแค่ไหน มีการเปลี่ยนแปลงอะไร คุณก็จะสามารถรับมือกับมันได้ ไม่เป็นคนตกยุคอย่างแน่นอน

ที่มา : http://www.lifehack.org/287498/3-things-life-long-learners-differently-make-them-learn-unremittingly

====

ถ้าคุณสนใจการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของคนทำงานยุคใหม่  ขอแนะนำหลักสูตร Corporate Entrepreneurship Program เพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กรซึ่งจะนำความสำเร็จมาสู่ตัวคุณและองค์กรของคุณ  คลิกที่นี่ 

 เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand

 เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

วิธีทำให้ลูกน้องร่วมมือกับเราอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

วิธีทำให้ลูกน้องร่วมมือกับเราอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

อยากให้ลูกน้องทำงานอย่างเต็มความสามารถ สู้งานหนักแบบไม่ย่อท้อ ทำตามคำสั่งของเราแบบ 100% โดยไม่โต้แย้ง

ไม่ดื้อเงียบหรือรับคำสั่งแล้วไม่ทำ อยากให้ลูกน้องเข้ามาปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากเราทันทีที่เกิดปัญหา ฯลฯ

เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่หัวหน้างาน ผู้จัดการ และผู้นำหลายคน ‘อยาก’ ให้คนอื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ

แม้จะดูยากเย็นขนาดไหน แต่หัวหน้างาน ผู้นำทีมทุกคนสามารถเพิ่มโอกาสในการได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งหมดนั้น ขอแค่มีวิธีคิด และวิธีการที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการโฟกัสที่ความต้องการของตัวเอง!

====

        ดูเป็นเรื่องที่เหมือนจะย้อนแย้งกันเอง เพราะเราทุกคนมีสิ่งที่ปรารถนาให้คนอื่นทำตาม หรือ ทำในสิ่งที่เราอยากได้ แต่เรากลับต้องเริ่มต้นจากการละวางความต้องการส่วนตัวเหล่านั้นลงก่อน

จากประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรมากมายมานานหลายปี ผมและบรรดาผู้นำ ผู้จัดการ และหัวหน้างานหลายร้อยชีวิตได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่านี่คือวิธีการหลักวิธีเดียวในการที่จะเพิ่มโอกาสให้ลูกน้องของเราร่วมมือกับเราอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนครับ

====

    เพราะอะไรการละวาง ‘ความต้องการ’ ของตัวเองจึงเวิร์ค

        ลองคิดถึงใครสักคนที่มีอำนาจเหนือคุณดูสิครับ จะเป็นหัวหน้า ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ หรือ  ลูกค้ารายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรอง ฯลฯ คน ๆ นั้นเข้ามาพูด บอก หรือ สั่งให้คุณทำบางสิ่งที่คุณไม่ได้รู้สึกอยากทำ เขาใช้อำนาจจากตำแหน่ง จากบทบาทที่เหนือกว่าในการบีบบังคับให้คุณทำตาม ซึ่งคุณก็อาจจะต้องยอมเขาในที่สุด

        แต่เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ในใจของคุณจะรู้สึกแย่กับคน ๆ นั้นมากขึ้นหลายร้อยเท่าใช่ไหม คุณคงหงุดหงิด โมโห ไม่พอใจเขา ไม่เคารพ ไม่เชื่อฟัง ไม่อยากติดต่อ ไม่อยากร่วมงานกับเขา และถ้าเขาเป็นลูกค้าคุณก็อาจจะไม่อยากทำธุรกิจกับเขาอีกต่อไปเลยก็ได้

        สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนๆ นั้น ‘ได้’ ในสิ่งที่เขาต้องการ ณ ขณะนั้นก็คือ ทุกฝ่ายต้อง ‘สูญเสีย’ สิ่งที่สำคัญมากกว่าอย่าง ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ ความเคารพ ความเชื่อมั่น  ความรู้สึกที่อยากร่วมงานด้วย และความรู้สึกดีดีอีกมากมายไปตลอดกาล

====

     แล้วเราควรทำอย่างไร

        ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากได้แค่สิ่งที่ต้องการชั่วคราวแล้วสูญเสียหลายสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปตลอดกาลแบบนั้น คุณต้องเริ่มต้นจากการปลูกฝัง Mindset ให้ถูกเสียก่อน

        ในการทำงานร่วมกันนั้น มีทัศนคติ หรือ Mindset ชุดหนึ่งที่ได้รับการค้นคว้าจากทีมนักวิจัยเรื่องการทำงานในโลกยุคใหม่ซึ่งพัฒนามาเป็นทัศนคติแห่งการร่วมมือร่วมใจที่โด่งดังระดับโลก

ทัศนคติชุดนั้นเรียกว่า Outward Mindset หรือ ทัศนคติแห่งการมองโลกด้วยเลนส์ที่คำนึงถึงคนอื่นก่อน

        ในอดีตที่ผ่านมาเราอาจมีทัศนคติหรือเลนส์ในการมองโลกแบบ Inward Mindset หรือ การคิดถึงแต่ความต้องการของตัวเองเท่านั้น และนั่นก็ทำให้เราไม่สามารถโน้มน้าว จูงใจ หรือทำให้ใครร่วมมือกับเราได้อย่างแท้จริง แม้ว่าเราจะมีอำนาจ มีตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม

        ขณะที่ Outward Mindset เปรียบเหมือนเลนส์หรือแว่นอันใหม่ที่จะช่วยให้คุณมองโลก และมองคนอื่นแบบกลับด้าน นั่นคือการคำนึงถึงความต้องการของคนอื่นก่อน คำนึงถึงความต้องการของลูกน้อง เป้าหมาย ความกังวล และปัจจัยแวดล้อมของพวกเขา รวมถึงเป้าหมายขององค์กรด้วย

====

        Outward Mindset in Action การนำทัศนคติแห่งการมองออกนอกตัวมาปรับใช้ในการทำงานจริงสำหรับหัวหน้างาน ผู้จัดการ และผู้นำองค์กร

  1. ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของคนทำงานเท่า ๆ กับเป้าหมายขององค์กร

องค์กรทุกองค์กรมีเป้าหมายที่ต้องบรรลุ นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารและหัวหน้างานอย่างเรารับรู้กันดี แต่สิ่งที่หัวหน้าทีมอาจจะคำนึงถึงน้อยไปสักนิดก็คือ ลูกน้อง คนในทีม และเพื่อนร่วมงานของเราทุกคนต่างก็มี ‘ความต้องการ’ และ ‘เป้าหมาย’ ส่วนตัวด้วยเช่นกัน

ถ้าคุณใช้อำนาจบีบบังคับให้ลูกน้องทำทุกอย่างเพื่อทีมและบริษัท โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายและความต้องการของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับการเข็นรถคันใหญ่ขึ้นภูเขาที่ลาดชัน การทำงานระหว่างคุณกับลูกน้องจะเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย และสูญเสียแรงมากกว่าปกติเพราะมีแรงต้านลึก ๆ ที่เกิดจากลูกน้องนั่นเอง

แต่ถ้าคุณให้เวลาในการสนทนาพูดคุยเพื่อรับรู้ความต้องการและเป้าหมายลึก ๆ ของลูกน้องแต่ละคน และพยายามเชื่อมโยงเป้าหมายของแต่ละคนเข้ากับเป้าหมายของทีม และเป้าหมายของบริษัท ฉายภาพให้ทุกคนเห็นว่าทุกสิ่งที่เขาทำกำลังตอบสนองเป้าหมายส่วนตัวและเป้าหมายของบริษัทไปพร้อม ๆ กัน พวกเขาจะร่วมมือกับคุณมากขึ้น และรถคันนี้ก็จะมีแรงส่งในการพุ่งทะยานขึ้นสู่ทางชันที่มากขึ้นนั่นเอง

====

2. ทีมของเราทุกคนมีความสามารถและมีศักยภาพที่พัฒนาได้

บางทีการที่ใครสักคนไม่ยอมร่วมมือและไม่อยากร่วมงานกับคุณอาจจะเป็นเพราะว่าเขารับรู้ได้ว่าในใจลึก ๆ ของคุณไม่ได้มองว่าเขามีคุณค่า คุณอาจมีอคติที่สื่อแสดงออกมาว่าเขาเป็นคนไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่ได้เรื่องอยู่ก็ได้

ลองถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่าคุณมองเห็นคุณค่าของคนในทีมแต่ละคนจริง ๆ หรือเปล่า ลองระบุสิ่งที่ดี จุดแข็ง ทั้งในด้านทักษะการทำงานและอุปนิสัยของลูกน้องแต่ละคนออกมาให้ชัดเจน จากนั้นสื่อสารให้พวกเขารู้ว่าคุณมองเห็นคุณค่าและศักยภาพของพวกเขาด้วย

สุดท้ายลองพูดคุยกับพวกเขาว่ามีทักษะไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในหน้าที่การงานของลูกน้องแต่ละคนบ้าง จากนั้นลองปรึกษากับเขาว่าถ้าสามารถพัฒนาทักษะนั้น ๆ ให้ดียิ่งขึ้นมันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตการทำงานของพวกเขาอย่างไร แล้วจึงหาวิธีช่วยพัฒนาทักษะนั้นให้แก่พวกเขา

====

 3. สร้างวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรแบบมีส่วนร่วม

สุดท้ายในฐานะหัวหน้างานหรือผู้นำทีม คุณสามารถเป็นผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมในการทำงานขึ้นได้ โดยสร้างพื้นที่ในการพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงแบบไม่ใข่การโฟกัสหาคนผิดหรือทำโทษใคร แต่เป็นการเชิญชวนให้ทุกคนคิดหาวิธีแก้ไขและป้องกันปัญหานั้น

คุณควรเริ่มต้นที่ตัวเอง โดยระบุวิธีการรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณก่อขึ้นมาโดยตรงก็ตาม แต่ในฐานะส่วนหนึ่งของทีม คุณต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคุณก็มีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหานั้นด้วย จากนั้นค่อยขอคำแนะนำหรือขอไอเดียจากคนอื่น ๆ ในทีม แล้วสรุปวิธีการแก้ไขปัญหานั้นออกมาเป็นรูปธรรม และมอบหมายให้ทุกคนมีส่วนในการปฏิบัติอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม ไม่ใช่ให้เป็นภาระของคนที่เสนอไอเดียขึ้นมา เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นอาจจะไม่มีใครอยากนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ อีกต่อไปในอนาคตก็ได้

        ทั้งหมดนี้คือแนวทางการนำ Outward Mindset หรือ ทัศนคติแห่งการคำนึงถึงความต้องการของผู้อื่นและสร้างการมีส่วนร่วมมาประยุกต์ใช้ในการทำงานเป็นทีม คุณจะเห็นว่าวิธีการทั้งหมดแตกต่างจากที่คุณคุ้นชิน ไม่ว่าสิ่งที่คุณเคยทำหรือเคยมีใครทำกับคุณมาตลอดทั้งชีวิตอย่างสิ้นเชิง

เมื่อปรับ Mindset ของตัวเองและลูกทีมได้แล้ว คุณน่าจะต้องการวิธีพัฒนาความสัมพันธ์ภายในทีมให้แข็งแกร่ง อ่าน 6 วิธีสร้างความสัมพันธ์ในทีมให้แข็งแกร่ง คลิกที่นี่

        แม้ว่าวิธีเหล่านี้อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดผลที่คุณต้องการในทันที แต่มันคือจุดเริ่มต้นและหนทางไปต่อในการสร้างความร่วมมือร่วมใจที่ออกมาจากใจจริงของบรรดาลูกทีมของคุณอย่างแน่นอน

====

การสร้างความร่วมมือร่วมใจในการทำงานเป็นทีมมี  Mindset และทักษะมากมายที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน ขอแนะนำหลักสูตร High Impact Coaching and Feedback  คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

บทความโดย

อ.อรรณพ นิยมเดชา

วิทยากร และนักจิตวิทยาองค์กรผู้ใช้แนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อปลุกศักยภาพคนทำงานให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

คำถาม 3 ข้อที่ช่วยให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพสูงสุด

คำถาม 3 ข้อที่ช่วยให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพสูงสุด

เรื่องที่ท้าทายผู้จัดการหรือหัวหน้างานที่ต้องดูแลคนในทีมก็คือทำอย่างไรให้ลูกทีมทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น มีพลัง ลุยงานได้ทุกวันแม้ว่าจะพบเจอปัญหาหรืออุปสรรคมากแค่ไหน และทำผลงานในระดับสุดยอดออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งถ้าพิจารณาสิ่งที่ผู้นำทีมต้องการให้เกิดขึ้นเหล่านั้นก็ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือการเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ผู้นำทีมควรทำ(และควรโฟกัส)คือการเปลี่ยนแปลง(หรือพัฒนา)ตัวเอง และสร้างแรงบันดาลใจให้คนในทีมซึ่งทำได้โดยการตั้งคำถามครับ

====

การตั้งคำถามที่ทรงพลังจะช่วยทลายกรอบคิดเดิม ๆ ที่มนุษย์ยึดติดได้เป็นอย่างดี

บ่อยครั้งที่เราพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ไม่ลงมือทำสิ่งใหม่ หรือมีทัศนคติ (Mindset) ที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เช่น ไม่อยากริเริ่มทำสิ่งใหม่เพราะกลัวจะกลายเป็นภาระ ไม่กล้าทำวิธีการใหม่เพราะกลัวจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีแล้วจะถูกลงโทษ เป็นต้น

พฤติกรรมที่ไม่ส่งเสริมให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี หรือ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเหล่านี้มีรากฐานมาจากการมีทัศนคติ หรือ Mindset ที่ผิด การจะเปลี่ยนแปลง Mindset เหล่านี้ได้จะต้องมีวิธีการที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งการตั้งคำถามเพื่อทลาย Mindset เดิมคือวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้

====

        ต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลายก่อนว่า คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเพราะเราไม่ชอบสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ไม่ชอบการปรับเปลี่ยนเพราะเป็นภาระของสมอง(ที่ต้องคิดอะไรใหม่ๆ หรือ ทำอะไรใหม่ๆ) จนสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าทุกการเปลี่ยนแปลงจะเกิดแรงต้านขึ้น ยิ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่แค่ไหนแรงต้านก็ยิ่งแรงเท่านั้น

        เมื่อคนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเป็นทุนเดิม สมองของเราจะพยายามสร้างเรื่องราว (Story) ขึ้นมาสนับสนุนพฤติกรรมเดิม ๆ ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เช่น จะทำอะไรเพิ่มไปทำไม เพิ่มงาน เป็นภาระแล้วไม่ได้เงินเพิ่ม , จะเสนอวิธีการใหม่ ๆ ไปทำไมเสนอไปก็ไม่มีใครเอาด้วย คนจะเกลียดเราเปล่า ๆ เป็นต้น

        เมื่อเสียงเหล่านี้ดังขึ้นซ้ำ ๆ มันจะสะสมจนกลายเป็น Mindset ที่บ่อนทำลายชีวิตการทำงานของเราเรื่อย ๆ จนเข้าสู่สภาวะ ‘ยังคงทำอะไรเดิม ๆ แม้จะไม่ดีต่อตัวเอง’ หรือ ‘ทำอะไรแค่ให้ผ่านไปวัน ๆ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ดีกว่านั้นก็ตาม’

====

        แล้วผู้นำทีมควรทำอย่างไร

        เมื่อรากของปัญหาเรื่องพฤติกรรมการทำงานร่วมกันภายในทีมเกิดจาก Mindset ก็จำเป็นต้องปรับแก้ที่ Mindset และวิธีที่ช่วยปรับเปลี่ยน Mindset ของมนุษย์ได้ก็คือการใช้คำถามที่มีประสิทธิภาพ

        คำถามที่มีประสิทธิภาพคือคำถามชวนคิด คำถามที่ใช้การคิดวิเคราะห์ การจินตนาการ เป็นคำถามที่มักจะตอบไม่ได้ในทันที แต่มักจะทำให้ผู้ที่ได้รับคำถามมักจะกลับไปคิดใคร่ครวญ ทบทวนกับตัวเอง ถ้าคิดหาคำตอบได้และลงมือทำพฤติกรรมที่สอดคล้องกับคำตอบเหล่านั้นก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปพร้อมๆ  กับ Mindset ที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

        และบุคคลแรกที่เราควรมอบคำถามที่มีประสิทธิภาพให้เพื่อปรับเปลี่ยน Mindset ก็คือ…ตัวเราเองนี่แหล่ะครับ

====

3 คำถามสำคัญที่ช่วยพัฒนาทัศนคติแห่งการทำงานร่วมกัน

1. ฉันรับรู้ความต้องการ และความรู้สึกของคนอื่นหรือไม่? (See Others)

หลายครั้งที่เรารีบเร่งทำงานตรงหน้าโดยมีเป้าหมายที่ต้องการพิชิต มีลูกค้าที่รองาน มีรายได้ที่ต้องการ จนทำให้เราหลงลืมไปว่าลูกน้อง เพื่อนร่วมงานของเราก็คือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจเช่นเดียวกับเรา

เมื่อเรากลับมาตระหนักว่าทุกคนก็คือมนุษย์เช่นเดียวกับเรา เราจะพบว่าแต่ละคนก็มีความกลัว ความกังวล มีเรื่องที่ทำให้เครียด เหนื่อยใจ ทุกข์ใจเหมือนกับเรา และมีสิ่งที่ต้องการไม่ต่างจากเรา แม้ว่าสิ่งที่ต้องการอาจดูแตกต่างกันในรายละเอียด แต่โดยหลักการแล้วทุกคนในทีมต่างก็ต้องการความมั่นคง การยอมรับ การมีความสามารถ การเติบโต  ความร่วมมือ ฯลฯ เช่นเดียวกัน

เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรที่คุณต้องการบางสิ่งบางอย่างจากคนอื่น ให้กลับมาถามตัวเองก่อนว่าเราต้องการอะไรจากเรื่องนี้ และลองค้นหาต่ออีกนิดว่าคนอื่นต้องการอะไร

====

2.ฉันจะปรับเปลี่ยนการกระทำใดบ้างเพื่อช่วยให้คนอื่นได้ในสิ่งที่เขาต้องการ? (Adjust Efforts)

เมื่อเราตระหนักว่าคนอื่นก็เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเช่นเดียวกับเราแล้ว Mindset ข้อที่สองที่ต่อเนื่องกันก็คือการกลับมาทบทวนพฤติกรรมหรือการกระทำของเราว่าเราจะสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งที่เราทำเพื่อช่วยให้ความต้องการของคนอื่นได้รับการตอบสนองมากขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร

เมื่อตั้งคำถามนี้กับตัวเอง คนส่วนใหญ่จะพบว่ามีอย่างน้อยหนึ่งพฤติกรรมที่เราสามารถลงมือทำ ยกเลิกการกระทำ หรือปรับเปลี่ยนการกระทำเพื่อช่วยให้ความต้องการของคนอื่นได้รับการตอบสนองได้เสมอ

เช่น ถ้าลูกทีมของเราต้องการมีเวลาสำหรับการพักผ่อนหรือชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เราสามารถเข้ามาช่วยโค้ชชิ่งเพื่อค้นหาว่างานอะไรที่สร้างผลกระทบให้แก่บทบาทหน้าที่ของเขามากที่สุด และช่วยจัดลำดับความสำคัญให้แก่เขาได้ เป็นต้น

====

3.ฉันจะใช้อะไรเป็นตัววัดผลว่าการกระทำของฉันประสบผลสำเร็จ? (Measuring Impact)

หลายคนยึดติดกับการประเมินผลสำเร็จแบบเดิม ๆ ที่บริษัทใช้ หรือ ที่ทำกันจนกลายเป็นความเคยชิน โดยที่ไม่เคยกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่า ‘ตัวชี้วัด’ นั้นสมควรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของสิ่งที่เราทำอยู่หรือเปล่า

วิธีที่ดีที่สุดในการกำหนดตัวชี้วัดก็คือ การคำนึงถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholder) ในสิ่งที่เราทำ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นหัวหน้างานหรือผู้จัดการ หนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุดก็คือ ลูกน้องของคุณนั่นเอง

ทำความเข้าใจว่าลูกน้องของคุณแต่ละคนต้องการอะไร แล้วปรับเปลี่ยนวิธีวัดผลว่าเขาจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการหรือเปล่า เช่น ถ้าลูกน้องต้องการเวลาในชีวิตส่วนตัวเพิ่มขึ้น คุณอาจจะต้องเปลี่ยนตัวชี้วัดจากปริมาณการประชุมเป็นการมีแผนเกี่ยวกับ Next Action ที่ชัดเจนของลูกน้องหลังจากเข้าร่วมประชุมแทน เมื่อการประชุมมีประสิทธิภาพ อยู่ในเวลาที่กำหนด และเชิญเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาเข้าร่วมเท่านั้น ลูกน้องของคุณก็จะมีเวลาคุณภาพสำหรับชีวิตส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น

====

        จะเห็นว่าการใช้คำถามเพื่อปรับเปลี่ยน Mindset คือวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการช่วยให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งก่อนที่คุณจะไปตั้งคำถามทั้งหมดนี้กับลูกน้อง ขอให้คุณใช้คำถามเหล่านี้ถามตัวเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อเปลี่ยนเสียงในหัว (Mindset) ของตัวเองให้ได้ก่อน

        เมื่อคุณมี Mindset ในการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ซึ่งแสดงออกผ่านทางพฤติกรรมและคำพูดของคุณ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนของการทำงานร่วมกันแล้ว ก็ถึงเวลาแล้วที่คุณจะใช้คำถามทั้ง 3 ข้อนี้กับลูกน้องของคุณครับ

เมื่อปรับ Mindset ของตัวเองและลูกทีมได้แล้ว คุณน่าจะต้องการวิธีพัฒนาความสัมพันธ์ภายในทีมให้แข็งแกร่ง อ่าน 6 วิธีสร้างความสัมพันธ์ในทีมให้แข็งแกร่ง คลิกที่นี่

====

การสร้างความร่วมมือร่วมใจในการทำงานเป็นทีมมี  Mindset และทักษะมากมายที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน ขอแนะนำหลักสูตร High Impact Coaching and Feedback  คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

เขียนโดย

อ.เวย์  เวสารัช  โทณผลิน

Productivity Coach & Team Collaboration Facilitator

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

ร่วมงานกันอย่างไร ไม่ให้หมดไฟไปเสียก่อน

ร่วมงานกันอย่างไร ไม่ให้หมดไฟไปเสียก่อน

ว่ากันว่าเหนื่อยกับงานไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยกับคนนี่สิที่ถือเป็น ‘ที่สุดแห่งความเหนื่อย’

และหากต้องทำงานที่ต้องเจอกับคนหลากหลายประเภท (หรือจะเรียกว่า ร้อยพ่อพันแม่) ความกดดันและตึงเครียดก็ยิ่งถาโถมมากขึ้นหลายเท่า

====

การทำงานในปัจจุบันไม่ได้หมกตัวอยู่แค่ในออฟฟิศ แต่มีการกระจายตัวไปหลายที่ มีโมเดลการทำงานใหม่ ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ความสลับซับซ้อนในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังทำให้มีการทำงานเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาอีกด้วย

การวิจัยเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันพบว่า คนยุคนี้ต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมองค์กร เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำตามคำบัญชาของเจ้านาย รับมือกับลูกค้าเอาแต่ใจ ไปจนถึงเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยเข้าท่า

ทั้งหมดนี้ ทำให้คนทำงาน “รับมือไม่ไหว” และสะสมจนเกิดอาการที่เรียกว่า Burn Out (ภาวะหมดไฟ)จากการทำงานมากขึ้น

และต่อไปนี้คือแนวทางความเข้าใจและหนทางแก้ไข
====

‘หนักเกินเหตุ’ สองรูปแบบที่คุณต้องรู้

การทำงานหนักเกินเหตุมี 2 รูปแบบที่ทำให้คนทำงานถึงขั้นร่างสลายได้ แบบแรกเรียกว่า ‘เห็นผลทันตา’ ส่วนแบบที่สองเรียก ‘สะสมเรื้อรัง’

การทำงานจัดหนักเพื่อให้เห็นผลทันตา มักจะเกิดขึ้นเมื่อต้องทำงานกับคนอื่น ๆ โดยต้องเพิ่มปริมาณงานมากกว่าปกติ ประเภทมีงานด่วนที่ต้องทุ่มเวลาทั้งสัปดาห์จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน
คุณต้องทำเพราะไม่อยากจะได้ชื่อว่ากลายเป็นคนนอกกลุ่มหรือไม่ให้ความร่วมมือ

และลึก ๆ คุณก็อยากจะได้รางวัลตอบแทน เช่น ได้เลื่อนขั้นด้วย ฉะนั้น หากเจ้านายขอคุณก็ต้องทำ หากเพื่อนบอกคุณก็ต้องช่วย ในขณะที่คุณก็ยังมีงานตามหน้าที่อยู่ด้วย

รูปแบบสะสมเรื้อรังนั้นน่ากลัว เพราะไม่ใช่การที่จู่ ๆ คุณก็ถูกกระชากมาทำงานโหดอย่างฉับพลัน แต่เป็นการค่อย ๆ สะสม ค่อย ๆ เพิ่มพูน ค่อย ๆ ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จากทำงานของตัวเองคนเดียวจะเริ่มรับผิดชอบมากขึ้น มีคนมาเกี่ยวข้องมากขึ้น สะสมเครือข่ายการทำงานไม่สิ้นสุด

รู้ตัวอีกทีคุณก็อาจจะกลายเป็นคนที่ทำงานทั้งวันทั้งคืน ใครทำอะไรคุณก็โผล่ไปช่วยทุกอย่าง จนร่างกายเริ่มพัง จิตใจเริ่มเสื่อมสลาย มีอาการห่อเหี่ยวซึมเศร้าสะสมในตัวเอง

การนอนหลับพักผ่อนให้ถูกต้องคือวิธีการสำคัญที่ช่วยในเรื่องนี้ได้ มีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าคนที่นอนไม่ดีมีโอกาส Burn out มากกว่าปกติสามเท่า อ่าน 3 เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพการนอนเพื่อชีวิตที่ Productive มากขึ้น คลิกที่นี่
====

ทำไมเป็นคนแบบนี้

พฤติกรรมทำงานให้ส่วนรวมแบบจัดหนักเกินไปมักเกิดจากความต้องการสร้างชื่อเสียงให้คนรู้ รวมถึงต้องการลดความตึงเครียดในการทำงานร่วมกัน (เพราะเมื่อมีการปฏิเสธ คนก็จะเริ่มทำหน้าตึง คิ้วขมวดใส่กัน)

หรือบางที อาจจะมาจากนิสัยเต็มใจทำเพื่อส่วนรวมมากเกินไป โดยไม่ได้ยั้งคิดว่ามันทำลายสุขภาพของตัวเอง

การรับมือกับภาวะช่วยงานมากเกินต้องเริ่มต้นจากการรู้ก่อนว่า ทำไมคุณถึงจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานนั้น หรือทำไมคุณถึงเข้าไปช่วยทำงานของส่วนรวม เมื่อไตร่ตรองให้รอบคอบเพื่อค้นหาที่มาที่ไปจะทำให้คุณเริ่มเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง

และนั่นคือจุดเริ่มต้นคือการปรับทัศนคติของตัวเองก่อน
====

ทำอย่างไรให้งานส่วนรวมไม่ทำร้ายเรา

การปฏิเสธให้เป็น ถือเป็นก้าวแรกในการรับมือกับนิสัยทำงานส่วนรวมมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือทำลายสังคมแม้แต่น้อยหากจะบอกคนอื่นว่า เราไม่อาจทำงานนั้นได้ด้วยเหตุผลที่น่ารับฟัง แถมเรายังได้ความรู้สึกมั่นใจและเคารพตัวเองกลับคืนมาอีกด้วย

ถัดมา คือการปรับบทบาทหน้าที่ ตารางงาน และเครือข่ายการทำงาน เพื่อไม่ให้คุณต้องตกอยู่ในวงล้อมของการทำงานส่วนรวม และลดการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ที่ไม่มีความจำเป็นออกไปให้หมด เรียกกระบวนการนี้ว่า การปรับภูมิทัศน์การทำงานของตัวเอง

เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเผลอไปรับปากทำงานส่วนรวมที่ไม่สำคัญสำหรับคุณ รวมถึงปรับวิธีประสานงานให้เกิดผลดีกับตัวเอง บางอย่างใช้ reply all บางอย่างใช้ cc ในการตอบอีเมล์ เพื่อให้ภาระไม่ตกอยู่กับคุณในตอนท้าย

วิธีการทั้งหมดนี้ จะทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่ทุกข์ทรมานกับการต้องร่วมงานกับคนมากๆ หรือรับงานส่วนรวมมาใส่ตัว และท้ายที่สุด คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงอาการเหนื่อยเกินทน หรือภาวะหมดไฟได้อีกด้วย

====

การสร้างความสัมพันธ์ภายในทีมต้องมี  Mindset และทักษะมากมายที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน ขอแนะนำหลักสูตร High Impact Coaching and Feedback  คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

เขียนโดย

เรียบเรียงจาก “Collaboration Without Burnout” โดย Rob Cross, Scott Taylor, and Deb Zehner จาก Harvard Business Review กรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2018

เรียบเรียงโดย

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

6 วิธีสร้างความสัมพันธ์ในทีมให้แข็งแกร่ง

6 วิธีสร้างความสัมพันธ์ในทีมให้แข็งแกร่ง

ลองจินตนาการว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนในทีมคือสะพานเชือกที่มีปลายข้างหนึ่งอยู่ที่คุณและปลายอีกข้างผูกยึดกับอีกคน

จินตนาการต่อไปว่าคุณมี ‘เรื่องหนักอึ้ง(คำวิพากษ์ วิจารณ์ คำตำหนิ เรื่องลบ ๆ ทั้งหลาย)’ ที่ต้องการสื่อสารกับคนนั้น ถ้าสะพานเชือกระหว่างคุณกับเขาแข็งแรงมันจะลำเลียงสารหนักอึ้งไปถึงอีกฝ่ายได้ดีกว่าสะพานที่อ่อนแอและขาดง่ายอย่างแน่นอน

หลักการสะพานความสัมพันธ์ช่วยอธิบายเหตุการณ์ที่ทุกคนเคยประสบนั่นคือทำไมเราจึงสื่อสารเรื่องเปราะบางกับบางคนได้ดีกว่าอีกคน
====

ถ้าอยากให้การสื่อสารภายในทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมขอเสนอให้คุณพัฒนาสะพานความสัมพันธ์ให้แข็งแรงเอาไว้ด้วยวิธีการที่สามารถนำไปประยุกต์ได้ไม่ยาก 6 วิธี ดังนี้ 

1. เข้าใจผู้อื่นก่อนเสมอ

มนุษย์ทุกคนปรารถนาความเข้าใจไม่ต่างจากอ็อกซิเจนสำหรับหายใจ แต่การเรียกร้องให้อีกฝ่ายมาทำความเข้าใจเราก่อนเป็นแนวทางที่ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ ก่อนจะสื่อสารกับใครครั้งต่อไปลองถามตัวเองว่าคุณตั้งใจรับฟังเขาดีพอหรือยัง และรู้หรือไม่ว่าลึก ๆ แล้วเขาต้องการอะไรกันแน่

หนึ่งในทักษะสำคัญที่ช่วยให้คุณเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริงก็คือ การสร้างความไว้วางใจด้วยทักษะการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ คลิกอ่านที่นี่
====

2. ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย

ลองจดจำเรื่องเล็ก ๆ เกี่ยวกับเขาด้วยการแอบจดใส่สมุดบันทึก โดยเฉพาะวันสำคัญของเขา สิ่งที่เขาให้คุณค่าเป็นพิเศษ สิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบ แล้วแสดงมันออกมาด้วยการให้ของขวัญ ทำสิ่งพิเศษแก่เขา ตลอดจนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาด้วยความจริงใจ
====

3. รักษาสัญญา

ไม่มีอะไรจะทำลายสะพานความสัมพันธ์ได้มากเท่ากับการผิดสัญญาที่คุณให้ไว้กับอีกฝ่าย จดจำสัญญาเหล่านั้นให้ขึ้นใจแล้วรักษามันยิ่งชีวิตของคุณเอง จำไว้ว่าอย่าให้สัญญาในสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้โดยเด็ดขาด
====

4. ระบุความคาดหวังของคุณให้ชัดเจนที่สุด

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์คือการที่คุณมีความคาดหวังบางอย่างต่ออีกฝ่ายแล้วไม่ได้สื่อสารมันออกมา เมื่อความคาดหวังเหล่านั้นถูกเก็บสะสมเอาไว้ มันจะระเบิดออกมาจนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงในอนาคตได้ หนทางที่ดีคือการสื่อสารความคาดหวังนั้นออกมาให้เขาได้รับรู้อย่างตรงไปตรงมา
====

5. มีความซื่อสัตย์ จริงใจ เป็นคนที่ไว้วางใจได้

มีความสัมพันธ์กับทุกคนในทีมด้วยหลักการซื่อสัตย์ จริงใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง พูดถึงคนอื่นด้วยหลักการที่ระลึกไว้เสมอว่าเขาสามารถมานั่งฟังเรื่องนี้ได้เสมอแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ตาม
====

6. กล่าวขอโทษอย่างจริงใจเมื่อทำผิดพลาด

เพราะเราคือมนุษย์ธรรมดาที่อาจทำบางเรื่องผิดพลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นละเลยการทำความเข้าใจ หลงลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอีกฝ่าย หรือมีเหตุให้ต้องผิดสัญญา เมื่อรู้ตัวว่าทำผิดพลาดให้รีบกล่าวขอโทษให้เร็วที่สุดภายใต้พื้นฐานความจริงใจในการที่จะแก้ไขความผิดพลาดนั้นจริง ๆ

ลองนำหลักการทั้ง 6 ไปประยุกต์ใช้กับความสัมพันธ์ภายในทีมของคุณ แล้วจะพบว่าสะพานความสัมพันธ์คือหัวใจในการสื่อสารระหว่างกันภายในทีมอย่างแท้จริง

ทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรือมีความขัดแย้งจึงเป็นโอกาสที่คุณจะได้ทบทวนความแข็งแรงของสะพานเชือกเส้นนั้นแล้วล่ะครับ

====

การสร้างความสัมพันธ์ภายในทีมต้องมี  Mindset และทักษะมากมายที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน ขอแนะนำหลักสูตร High Impact Coaching and Feedback  คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

เขียนโดย

อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

Productivity & Team Collaboration Facilitator
(ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity และ Team Collaboration) 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Ads, Google Analytics

    Statistics

  • Google Analytics

    Statistics

  • Facebook

    Marketing/Tracking

  • ActiveCampaign

    Functional

  • ActiveCampaign

    Marketing/Tracking

Save