เทคนิคระบุประเภทปัญหาเพื่อแก้ปัญหายาก ๆ ให้จบได้จริง

เทคนิคระบุประเภทปัญหาเพื่อแก้ปัญหายาก ๆ ให้จบได้จริง

ถ้าหากเรามีมนต์วิเศษ ดีดนิ้วแล้วทำให้ปัญหาหายไปได้ คุณคิดว่าดีหรือไม่ครับ

ผมคิดว่าดีนะ ส่วนตัวอยากได้แบบนั้นเลย (เหมือน Thanos ใน The Avengers) แต่ในชีวิตจริงมันไม่มีอะไรแบบนั้นนี่สิ ซึ่งปกติแล้วผมมักจะเจอแต่คนบ่นว่า…
 
“สู้กับปัญหาเต็มที่แล้ว แต่จัดการไม่สำเร็จเสียที โดนปัญหาสู้กลับทุกที”
“พยายามจัดการปัญหา แต่กลับมีคนไม่เห็นด้วย เจอคัดค้าน ต่อต้าน หรือเจอตอ”
“คิดว่าตัวเองตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แต่ผลลัพธ์ไม่เหมือนที่คาดการณ์เอาไว้เลย”
====
 
ตัวอย่างทั้งหมดนี้ คือเรื่องที่หลายคนเจอกันเป็นปกติอยู่แล้ว
 
ต้นเหตุสำคัญของการเกิดภาวะเหล่านี้ก็คือ … การที่เรารีบร้อนแก้ปัญหามากจนเกินไป
 
ใช่แล้วครับ ปัญหาที่เกิดจากการแก้ปัญหามีต้นเหตุมาจากการรีบร้อนกระโจนเข้าไปแก้ปัญหานั่นเอง
ก่อนจะงุนงงกับถ้อยคำมากไปกว่านี้ ผมขอพาทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันดีกว่าครับ
====
หนึ่งในเคล็ดลับที่สำคัญของนักแก้ปัญหาชั้นยอดก็คือ…
 
“การรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับปัญหาประเภทไหนอยู่”
 
คุณอาจมีคำถามว่าปัญหามีกี่ประเภทกันแน่หลังจากอ่านประโยคด้านบนจบ
 
ก่อนจะอธิบาย ผมอยากให้คุณดูตัวอย่างการรายงานปัญหาเหล่านี้ก่อนครับ
====

1. ที่โรงงานของเรากำลังขาดทุน คนงานก็บ่นว่าถังขยะไม่พอ หัวหน้าแผนกการเงินกับฝ่ายผลิตทะเลาะกันรุนแรงมาก รปภ. นั่งหลับ เดือนที่แล้วเพิ่งเกิดเหตุไฟไหม้ แต่ยังจับมือใครดมไม่ได้ ประกันไม่ยอมจ่ายเพราะคิดว่ามีการวางเพลิงโดยทีมผู้บริหาร ผู้บริหารฝ่ายการตลาดเพิ่งลาออก หัวหน้าไลน์ผลิตที่ 3 คุมลูกน้องไม่อยู่เพราะอายุน้อยกว่า พนักงานกะกลางคืนแอบเสพยาเสพติด ชาวบ้านรอบโรงงานบ่นว่าโรงงานเราเป็นโรงงานที่ไร้ธรรมาภิบาล เพราะชอบปล่อยน้ำเสียลงคลอง ฯลฯ

2. จากการฟังปัญหาผ่านการสัมภาษณ์พนักงาน 20 คนจาก 5 แผนก และหัวหน้าแผนกต่างๆ แล้ว สรุปได้ว่าเรามีปัญหาดังนี้
A. การเงินที่ขาดทุน
B. ยอดขายที่ตกลงจากการโดนคืนสินค้า
C. ความปลอดภัยจากการชำรุดเกี่ยวกับไฟในโรงงาน
D. พนักงานกะกลางคืนมีการซื้อขายและเสพยาเสพติด
E. ชาวบ้านร้องเรียนโรงงานผ่านหน่วยงานราชการ 5 ครั้งใน 1 เดือน
F. การเคลมประกันที่ไม่คืบหน้า

3. ผมคิดว่าเหตุไฟไหม้อาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร หรือไม่ก็มีใครไปทำให้เกิดประกายไฟ

4. จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และสถานที่แวดล้อมแล้ว ได้ข้อสรุปว่าเกิดไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณเครื่องจักร A แล้วระบบตัดไฟไม่ทำงานเนื่องจากมีอายุ 15 ปีแล้ว (ซึ่งเกินกำหนดกว่าที่ผู้ผลิตแจ้งไว้ว่าควรเปลี่ยนทุก 5 ปี)

5. ระบบตัดไฟที่ผ่านเงื่อนไขความปลอดภัยมี 2 รุ่น รุ่นนึงจากประเทศเยอรมัน รับประกัน 3 ปีราคา 3 ล้านบาท อีกรุ่นจากประเทศไทย ราคา 1 ล้านบาท

6. ตามที่เราตัดสินใจจะแก้ปัญหาการตรวจสอบกระบวนการภายในของเรา ผมว่าเราต้องพิจารณากันแล้วว่าจะตั้งหน่วยงานตรวจสอบภายใน หรือจ้าง Outsource Agent มารับผิดชอบ
====
 
หลังจากอ่านทั้ง 6 ข้อด้านบนแล้ว นักแก้ปัญหาจะทำการพิจารณาทีละข้อดังนี้
 
ในข้อ 1 ปัญหาเยอะ และยุ่งเหยิงมาก เราควรลิสต์ปัญหาออกมาเป็นข้อๆ ก่อน ซึ่งถ้าทำตามนั้นเราจะได้ข้อ 2
ข้อ 2 เมื่อเห็นปัญหาแล้ว เราควรพิจารณาความสำคัญกับปัญหาต่าง ๆ เพื่อเรียงลำดับการแก้ไขปัญหา เพราะเรามีทรัพยากรจำกัด โดยเฉพาะ ‘เวลา’
 
ข้อ 3 เป็นกรณีการคาดเดา (โดยใช้ความคิดเห็น) เกี่ยวกับสาเหตุในการเกิดปัญหา ซึ่งเราควรค้นหาสาเหตุที่แท้จริง (ความจริงไม่ใช่ความคิดเห็น) เพื่อเข้าใจปัญหานั้นจริงๆ
 
ข้อ 4 เรารู้แล้วว่าสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาคืออะไร ต่อไปเราก็จะสามารถคิดหาทางเลือกในการแก้ปัญหาได้แล้ว
 
ข้อ 5 เป็นการตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหา โดยอาจจะต้องปรึกษาผู้มีอำนาจ หรือพิจารณาจากงบประมาณร่วมด้วยก็ได้
 
ข้อ 6 เป็นการตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ปัญหา เช่นเดียวกับข้อ 5 แต่เพิ่มการวิเคราะห์ทางเลือกแต่ละทางแบบลงลึกมากขึ้น
====
 
ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างที่บ่งชี้ว่า ปัญหาที่แตกต่างกันต้องการการตอบสนองที่แตกต่างกัน
 
ถ้าเรามัวแต่อยากรีบกระโจนเข้าไปแก้ปัญหาทันทีที่รู้ว่าเกิดปัญหา โดยยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนทั้งหมดนั้นคิดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรครับ
 
ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง
ไม่รู้ว่าควรเริ่มแก้ปัญหาไหน (ปัญหาไหนสำคัญแลพะเร่งด่วนที่สุด)
 
ไม่รู้ว่าควรใช้วิธีไหนในการแก้ปัญหา
 
ถึงตรงนี้คุณน่าจะพอมองเห็นว่าการที่ผมบอกให้ทุกคนชะลอความต้องการแก้ปัญหาก่อนจะลงมือแก้ปัญหาเป็นคำแนะนำที่ดีกว่า
อีกหนึ่งต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คุณแก้ปัญหาไม่ได้ คือ ต้นทุนจม เรียนรู้เรื่อง ต้นทุนจม อคติทางความคิดที่ทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาด คลิกที่นี่
====
 
ซึ่งถ้าคุณอยากเรียนรู้เรื่องของประเภทปัญหา และวิธีการจัดการกับปัญหาให้ชัดเจนมากขึ้น
 
ผมขอเชิญชวนทุกคนมาเรียนรู้ร่วมกันในหลักสูตร  Problem Solving & Decision Making  
ซึ่งผมจะมาบอกเทคนิควิธีการลำดับความสำคัญและระบุประเภทของปัญหาอย่างลงลึก
ดูรายละเอียด คลิกที่นี่
 
เพราะการเริ่มต้นแก้ปัญหาที่แท้จริง เริ่มจากการเข้าใจว่ามันเป็นปัญหาประเภทไหนก่อน
แล้วพบกันนะครับ
====
 
บทความ โดย
อ.ป้อบ มาติก ตั้งตรงจิตร
CFA, FRM
Team Persuasion and Organizational Negotiator
 
Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

5 พฤติกรรมที่คนสำเร็จจะไม่มีวันทำอย่างแน่นอน

ไม่ว่าคุณจะอยากประสบความสำเร็จในด้านใดก็ตาม จะเป็นการงาน อาชีพ งานอดิเรก การใช้ชีวิต ฯลฯ โลกมีกฎสากลอยู่แล้วในการจะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีบางสิ่งที่คุณต้องหลีกเลี่ยง

ต่อไปนี้เป็น 5 พฤติกรรม ที่ต้องหลีกเลี่ยง มาลองดูกันว่าคุณตกหลุมพรางเหล่านี้บ้างแล้วหรือยัง

1.การเลี่ยงความรับผิดชอบ

“ราคาของความยิ่งใหญ่ ก็คือความรับผิดชอบ”

Winston Churchill

อย่างแรกที่คนสำเร็จไม่ทำกันคือ “การโทษคนอื่น หรือหาคนรับผิด” แม้กระทั่งในความคิดก็เถอะ เมื่อบางอย่างผิดพลาดไป อะไรคือปฏิกิริยาแรกของคุณ?

สำหรับคนสำเร็จ เค้าเลือกที่รับความผิดนั้นไว้กับตน แทนที่จะโทษคนอื่นหรือโทษโชคชะตา นั่นจึงทำให้เขาได้ “เรียนรู้” จากความผิดพลาดนั้น แล้วก็ไม่ผิดซ้ำอีก

====

2.การผัดวันประกันพรุ่ง

“การผัดวันประกันพรุ่ง คือพฤติกรรมแย่ๆที่เลื่อนไปถึงวันมะรืน ในขณะที่ควรทำตั้งแต่เมื่อวานซืน”

Napoleon Hill

คนสำเร็จนั้นเน้น “ทำทันที” โดยไม่สนว่าเป็น “เวลาที่เหมาะสม” หรือไม่ พวกเขาทำงานหนักและไม่เคยยอมแพ้ โดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าต้องเอื้ออำนวย

ความลับของความสำเร็จนั้นมาจาก “การสะสมความสำเร็จเล็กๆ” ด้วยการทำซ้ำ เป็นระยะเวลานานๆ ไม่ใช่การท่าให้เกิดความสำเร็จยิ่งใหญ่ครั้งเดียว

====

3.การตามกระแส

“ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้สำเร็จจากการที่ทำตามแนวโน้มหรือกระแสนิยมของคนทั่วไป”

Jack Kerouac

ในแต่ละวัน คนเราผลิตข้อมูลมากมายมหาศาลจนล้นทะลัก จึงง่ายที่เราจะกระโดดเข้าไปสนใจสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ เหมือนเป็นโรคกลัวตกเทรนด์ 

การทำเช่นนี้ ทำให้เราไม่เหลือเวลาสำหรับการทำความเข้าใจตัวเองกับสิ่งที่ตนทำอยู่อย่างลึกซึ้ง คนสำเร็จใช้พลังงานไปกับการทำความเข้าใจกับเป้าหมายของตนเองโดยไม่สนใจเรื่องอื่น

ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการสำเร็จในด้านการขายและการตลาด คุณอาจเลือกที่จะศึกษาลงลึกไปในด้านจิตวิทยามนุษย์ ไม่ใช่การมองหาวิธีโปรโมทแคมเปญใหม่ๆ บนโซเชียลมีเดียแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

====

4.ศิลปินเดี่ยว

“ ชีวิตไม่ใช่การแสดงคนเดียว แต่เป็นการร่วมมือกันอย่างยิ่งใหญ่ และเราจำเป็นต้องรวบรวมคนรอบตัวที่ใส่ใจและสนับสนุนเรา”

Tim Gunn

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่คนสำเร็จทำคือการแวดล้อมไปด้วยคนสำเร็จรอบตัว เขาจะไม่อยู่เพียงลำพัง เขาจะมีเครือข่ายและกลุ่มมืออาชีพ เขาจะอยู่ท่ามกลางคนฉลาด ที่สามารถทำเรื่องแตกต่างได้

นี่คือความจริง ไม่ว่าคุณจะอยากสำเร็จในเรื่องยิ่งใหญ่เพียงใด หรือแม้กระทั่งอยากลดน้ำหนักให้สำเร็จ มีการศึกษาวิจัยว่า เราจะลดน้ำหนักได้มากกว่าถ้าทำด้วยกันเป็นกลุ่ม

==== 

5.ขาดศรัทธา

“เชื่อในตนเอง มีศรัทธากับความสามารถของตน หากไม่มีความถ่อมตนและมั่นใจอย่างมีเหตุผลในพลังของตัวเองแล้วล่ะก็ คุณจะไม่มีทางประสบความสำเร็จและมีความสุขได้เลย”

Norma Vincent Peale

เรื่องนี้ไม่ใช่การคิดบวกหรือจินตนาการเข้าข้างตัวเอง “การมั่นใจอย่างมีเหตุผล” จะทำให้คุณสำเร็จในสิ่งที่วางเป้าหมายไว้

หากคุณไม่คิดแม้แต่ว่าจะทำได้สำเร็จแล้วล่ะก็ คุณจะไม่ลองทำด้วยซ้ำ ฉะนั้นคุณต้องบ่มเพาะความเชื่อและศรัทธาในตนเองให้เกิดขึ้น แม้ว่าชีวิตกำลังถอยหลังและยากลำบากอยู่ก็ตาม

====

การหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้ง 5 ประเภทนี้ จะช่วยให้คุณบรรลุความสำเร็จในการงานและเป้าหมายส่วนตัวได้ แต่ถ้าอยากพบกับ”ความสำเร็จที่แท้จริง” แล้วล่ะก็ คุณต้องมีความสุขกับชีวิตเสียก่อน

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่คนสำเร็จจะไม่มีวันทำคือการหยุดเรียนรู้อ่าน 3 เคล็ดลับที่การเรียนรู้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้มากขึ้น คลิกที่นี่

แถมท้ายกับความผิดพลาดข้อ 6. “ความไม่สมดุล” คนเรามักจะล้มเหลวเพราะไม่มีความสมดุลระหว่าง การงาน ครอบครัว เพื่อน และสุขภาพของตน การที่เราสำเร็จด้านเดียว แต่แล้วก็ล้มเหลวด้านอื่น ก็ไม่อาจทำให้เรารู้สึกเต็มเต็มชีวิตได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริง คือ “ความสุขและความสมดุล” หากคุณสามารถสร้างสมดุลให้ทุกพื้นที่ของชีวิตได้ คุณก็จะมีความสุขและกำลังใจเต็มเปี่ยม เรื่องอื่นจะไปยากอะไร จริงไหมครับ

====

ผู้บริหาร ผู้จัดการ และเจ้าของธุรกิจที่ต้องการพัฒนาการทำงานและใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จสูงสุด เราขอแนะนำหลักสูตร The New Leadership Skill ดูรายละเอียดคลิกที่นี่

บทความโดย

อ. เรือรบ จิณณ์ณัฏฐ์ พรหมนุรักษ์

CEO และผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาภาวะผู้นำ 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

5 เคล็ดลับ อัพเกรดสมองให้ฉลาดเหมือนไอน์สไตน์

งานวิจัยบอกว่า คนทั่วไปใช้สมอง เพียงแค่ 3% จากที่ตัวเองมีอยู่ คุณคิดว่าจริงไหม?

นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเอง แถมยังสงสัยอีกว่า ทำไมบางคนถึงฉลาด มีไหวพริบมากกว่าคนอื่นจนทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ

‘สมอง’ อวัยวะพิเศษที่มีกลไกอัจฉริยะซึ่งคุณสามารถฝึกฝน ให้มันทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพได้ แค่คุณรู้วิธี แต่ถ้าคุณไม่รู้ ก็เปรียบเสมือนคุณซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ สเปคสูงมา แล้วไปลงซอฟแวร์รุ่นเก่าทำให้มันทำงานได้เพียง 3% เท่านั้น รู้เช่นนี้แล้วคุณรู้สึกอย่างไร?

====

‘Ron White’ เป็นแชมป์ความจำจากสหรัฐอเมริกา เขามีสมองดั่งซูเปอร์คอมพิวเตอร์จนได้รับการบันทึกลงกินเนสส์บุ๊กหลายสถิติ  เช่น การจำเลขจำนวน 28 หลัก ภายในเวลา 1.15 นาที การจำชื่อจำนวน 150 ชื่อ ภายในเวลา 20 นาที และการจดจำบทกลอนจำนวน 250 บรรทัดได้ภายในพริบตาเดียว

เขาฝึกฝนเทคนิคการเพิ่มความสามารถของสมองผ่านการจินตนาการแบบไอน์สไตน์ โดยมีเคล็ดลับในการเพิ่มความจำของสมองคนให้ทำหน้างานได้ดั่งสมองกล ด้วยการฝึกฝน 5 ขั้นตอนง่ายๆที่ใครๆ ก็ฝึกได้  ดังนี้ 

1. มุ่งประเด็นให้เด่นชัด (Focus)

ขั้นแรก คือ การโฟกัสสิ่งที่ต้องการจดจำให้ชัดเจนว่ามันคืออะไร?  มีความโดดเด่นหรือสำคัญตรงไหน ขั้นตอนนี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำให้พลังของการจดจำมีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนกับการที่เราบันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ เราต้องรู้ชัดเจนว่าเรากำลังต้องการบันทึกอะไรภาพ ตัวอักษร หรือ พรีเซนเทชั่น การมีเป้าหมายเจาะจงชัดเจนเป็นขั้นแรกในการเพิ่มความจำให้มีประสิทธิภาพ

====

2. จัดทำแฟ้มบันทึก (File)

หากคุณต้องการเรียกคืนไฟล์ต่างๆ จากคอมพิวเตอร์กลับมาใช้ คุณจะต้องบันทึกโฟลเดอร์หรือไฟล์งานนั้นไว้เพื่อจะเรียกใช้ในภายหลัง ความจำต่างๆ ของคุณก็มีกลไกการทำงานแบบเดียวกับคอมพิวเตอร์นี่แหล่ะ 

ฉะนั้นเพื่อให้คุณสามารถเรียกข้อมูลกลับมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว คุณจำเป็นต้องบริหารจัดการความทรงจำ ด้วยการจัดเก็บข้อมูลไว้เป็นไฟล์แห่งความทรงจำ (Memory files) อย่างมีระบบและมีระเบียบ เพื่อจะได้เรียกใช้ได้ง่ายขึ้น

====

3. ฝึกจำเป็นภาพ (Picture)

ขั้นตอนนี้ เป็นการสร้างภาพต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เนื่องจากสมองของเรามักจำภาพได้มากกว่าข้อมูลแบบอื่น เราจึงจำเป็นต้องจินตนาการถึงสิ่งที่ต้องการจำเป็นภาพที่คุ้นเคย หรือภาพที่สะดุดตา

เช่น อยากจำคำว่า การทำงานเป็นทีม (Teamwork) ก็ให้นึกเป็นภาพผู้คนกำลังร่วมมือกันทำงานอยู่ เป็นต้น 

พูดง่ายๆ ก็คือ อะไรก็ตามที่เราต้องการจำจะต้องแปลงให้อยู่ในรูปแบบของภาพเสมอเพื่อให้สมองมองเห็นและจดจำได้ หรือกล่าวได้ว่า เมื่อรู้ว่าสมองเราชอบจำเป็นภาพ  เราก็ถอดรหัสสิ่งต่างๆ ให้เป็นภาษาของสมอง เพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ ลงไปได้ง่ายและมากขึ้นนั่นเอง

====

4. ตรึงให้มั่น (Glue)

ขั้นตอนนี้เป็นการเชื่อมข้อมูลที่เราต้องการจำ ให้ได้รับการบันทึกอยู่ในสมองได้นาน  Ron พบเคล็ดลับว่า การที่เราจะจำบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นต้องมีความโดดเด่นเพียงพอที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ มันต้องกระทบกับความรู้สึก (Feeling) ของเราอย่างรุนแรง

หากคุณลองสังเกตช่วงชีวิตที่ผ่านมา คุณจะเห็นว่าความจำจะติดตรึงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อภาพนั้นมีความ เคลื่อนไหว มีความรู้สึก หรือมีสิ่งพิเศษบางอย่างมาเชื่อมโยงกับเรา

และนี่เป็นคำตอบว่าทำไมคุณจึงสามารถนึกถึงรายละเอียดของเรื่องเศร้าที่ทำให้คุณเสียใจมากๆ หรือเรื่องที่ประทับใจสุดๆ เมื่อ 20 ปีก่อนได้อย่างแม่นยำ

เทคนิคของรอนคือ ภาษาภาพที่คุณสร้างขึ้นมาเพื่อจะจดจำ นั้นจะต้องเป็นภาพที่ติดตรึงในความทรงจำได้ดี มีความเคลื่อนไหว มีความรู้สึกร่วมอยู่ในนั้นด้วย

และหากเป็นภาพที่มีความพิเศษมากก็จะยิ่งช่วยให้จำได้ดีขึ้น ทำได้ง่ายๆ ด้วยการติดตรึงความจำเอาไว้ ด้วยการจินตนาการถึงความรู้สึกและการเคลื่อนไหวต่างๆ ลงไปในเนื้อหาของสิ่งที่จะจำนั่นเอง

====

5. หมั่นทบทวน (Review)

การทบทวนสิ่งที่บันทึกไว้ในความทรงจำ เป็นอีกขั้นตอนที่ทำให้เราสามารถจำสิ่งต่างๆ ได้ในระยะยาว เปรียบเทียบกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีการรีเฟรช (Refresh) หรือ อัพเกรด (Upgrade) โปรแกรมอยู่เสมอ

Ron ได้แนะนำเทคนิคง่ายๆ สำหรับขั้นตอนนี้ไว้ว่า ถ้าคุณต้องการจดจำชื่อผู้คนที่ได้พบมา เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่  ให้ถามตัวเองว่า เมื่อวานนี้เราได้พบใครบ้าง เพื่อจะทบทวนรายชื่อของคนที่เราได้พบ แล้วดูว่ามีกี่คนที่คุณสามารถจำได้ ตรงนี้ถือเป็นแบบฝึกหัดที่ช่วยเพิ่มเติมข้อมูลลงไปในระบบบันทึกข้อมูลส่วนตัว คล้ายการ Upload ข้อมูลใหม่ใส่สมองนั่นเอง 

นักวิจัยได้นำสมองของไอน์สไตน์ มาวิเคราะห์ พบว่าไม่ได้มีขนาดใหญ่ไปกว่าคนทั่วไป เลย

ดังนั้นเราทุกคนมีสมองที่สุดอัจฉริยะอยู่แล้ว เพียงแต่ยังใช้ไม่เป็นเท่านั้น หากเราสามารถใช้ศักยภาพสมองได้เต็มที่แบบนี้ เราจะบรรลุถึงเป้าหมายและความสำเร็จในชีวิต ทั้งในด้านการงาน และชีวิตส่วนตัว ได้อย่างแน่นอน

ฝึกสมองแล้ว อย่าลืมฝึกฝนจิตใจควบคู่กันไปด้วย อ่าน ผู้นำยุคใหม่ฝึกจิตใจเพื่อสร้างทีม คลิกที่นี่

====

ผู้บริหาร ผู้จัดการ และเจ้าของธุรกิจที่ต้องพัฒนาการทำงานของสมอง ต่อยอดสู่การพัฒนา Mindset และทักษะในการทำงานเป็นผู้นำในโลกยุคใหม่ เราขอแนะนำหลักสูตร The New Leadership Skill ดูรายละเอียดคลิกที่นี่

บทความโดย

อ. เรือรบ จิณณ์ณัฏฐ์ พรหมนุรักษ์

CEO และผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาภาวะผู้นำ 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

5 เคล็ดลับ เปลี่ยนคนเบื่องาน ทะยานสู่ TOP 5 ในออฟฟิศ

ยอมรับมาซะดีๆ ว่าคุณเคยแอบอิจฉาคนในที่ทำงานที่ได้ดิบได้ดี เป็นลูกรักของ Boss แถมโบนัสและเงินเดือนก็ยังเกินหน้าเกินตาเพื่อนร่วมงานไปหลายเท่า

หลายต่อหลายครั้งที่ต้องยอมรับในความสามารถของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพนักงานระดับ Top 5 ในออฟฟิศ

ความสามารถที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ไม่ได้มาจากการประจบสอพลอ

และหลายต่อหลายคนคิดว่าความสามารถของคนระดับ Top 5 เกิดขึ้นเพราะเขามี ‘พรสวรรค์’ 

====

ความเชื่อเหล่านั้นทำให้หลายคนหยุดพัฒนาการทำงานของตัวเอง ซึ่งตามมาด้วยความรู้สึกหมดหวังต่อความก้าวหน้าในงานที่ทำอยู่ จนอาจกลายเป็นอาการเบื่องานในไม่ช้า

ทั้งที่ ในความเป็นจริงแล้วพนักงานระดับ Top 5 ก็ไม่ได้มีสิ่งใดเหนือกว่าพนักงานระดับธรรมดาๆ เลย ต่างกันเพียงแค่เรื่องเดียวเท่านั้น

นั่นคือ  ‘ความสามารถในการเรียนรู้ที่รวดเร็ว’

====

โชคดีที่ความสามารถนี้เป็นสิ่งที่สามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง และ ต่อไปนี้ คือ 5 เคล็ดลับ ที่จะทำให้คุณมีศักยภาพในการเรียนรู้รวดเร็ว

1.สร้างสภาพแวดล้อมที่สงบ

ขั้นตอนแรกของการเรียนรู้  มิใช่แค่การฟังหรือการอ่าน แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้

สภาพแวดล้อมที่เงียบ สงบ และปราศจากสิ่งรบกวนที่จะมาดึงความสนใจของคุณจากสิ่งที่กำลังเรียนรู้ จะช่วยให้จิตใจเกิดสมาธิ 

TIP : ควรให้ความสำคัญกับการจัดโต๊ะทำงานและบริเวณโดยรอบให้อยู่ในบรรยากาศที่เงียบ สงบ ปราศจากสิ่งรบกวน ควรปิดเสียงเครื่องมือสื่อสาร และไม่ควรตั้งไว้บนโต๊ะทำงาน ควรเก็บไว้ในลิ้นชักเพราะจะได้ไม่รบกวนสายตาซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างสมาธิในการทำงานมากกว่า

====

2.ใช้จินตนาการช่วยในการเรียนรู้

ทฤษฎีทางจิตวิทยา สรุปได้ว่า มนุษย์เรียนรู้และจดจำเป็นภาพ มิใช่คลื่นเสียงหรือตัวอักษร  ดังนั้น ก่อนจะเรียนรู้งานเรื่องใดให้คุณลองจินตนาการว่า

เมื่อคุณได้รับความรู้นั้นแล้ว จะนำไปทำอะไรบ้าง ในขณะฟังหรืออ่านให้ค่อย ๆ ลำดับความคิดเป็นภาพ

วิธีการนี้เป็นการเปิดจิตใต้สำนึกให้ค่อย ๆ ดูดซับความรู้ใหม่เข้าไปไว้ในความทรงจำ นอกจากนี้การทบทวนความรู้ใหม่ในตอนกลางคืน โดยเฉพาะ 30 นาที ก่อนนอน ยังช่วยให้จิตใต้สำนึกจดจำภาพต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน และสามารถประมวลผล

เพื่อดึงกลับมาใช้ได้อย่างแม่นยำในวันหน้า

TIP : ทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายงานที่ไม่เคยทำ ก่อนที่จะบ่นว่ายากให้เปลี่ยนเป็นการฝึกตั้งคำถามกับตัวเองว่า

งานนี้องค์กรจะนำไปใช้ประโยชน์ด้านใดได้บ้าง ?

เราจะได้เรียนรู้สิ่งใดจากงานนี้ ?

เราจะทำงานนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร ?

====

3.  จดบันทึกสั้น ๆ

รูปแบบการเรียนรู้หลัก ๆ ที่มนุษย์มีติดตัวมาตั้งแต่เป็นทารก คือ เรียนรู้จากการฟัง (AUDITORY) และเรียนรู้จากการมองเห็น (VISUAL) ซึ่งการเรียนรู้จากการมองเห็นจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการฟัง

เนื่องจากเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างตากับสมองมีจำนวนมากกว่าเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างหูกับสมองถึง 22 เท่า แต่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด กลับเป็นการเรียนรู้จากการใช้มือเขียนบันทึกข้อมูลหรือการโน้ตย่อ

เพราะช่วยให้เส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างสมองกับตา และสมองกับหูสามารถทำงานไปพร้อม ๆ กัน

กล่าวคือในระหว่างคุณจดบันทึกข้อความ สมองของคุณจะเห็นภาพและได้ยินเสียงเกี่ยวกับข้อมูลที่กำลังจดบันทึกในเวลาเดียวกัน

วิธีการจดบันทึกจึงเป็นเสมือนทางลัดที่ใช้ในการส่งข้อมูลความรู้เข้าไปจัดเก็บไว้ในคลังสมอง

Tip : ฝึกจดบันทึกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากงานชิ้นใหม่ๆ ที่เพิ่งเคยทำ หรือ งานชิ้นเดิมๆ ที่เคยทำผิดพลาด รายละเอียดของงานในแต่ละขั้นแต่ละตอน หมั่นนำมาอ่านทบทวนสัปดาห์ละครั้ง เพื่อสะสมความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ตรงไว้ในคลังสมอง

====

4.  แบ่งปันความรู้ใหม่ให้กับผู้อื่น

สิ่งที่น่าตกใจ คือ ความรู้ใหม่ที่เพิ่งได้เรียนรู้ กว่า 90 % ไม่ว่าจะมาจากการฟัง การอ่าน หรือการเขียนก็ตาม จะคงอยู่ในสมองได้ไม่นานนัก

หากคุณไม่รีบนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน สมองจะสั่งการว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคุณ และจะค่อยๆ โละความรู้นั้นทิ้งในเวลาต่อมาเพื่อไม่ให้เป็นภาระสมอง 

ดังนั้น วิธีการที่ง่ายที่สุดในการเก็บความรู้ใหม่ให้คงอยู่ในคลังสมองตลอดไป คือ การพูดคุยเพื่อแบ่งปัน แลกเปลี่ยนสิ่งที่เพิ่งได้เรียนรู้ให้แก่คนในชีวิตประจำวันของคุณ เช่น เพื่อน คนรัก พี่น้อง

ซึ่งถือเป็นการย้ำเตือนกับสมองว่าเรื่องที่แบ่งปันเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันห้ามลบทิ้งโดยเด็ดขาด

Tip : หาเวลาว่างสักวันละ 5 นาที พูดคุยเรื่องราวดีๆ ที่ได้เรียนรู้มาจากการทำงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน แทนการสุมหัว ตั้งวง บ่น นินทา เม้ามอย ฯลฯ

====

5.  ดื่มน้ำและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

เป็นวิธีที่สำคัญที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากสมองส่วนหน้าของมนุษย์มีไว้เพื่อทำหน้าที่ในการเรียนรู้และจดจำ ดังนั้น สมองส่วนหน้าจึงมีความต้องการใช้ออกซิเจนในเลือดในปริมาณที่เพียงพอเพื่อเพิ่มเซลสมองให้ส่วนนี้

การดื่มน้ำและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีการที่ใช้ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้อย่างทั่วถึง จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างสมองอัจฉริยะ

Tip : บนโต๊ะทำงานของคุณควรมีกระติกน้ำ หรือ ขวดน้ำที่มีความจุประมาณ 1 ลิตร ตั้งไว้ เพื่อเป็นการเตือนความจำให้คุณค่อยๆ หยิบมาจิบไปเรื่อยๆ ระหว่างนั่งทำงาน 8 – 10 ชั่วโมง และหลังเลิกงานควรแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 15 – 30 นาที

====

อีกหนึ่งวิธีต่อยอดทักษะความสามารถในการเรียนรู้อย่างรวดเร็วเพื่อการประสบความสำเร็จในงาน อ่าน  3 เคล็ดลับที่การเรียนรู้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้มากขึ้น คลิกที่นี่

เคล็ดลับง่ายๆ ทั้ง 5 ข้อ คงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพรสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด

อันที่จริงแล้ว “พรสวรรค์เป็นสิ่งที่เราต้องลงทุน”  การลงทุนที่ดีที่สุด ก็คือการลงทุนกับการเรียนรู้

อย่าลืมใส่ใจดูแลสมองและร่างกายให้พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ เพื่อสร้างความสำเร็จในการทำงานให้ทะลุอันดับ Top 5 Top 3 ไปจนถึง Number 1 กันนะครับ

====

วิธีการสำคัญที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้รวดเร็วก็คือการพัฒนา Growth Mindset ในการทำงาน ขอแนะนำหลักสูตร Growth Mindset for Effective Work ดูรายละเอียดที่นี่

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

 

บริหารเวลาให้ดีขึ้นด้วยการจัดการเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน

บริหารเวลาให้ดีขึ้นด้วยการจัดการเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน

คุณคงจะเคยเห็นบรรดาคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตที่สามารถทำงานสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

พวกเขาทำธุรกิจหลัก ธุรกิจรอง ธุรกิจเสริม จนมีรายได้เข้ามาหลายช่องทาง คนเหล่านี้ยังมีเวลาไปออกกำลังกาย ดูแลครอบครัว อ่านหนังสือ และทำงานช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

ดู ๆ ไปแล้วเหมือนคนเหล่านี้จะมีเวลาในหนึ่งวันที่มากกว่าเรา  ก็ขนาดเราทำอะไรน้อยกว่าพวกเขาหลายเท่า แต่ทำไมยังทำไม่ทันเลย พวกเขามีเคล็ดลับอะไรที่เราไม่เคยรู้เช่นนั้นหรือ

====

ทบทวนกิจกรรมในชีวิตทั้ง 4 ประเภท

คุณน่าจะรู้จัก Eisenhower matrix หรือ ตารางสำคัญ – เร่งด่วน ที่ใช้ในการบริหารเวลากันมาบ้างแล้ว เพราะทุกโรงเรียนที่สอนการบริหารจะต้องพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งผมเองก็ใช้ตารางนี้ในการบริหารเวลามานานหลายปีเพราะเป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารเวลาที่ทรงพลังที่สุด

ขอทบทวนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตารางนี้เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันก่อน ตารางนี้เกิดจากแกนหลักสองแกนคือ แกนตั้งซึ่งเป็นแกนของกิจกรรมที่สำคัญ – ไม่สำคัญ และแกนนอนซึ่งเป็นแกนของกิจกรรมที่เร่งด่วน – ไม่เร่งด่วน

เมื่อนำแกนทั้งสองมาตั้งฉากแล้วลากเส้นแบ่งให้เป็นสี่ช่อง ก็จะได้ช่องในการนำกิจกรรมทั้งหมดในชีวิตมาจัดกลุ่มทั้งหมด 4 ประเภท ดังนี้

  1. กิจกรรมสำคัญและเร่งด่วน คือ งานที่ต้องส่งภายในวันนี้ ชั่วโมงนี้ ตอนนี้ งานแทรก หรือ งานดับไฟทั้งหลาย

  2. กิจกรรมสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน คือ งานที่มีความสำคัญในชีวิตแต่ไม่มีกำหนดการส่งมอบที่แน่นอน เช่น การวางแผน การพัฒนาทักษะในการทำงาน การออกกำลังกาย การพัฒนาความสัมพันธ์ การบริหารเงิน เป็นต้น

  3. กิจกรรมไม่สำคัญแต่เร่งด่วน คือ งานที่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นคุณค่าหลักของเรา (คนอื่นทำแทนได้) และ งานที่แทรกเข้ามาแต่ไม่ได้สำคัญอะไร เช่น การตอบแชทคนที่ทักพูดคุยเรื่องทั่วไป เป็นต้น

  4. กิจกรรมไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน คือ สิ่งที่ไร้สาระสำหรับชีวิตของเรา ไม่ทำก็ไม่ตาย เช่น เล่นมือถือนานๆ เป็นต้น

====

แล้วเราควรทำอย่างไรกับงานหรือกิจกรรมในแต่ละช่อง

ความเข้าใจต่องานหรือกิจกรรมในแต่ละช่องว่าสำคัญแล้ว แต่การจัดการกับกิจกรรมแต่ละช่องก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อคุณสามารถวิเคราะห์และนำกิจกรรมต่าง ๆ จัดลงช่องใดช่องหนึ่งใน 4 ช่องด้านบนได้แล้ว คุณก็ต้องเรียนรู้วิธีในการจัดการกับกิจกรรมทั้ง 4 ด้วย

  1. เรื่องสำคัญและเร่งด่วน เราต้องลงมือทำทันที ต้องสะสางให้จบทุกวัน และอย่าปล่อยให้มันเพิ่มขึ้นมา

  2. เรื่องสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตกับกิจกรรมในกลุ่มนี้ โดยการวางแผน ลงตารางว่าจะทำสิ่งนั้นเมื่อใด เวลาไหน

  3. เรื่องไม่สำคัญแต่เร่งด่วน เราต้องจ่ายงานให้คนอื่นทำแทน หรือ สร้างระบบให้ทำโดยอัตโนมัติ และ / หรือ ย้ายไปไว้ในช่อง 2 โดยการกำหนดช่วงเวลาในการลงมือทำ

  4. ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน เราต้องลดปริมาณลงและ / หรือกำจัดทิ้งโดยการกำหนดช่วงเวลาในการทำ (ย้ายไปไว้ในช่อง 2 )

====

เทคนิคบริหารเวลาขั้นสุดยอด

ถ้าถามว่าในบรรดากิจกรรมทั้ง 4 ช่อง กิจกรรมช่องไหนที่มีคุณค่า มีความสำคัญมากที่สุด ตอบได้ทันทีเลยว่า กิจกรรมในช่องที่ 2 เพราะถ้าเราไม่ลงมือทำ มันจะเคลื่อนย้ายมาเป็นกิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วน(ช่อง 1) ในอนาคตอย่างแน่นอน

ตัวอย่างเช่น

ถ้าคุณไม่ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพ (ช่อง 2) คุณก็อาจเจ็บป่วยจนทำงานไม่ไหว (ช่อง 1)

ถ้าคุณไม่เรียนรู้และพัฒนาทักษะที่สำคัญ (ช่อง 2) คุณก็อาจจะไม่มีทักษะในการทำงานจนต้องถูกสั่งให้ไปเรียนเพิ่มเติมให้เร็วที่สุด (ช่อง 1) หรือ อาจต้องหางานใหม่ (ช่อง 1 )

ถ้าคุณไม่ให้เวลาคุณภาพกับครอบครัว (ช่อง 2) คุณก็อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดี ลูกไม่เชื่อฟัง ไปคบเพื่อนไม่ดีจนทำผิดกฏหมายทำให้คุณต้องไปประกันตัวเขาที่สถานีตำรวจ(ช่อง 1)

====

แล้วกิจกรรมในช่องไหนที่อันตรายที่สุด

ตอบจากประสบการณ์ในการนำมาใช้จริงมากกว่าสิบปี และทำงานเป็นโค้ชด้าน Productivity มายาวนาน ก็ต้องบอกว่า….กิจกรรมที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (ช่อง 3)

เรียนรู้วิธีจัดการเรื่องไม่สำคัญแต่เร่งด่วน

คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองเห็นกิจกรรมที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน(ช่อง 4)  เพราะมันคือเรื่อง ‘ไร้สาระ’ ในชีวิตของคุณ(แต่คุณอาจจะใช้เวลาอยู่กับมันทั้งวันเลยก็ได้) นั่นเอง

สิ่งที่ยากกว่าคือการรู้ว่ากิจกรรมไหนคือเรื่องที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน

ในที่นี้ผมจะแบ่งกิจกรรมในช่องนี้ออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. กิจกรรมที่ไม่ใช่คุณค่าหลักของคุณ หมายความว่ามีคนที่ทำได้ดีกว่าคุณอยู่
  2. กิจกรรมที่ดูเหมือนด่วนและแทรกเข้ามาทันที แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องที่รอได้ เช่น มีข้อความแชทเด้งขึ้นมา

====

เมื่อคุณเข้าใจและเริ่มมองเห็นกิจกรรมช่อง 3 นี้แล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องใช้กลวิธีในการจัดการมันให้หมดไปเสียที ซึ่งวิธีจัดการมีดังนี้

  1. Delegate คือ การจ่ายงานนั้นให้คนอื่นทำแทน เช่น ลูกน้อง หรือ การจ้าง Outsource เช่น การทำบัญชี การทำความสะอาดห้อง การล้างรถ การทำอาหาร เป็นต้น
  2. Swap คือ การแลกงานกันทำ วิธีนี้อยู่ในสมมติฐานที่ว่าแต่ละคนมีความถนัดชำนาญที่แตกต่างกัน และเราจะทำสิ่งที่เราถนัดได้ดีโดยใช้เวลาที่น้อยกว่าคนที่ไม่ถนัดเสมอ ถ้าคุณมีงานที่ถนัดและเชี่ยวชาญ ลองเสนอที่จะแลกกันทำกับคนในทีมดู
  3. Re – Process คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน จากเดิมที่ต้องมีขั้นตอน 1-2-3-4 เราอาจจะลดบางขั้นตอนให้เหลือ 1-3-4 หรือ 1-2—4 เพื่อลดการใช้เวลากับกิจกรรมนั้นลง

ทั้งหมดนี้คือวิธีการสำคัญในการทวงคืนเวลาที่มีคุณค่าของคุณกลับคืนมา

====

คำถามสุดท้ายก็คือ…แล้วเราจะเอาเวลาที่ได้คืนมาจากการลดกิจกรรมในช่องที่ 3 ไปทำอะไรล่ะ

ถ้าคุณเอาไปใช้ในการทำกิจกรรมในช่องที่ 4 เช่น นั่ง ๆ นอน ๆ เล่นมือถือไปเรื่อยเปื่อย หรือ นอนดูซีรี่ย์แบบมาราธอน ก็ถือว่าคุณได้ทำลายเวลาที่เพิ่งได้คืนมาไปอย่างป่นปี้

วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับเวลาที่ได้คืนมาก็คือ นำมันไปลงทุนกับการทำกิจกรรมในช่องที่ 2 ไม่ว่าจะเป็น ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ รับฟังคนในครอบครัว ใช้เวลาคุณภาพกับคนที่รัก อ่านหนังสือ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ฯลฯ

อีกหนึ่งเทคนิคในการบริหารเวลาที่ดีมากๆ คือ เทคนิค Time Boxing เพื่อทำให้งานเสร็จอย่างยอดเยี่ยม คลิก ที่นี่

และทั้งหมดนี้คือ แก่นแท้ของการบริหารเวลาอย่างแท้จริงครับ

====

สนใจเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการบริหารเวลาอย่างเป็นรูปธรรมและนำไปใช้ได้ทันทีที่เรียนจบ แนะนำหลักสูตร Effective Time Management คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความโดย

อ.เวย์  เวสารัช โทณผลิน

Productivity Coach and Team Collaboration Facilitator

วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างประสิทธิผลและการบริหารทีมของผู้นำ

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

Mindset 3 ข้อเพื่อการสร้างนวัตกรรมในองค์กร

Mindset 3 ข้อเพื่อการสร้างนวัตกรรมในองค์กร

คุณเคยเฉลิมฉลองให้กับความล้มเหลวไหม  ถ้าไม่เคย คุณและทีมของคุณอาจจะอยู่ห่างไกลจากการสร้างนวัตกรรมใหม่ เพราะหัวใจของการสร้างนวัตกรรมใหม่ก็คือ…การไม่กลัวความล้มเหลว

       เพราะการไม่กลัวความล้มเหลวจะนำไปสู่การเปิดพื้นที่ในการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือ การสร้างนวัตกรรม (Innovation) เพราะการสร้างนวัตกรรมคือทางออกของการทำงานในโลกที่ทุกอย่างผันผวน เปลี่ยนแปลง และไม่แน่นอนเช่นนี้

====

       คนส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาดที่ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป การแผ่ขยายพลังอำนาจของ Internet of Things(IoT) ที่ทุกอย่างในชีวิตสามารถเชื่อมโยงกันและส่งข้อมูลหากันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต

       ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากสร้างนวัตกรรม และอยากพัฒนานวัตกร (Innovator) ขึ้นในทีมหรือในองค์กรเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ แต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จสักที อาจจะเป็นเพราะว่าคุณยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือยังไม่นำทัศนคติทั้ง 3 ข้อในการสร้างนวัตกรรมไปปรับใช้อย่างต่อเนื่อง

====

ทัศนคติ 3 ข้อเพื่อการสร้างนวัตกรรมในองค์กร มีดังนี้

1.ทัศนคติแห่งการเติบโต (Growth Mindset)

“จงโฟกัสที่การเรียนรู้ (Learning) ไม่ใช่องค์ความรู้ (Knowledge)”

       คนทำงานยุคเก่าจะมุ่งเน้นว่า “ฉันรู้อะไรมาบ้าง” ซึ่งการมีแนวคิดเช่นนี้มักจะไม่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ การจะเกิดนวัตกรรมได้องค์กรจำเป็นจะต้องมี Growth Mindset หรือ ทัศนคติของการเรียนรู้และเติบโตซึ่งจะต่อยอดไปสู่การมีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และเติบโตในที่สุด

       วิธีการสำคัญที่จะช่วยปลูกฝัง Growth Mindset ก็คือการใช้คำถาม “สิ่งที่เพิ่งทำไป / เรื่องที่เพิ่งผ่านไป ฉันได้เรียนรู้อะไรบ้าง” และ “ฉันจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นไปปรับใช้อย่างไรบ้าง”

       นอกจากนี้ให้คนในทีม Feedback กันเองเพื่อให้เกิดการขยายมุมมองที่กว้างขึ้น โดยเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนพูด Feedback กันเองภายใต้สองหัวข้อนี้ คือ คนนี้ทำอะไรได้ดีบ้าง และ คนนี้สามารถพัฒนาและปรับปรุงเรื่องอะไรเพื่อให้ดียิ่งขึ้นได้บ้าง

====

 

2.ทัศนคติที่เริ่มจากการเข้าใจคนอื่นก่อน (Outward Mindset)

“จงเริ่มต้นที่ความต้องการของผู้อื่นก่อนความต้องการของตัวเอง”

       หัวใจของนวัตกรรมอยู่ที่การคำนึงถึงผู้อื่น ซึ่งก็คือคนที่นวัตกรต้องการจะแก้ปัญหาให้นั่นเอง หากคนสร้างนวัตกรรมยังโฟกัสอยู่ที่ตัวเอง(ฉันรู้อะไร ฉันสามารถทำอะไรได้ ฉันอยากทำอะไร) นวัตกรรมจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย

       แนวทางปลูกฝัง Outward Mindset อยู่ที่การเข้าไปพูดคุยกับคนอื่น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เราจะสร้างนวัตกรรมนั้นขึ้นมาช่วยเหลือเขา หรือ เพื่อตอบสนองความต้องการของเขา

       เพราะนวัตกรรมของเราจะไม่มีทางเป็นนวัตกรรมที่ดีได้เลยหากมันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ลองถามหรือค้นหาให้เจอว่าเขาต้องการอะไรบ้าง และกลับมาถามตัวเองว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น

 ====

 

3.ทัศนคติของการล้มแล้วลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง (Resilience Mindset)

“จงลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ล้มลงไป”

       ถ้าคนในทีมของคุณยังไม่สามารถเฉลิมฉลองให้กับความล้มเหลวของการทดลองทำบางสิ่งได้ ทีมของคุณก็ยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า นวัตกรรมที่ดี เพราะทีมที่กลัวความล้มเหลวจะไม่กล้าคิดและลงมือทำอะไรใหม่ ๆ ทำอะไรที่นอกกรอบภายในเวลาที่รวดเร็วเพียงพอ

       การยินดีที่ยังไม่สำเร็จต้องมาคู่กับการลุกขึ้นใหม่อีกครั้งเสมอ นี่คือ Resilience Mindset หรือ ทัศนคติที่บอกว่าไม่ว่าเราจะพบเจอปัญหา อุปสรรค ความผิดพลาดล้มเหลวกี่ครั้งแต่เราก็จะลุกขึ้นสู้ใหม่เสมอ

       หลังจากเฉลิมฉลองให้กับความล้มเหลว(สิ่งที่ทำยังไม่ได้ผลลัพธ์ตามเป้าแต่เราฉลองให้กับการกล้าคิดกล้าลงมือทำสิ่งใหม่) แล้ว ให้คนในทีมพูดคุยกันว่าสิ่งที่เพิ่งผ่านไปนั้นมีจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดตรงไหน แล้วถ้าจะทำครั้งต่อไป(ลุกขึ้นสู้ใหม่) พวกเราจะปรับ เปลี่ยน หรือทำอะไรให้แตกต่างไปจากเดิมเพื่อให้เข้าใกล้ผลลัพธ์ในแบบที่เราต้องการบ้าง 

ยังมีวิธีปลูกฝังและฝึก Resilience Mindset ที่ทำได้อย่างเป็นรูปธรรม อ่าน สองวิธีฝึกทักษะล้มแล้วลุกที่ทำได้จริง คลิกที่นี่

====

       จะเห็นว่านวัตกรรมที่ดีต้องมีรากฐานมาจากทัศนคติ หรือ Mindset ที่ถูกต้องเสียก่อน และ Mindset ที่จะทำให้เกิดนวัตกรรมได้ก็ต้องเป็น Mindset ของนวัตกร (Innovator) ซึ่งประกอบไปด้วย มุ่งเน้นที่การเรียนรู้และเติบโต(Growth Mindset) มุ่งเน้นที่การทำความเข้าใจผู้อื่นก่อน (Outward Mindset) และมุ่งเน้นที่การลุกขึ้นสู้ใหม่ไม่ว่าจะล้มลงไปกี่ครั้งก็ตาม (Resilience Mindset)

       ถ้ามีแนวคิดหรือทัศนคติที่ถูกต้อง การลงมือทำก็มักจะถูกต้องตามมา และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างนวัตกรรมในองค์กรที่หลายทีม หลายองค์กรทำผิดพลาดเพราะไปมุ่งเน้นที่การใช้เงิน ดึงดูดตัวบุคคล หรืออะไรที่เป็นเรื่องภายนอกแต่ไม่สนใจสิ่งที่อยู่ภายใน(หัว) ของคนที่ต้องสร้างนวัตกรรมเลย

====

หากต้องการสร้าง Growth Mindset ให้เกิดขึ้นกับคนในทีมและในองค์กรของคุณ ขอแนะนำหลักสูตร Growth Mindset for Effective Work ดูรายละเอียดคลิกที่นี่

เขียนโดย อ.เวย์  เวสารัช โทณผลิน 

Productivity Coach & Team Collaboration Facilitator 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างประสิทธิผลของผู้นำและการบริหารทีม 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

วิธีเพิ่มพลังให้ตัวเองทำงานที่รู้สึกไม่อยากทำ

วิธีเพิ่มพลังให้ตัวเองทำงานที่รู้สึกไม่อยากทำ

คุณเคยมีประสบการณ์ต้องกล้ำกลืนฝนทน ทำงานให้เสร็จแบบขอไปทีไหม ที่คุณเป็นแบบนั้นเพราะรู้สึกว่างานน่าเบื่อ ทำไปก็ไร้ประโยชน์ เสียเวลา และยิ่งทำก็ยิ่งรำคาญใช่หรือเปล่า

ท่ามกลางกิจวัตรประจำวันที่เราต้องทำมากมาย ถ้าเลือกได้ เราย่อมเลือกทำสิ่งที่ชอบ แต่ในโลกของการทำงาน บ่อยครั้งเราจำเป็นต้องทำงานที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
====

ในเมื่อเราหลีกหนีไม่ได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถปรับมุมมอง หาวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้รู้สึกอยากทำสิ่งที่เราไม่อยากทำขึ้นมา

อย่าลืมว่า ถึงเราจะไม่มีแรงฮึดในการทำอะไรสักอย่าง แต่เราก็สามารถหาเหตุผลมาใช้เป็นแรงบันดาลใจได้ ด้วยการมองถึงผลลัพธ์

เพราะแรงบันดาลใจไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องสนุกหรือเบิกบานใจเพียงอย่างเดียว แรงบันดาลใจสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล

ไม่ว่าจะเพราะทำแล้วเกิดผลประโยชน์ต่อคนที่คุณห่วงใย ทำแล้วก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น ทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และทำแล้วได้เคลียร์หัวสมองจนโล่ง เป็นต้น
====

หากคุณต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำอีก ลองเปลี่ยนมุมมอง เลือกเหตุผลเหล่านี้มาปรับใช้ดู…

ฉันไม่อยากทำ…เลย แต่ถ้าทำแล้วจะมีรายรับมากขึ้น ทำแล้วไม่รู้สึกว่าตัดสินใจผิด

ฉันไม่อยากทำ…เลย แต่ถ้าทำจนเสร็จล่ะก็ หัวหน้าจะพอใจมาก และความตึงเครียดระหว่างเราจะลดน้อยลง

ฉันไม่อยากทำ…เลย แต่ถ้าทำแล้ว ฉันจะหายเครียดไปอีกหลายอาทิตย์เลย และมีเวลามาเตรียมความพร้อมในการทำสิ่งที่ชอบต่อไป
====

นอกจากสร้างแรงบันดาลใจแล้ว เรายังต้องบริหารจัดการเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงด้วย โดยมีสิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอ นั่นคือ

วางแผนทำงานแต่ละอย่างให้เป็นกิจวัตร

กำหนดไว้เลยว่าจะทำอะไรในแต่ละช่วงของวัน แล้วทำให้เป็นนิสัย เช่น ตอนเช้าเคลียร์อีเมลให้เสร็จ ก่อนกลับจะเตรียมแฟ้มงานพรุ่งนี้
====

กำหนดเวลาที่แน่นอน

ว่าจะทำงานนี้ให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าไหร่ และจะไม่หยุดจนกว่าจะเสร็จ เช่น ตอบอีเมลชุดนี้ให้จบในเวลา 2 ชั่วโมง เป็นต้น
====

ตั้งเป้าหมายที่ไม่สูงเกินไป

ค่อยๆ ทำไปทีละนิด เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าหนักหนาเกินไป และจะรู้สึกดีเมื่อเห็นงานมีความคืบหน้าในแต่ละวัน

อีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความสุขในการทำงานให้คุณได้คือ FLOW Model อ่าน ทำงานที่ยากและเยอะอย่างเพลิดเพลินด้วย FLOW Model คลิกที่นี่

วิธีการเหล่านี้อาจไม่สมบูรณ์แบบหรือทำให้คุณทำงานได้เร็วที่สุด แต่มันจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยถ้าคุณได้นำไปปรับใช้จริง กว่าจะรู้ตัวคุณก็น่าจะทำงานที่ไม่อยากทำเสร็จเรียบร้อย แล้วจะมีเวลาอีกมากมายไปทำในสิ่งอื่นที่อยากทำ ที่ทำแล้วเกิดความสุข สนุกเพลิดเพลินนั่นเอง

หากต้องการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ขอแนะนำหลักสูตร High Performance Leader ที่จะทำให้คุณเป็นผู้นำที่มีประสิทธิผลสูง คลิกที่นี่ 
====

เรียบเรียงจาก “How to Motivate Yourself to Do Things You Don’t Want to Do” โดย Elizabeth Grace Saunders จาก Harvard Business Review 21 ธันวาคม 2018

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

‘ต้นทุนจม’ อคติความคิดที่ทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาด

‘ต้นทุนจม’ อคติความคิดที่ทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาด

คุณไปทำอย่างอื่นก่อนก็ได้นะครับ แล้วปล่อยบทความนี้ผ่านไป แต่ผมคิดว่าคุณอาจจะเสียใจในภายหลัง

ผมมีเรื่องของ ‘แดเนียล คานีแมน’ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอลเจ้าของรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ปี ค.ศ. 2002 มาเล่าให้ฟัง

คานีแมนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Economics) และการตัดสินใจ (Decision Making) เจ้าของหนังสือชื่อดังอย่าง Thinking Fast and Slow ที่หลายท่านอาจจะเคยได้ยิน

===

คานีแมนบอกเราว่า “เมื่อมีเรื่องให้ตัดสินใจ สมองของคนเรามีการทำงาน 2 ระบบ ระบบแรก เป็นระบบที่รวดเร็ว ตอบสนองตามสัญชาติญานและอารมณ์ ส่วนระบบที่สองเป็นระบบที่ช้า ตอบสนองโดยใช้เหตุผล”

ระบบแรกใช้พลังงานน้อยกว่าระบบที่สองมาก ซึ่งปกติแล้วมนุษย์เรามักจะใช้ระบบแรกในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ฟังเผินๆ ก็น่าจะดีที่เราใช้พลังงานน้อยเพราะสมองเป็นอวัยวะที่กินพลังงานสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดของมัน แต่ข้อเสียของการใช้ระบบแรกในการคิดก็คือมันมักทำให้เราตัดสินใจผิด!

===

การตัดสินใจผิดเกิดจากการที่เราทำตามอารมณ์ (การใช้ระบบแรก) โดยขาดเหตุผล (การใช้ระบบที่สอง) ปรากฏการณ์เช่นนี้มีชื่อเรียกว่า ‘อคติทางความคิด’ (Cognitive Bias) นั่นเอง

อคติทางความคิดเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2020 นี้เป็นต้นมา จาก Influencer สายพัฒนาตัวเองหลายท่าน วันนี้ผมจะยกตัวอย่างให้ดูสัก 2 อคติทางความคิดเพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้น

===

เรื่องแรก ลองนึกภาพตัวคุณซื้อตั๋วดูฟุตบอลคู่หยุดโลก (จริงๆ โลกก็ยังหมุนแหละ แต่ผมพูดให้ดูยิ่งใหญ่) Manchester United ปะทะ Liverpool ที่จะแข่งที่ประเทศไทยกลางปี 2565 ที่จะถึงนี้

ปรากฎว่าในวันที่ฟุตบอลคู่นี้แข่งขันคุณเกิดท้องเสียอย่างหนักในตอนเช้า ในใจลึก ๆ คุณอยากนอนอยู่บ้าน หรือไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือด้วยซ้ำ แต่กลับเกิดความคิดในหัวของคุณว่า ‘เสียค่าตั๋วไปแล้วราคาแพงมากด้วย’ คุณเลยพยายามที่จะลากสังขารตัวเองไปให้ได้ แม้จะต้องใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ไปด้วยคุณก็ยอม

ถ้าคุณตัดสินใจจะเลือกทางนี้ด้วยเหตุผลนี้ นั่นแปลว่าคุณกำลังเกิดอคติทางความคิดแล้วครับ

===

อคติทางความคิดรูปแบบนี้คือ Sunk-Cost Fallacy ครับ หรือปรากฎการณ์ที่เราเอาต้นทุนจมซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกคืนไม่ได้แล้วมาใช้ประกอบการตัดสินใจ ถ้าคุณสามารถเอาบัตรไปคืนผู้จัดได้โดยบอกว่าคุณท้องเสีย ขอเงินคืนเต็มจำนวน หรือบางส่วนได้ แบบนี้จะไม่เรียกต้นทุนจม แต่ถ้าคุณทำเช่นนั้นไม่ได้ค่าตั๋วนี้ก็คือต้นทุนจมครับ

ในทางกลับกันถ้าอาการของคุณไม่ได้รุนแรงมากนัก แล้วคุณตัดสินใจโดยมองว่าการไปดูจะได้ความสุขและสนุกมากกว่าการนอนเฉยๆ แบบนี้เป็นเหตุผลที่พอจะฟังขึ้นอยู่บ้าง หรือสุดท้ายแล้วคุณป่วยหนักจริงๆ แล้วคุณเลือกที่จะไม่ไปโดยขายตั๋วให้คนที่อยากดู (ผมคิดว่ามีเยอะ) ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยครับ

===

Sunk-Cost Fallacy เกิดขึ้นได้แม้ในเรื่องของความสัมพันธ์ สามี-ภรรยาบางคู่อยู่กันมานาน คบกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม อยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี มีลูกด้วยกัน พอถึงวันนึงความรู้สึกที่มีต่อกันไม่เหมือนเดิมแต่ก็ไม่ยอมพูดคุยกันเพื่อตัดสินใจว่าจะอยู่ด้วยกันต่อไป หรือจะแยกทางจากกัน เพราะต่างคิดว่าคบกันมานานขนาดนี้แล้วก็ควรจะคบต่อไป

ถ้าคิดแบบนี้เรียกว่าเอาต้นทุนจมมาคิด (การคบกันมานานในอดีต) หรือ เจอ Sunk-Cost Fallacy อีกแล้วครับ

แต่ถ้าพิจารณาว่าจะอยู่ด้วยกัน เพราะมองว่าการแยกกันจะเกิดผลเสียต่อลูก ต่อตนเอง ตลอดจนทั้งคู่พูดคุยกันว่าสามารถปรับตัวเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ในอนาคต โดยต่อยอดจากการที่เคยรู้จักกันในอดีตและปัจจุบัน แบบนี้เรียกว่าตัดสินใจด้วยเหตุผล ไม่ถือว่าติดกับดัก Sunk-Cost Fallacy

===

สรุปสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากบทความนี้ทั้งหมด 5 เรื่อง ดังนี้

  1. สมองมีการทำงานสองระบบ แบบเร็ว และแบบช้า
  1. เราสามารถเกิดอคติทางความคิดได้ง่ายมาก เมื่อใช้ระบบแบบเร็วมาใช้ในการตัดสินใจ
  1. รู้จัก Sunk-Cost Fallacy หรือต้นทุนจมที่เรามักเอามาใช้ในการตัดสินใจด้วย
  1. อคติทางความคิดอาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้จากการตัดสินใจที่เหมือนกัน (เช่น ไปดูฟุตบอลแม้ป่วย) ขึ้นกับเหตุผลในการตัดสินใจในเรื่องนั้นด้วย (ถ้าเอาต้นทุนจมมาเป็นปัจจัยคุณกำลังติดอคติทางความคิดแล้ว)
  1. ขอให้กลับไปพิจารณาบทความนี้ในช่วงต้นอีกครั้ง ผมบอกว่าจะแนะนำให้รู้จักอคติทางความคิด 2 อย่างใช่ไหมครับ สังเกตเห็นไหมครับว่าใกล้จะจบบทความอยู่แล้วแต่ผมพูดถึงแค่ Sunk-Cost Fallacy เท่านั้นเอง

ที่จริง ผมแสดงให้คุณเห็นสิ่งที่เรียกว่า FOMO หรือ Fear of Missing Out ซึ่งเป็นความกลัวที่จะพลาดอะไรบางอย่างตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของบทความแล้ว (ทั้งทั้งหัวข้อ และประโยคแรกที่ผมบอกคุณอาจจะเสียใจ)

ไม่แน่ใจว่าที่คุณอ่านบทความถึงตรงนี้ เป็นเพราะหัวข้อ หรือการเกริ่นนำต้นบทความมากแค่ไหน แต่คุณน่าจะได้เห็นการทำงานของอคติทางความคิดที่ชื่อ FOMO กันไปบ้างแล้ว…แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไปนะครับ

ถ้าอยากตัดสินใจให้ดียิ่งขึ้น อ่าน วิธีสร้างทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เพื่อนำไปปรับใช้กับโจทย์ของคุณ คลิกที่นี่

===

การแก้ปัญหาและการตัดสินใจเป็นทักษะที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ เราขอแนะนำหลักสูตร Problem Solving & Decision Making คลิกดูรายละเอียดที่นี่ 

บทความโดย

อ.ป้อบ มาติก ตั้งตรงจิตร, CFA, FRM

วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการโน้มน้าวและการเจรจาต่อรอง

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

เพิ่ม Productivity ในการทำงานด้วยหลักการ Agile

เพิ่ม Productivity ในการทำงานด้วยหลักการ Agile

อ่านชื่อบทความนี้แล้วคุณอาจจะตั้งคำถามกับผมตั้งแต่ต้นเลยว่า Agile คือ แนวคิดในการทำงานเพื่อสร้าง Software หรือ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของบริษัท Start up แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการสร้าง Productivity ในการทำงานเฉพาะบุคคลด้วย

       ซึ่งผมก็ขอบอกตรงนี้เลยว่า ถ้าคุณเข้าใจแนวคิดที่เป็นแก่นแท้ของ Agile แล้วนำแนวคิดนั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำงานของคุณแล้วล่ะก็ คุณจะมี Productivity เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนโดยไม่สำคัญเลยว่างานของคุณคือการสร้าง Software หรือเปล่า

===

       Agile คือ การทำงานเป็นรอบสั้น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาแนวทางหรือผลิตภัณฑ์ที่ work จริง ๆ สำหรับลูกค้าหรือคนที่เราส่งมอบงานนั้นให้แก่เขา

       หัวใจของ Agile คือ การโฟกัสที่หัวใจของสิ่งที่เราทำ โดยยังไม่ต้องสนใจรายละเอียดปลีกย่อย เรียกว่า ขอแค่สิ่งนั้นสามารถตอบสนองความต้องการหลักของผู้ที่เราส่งมอบ (เช่น ลูกค้า หัวหน้า ลูกน้อง คู่ค้า ) ได้ก็พอ เพื่อที่เราจะนำ Feedback จากคนเหล่านั้นมาปรับปรุงสิ่งที่ทำให้ work (หรือ ตอบโจทย์พวกเขาที่สุด) ก็พอ

       และเมื่อเราเข้าถึงแก่นแท้ของ Agile แล้ว ขั้นต่อมาก็คือการนำแก่นแท้เหล่านั้นมาปรับใช้ในการทำงานในแต่ละวันของเรานั่นเอง

===

       เมื่อถอดรหัสจากแก่นแท้ของ Agile จะพบว่ามีหัวใจหลักอยู่ 3 ข้อ นั่นคือ

  1. ร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  2. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ(ไม่ใช่แค่ปริมาณ)
  3. รู้เร็ว ล้มเร็ว ลุกเร็ว

ทั้งสามแนวคิดนี้คือแก่นแท้ของคำว่า Agile ที่ผมแนะนำให้คุณปลูกฝังลงไปเป็น Mindset หลักในการทำงานของคุณ จากนั้นก็นำมาปรับใช้ในการทำงานรายเดือน รายสัปดาห์ และการทำงานในแต่ละวัน ดังนี้

===

1.ร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ลองเขียนแผนผังงานของคุณโดยระบุคนที่จะส่งมอบงาน(หรือจ่ายงาน)ให้คุณ และคนที่คุณต้องส่งมอบงานให้ออกมาอย่างชัดเจน คุณจะเห็นว่ากระบวนการทำงานของคุณมีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง คนเหล่านั้นแหล่ะที่คุณจำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจกับพวกเขามากเป็นพิเศษ

       จะดีกว่านั้นถ้าคุณคำนึงถึงลูกค้า คู่ค้า และคนต่างแผนกที่อาจจะไม่ใช่คนที่สั่งงานคุณหรือคุณต้องส่งมอบงานให้โดยตรง แต่พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานนี้ ลองให้ความสำคัญกับพวกเขาโดยการมอบสิ่งที่คน ๆ นั้นต้องการ

 ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องความสัมพันธ์ การระบุขั้นตอนของงานออกมาให้ชัดเจนและส่งมอบงานได้ภายในเวลาที่ตกลงสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องประสิทธิภาพของงาน การมีข้อมูลที่เพียงพอและใส่ใจรายละเอียดสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องข้อมูลและความเป๊ะ และการฉายภาพวิสัยทัศน์ในการทำสิ่งนั้นให้เขารู้สึกมีพลังที่ได้ลงมือทำสำหรับคนที่ให้คุณค่าเรื่องจินตนาการ

===

2.สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ(ที่ไม่ใช่แค่ปริมาณ)

สำหรับการสื่อสารในการทำงานร่วมกัน คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ วิธีตรวจสอบประสิทธิภาพในการสื่อสารที่ดีคือ การดูว่างานที่ออกมามีคุณภาพตามาตรฐานและส่งมอบภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ รวมไปถึงหลังการสื่อสารพูดคุยความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอีกฝ่ายพัฒนาดีขึ้นหรือไม่ด้วย

       วิธีที่ดีที่สุดในการสื่อสารเรื่องสำคัญก็คือการพบปะเจอหน้ากันจริง ๆ เพราะทุกคนจะได้สามารถสื่อสารทุกสิ่งออกมาได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าเขาจะพูดเยอะหรือพูดน้อยแต่สีหน้า แววตา ท่าทางของเขาจะเป็นสิ่งที่สื่อสารออกมาได้เสมอ

       แต่ถ้าไม่สามารถมาพบเจอกันได้จริง ๆ ในการทำงานยุคนี้ ให้ใช้วิธีวีดีโอคอลโดยคุยกันแบบเปิดกล้อง และการสื่อสารรูปแบบสุดท้ายที่แนะนำก็คือการโทรศัพท์เพื่อฟังน้ำเสียงและจังหวะการพูดซึ่งเป็นอีกหนึ่งการสื่อสารที่สำคัญมากกว่าแค่ถ้อยคำนั่นเอง

===

3.รู้เร็ว ล้มเร็ว ลุกเร็ว

จงลืมคำว่าสมบูรณ์แบบภายในครั้งแรกที่ทำไปได้เลยสำหรับโลกการทำงานยุคนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการรู้เร็ว ล้มเร็ว และลุกให้เร็วโดยการได้รับ Feedback จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั่นเอง

เมื่อส่งมอบงานใดใดไปแล้วให้ขอ Feedback จากผู้ที่คุณส่งมอบทันที โดยให้พวกเขาระบุว่ารู้สึกอย่างไร ชอบตรงไหน และไม่ชอบจุดใด(จุดที่ต้องปรับปรุง) ขอให้ทำความเข้าใจให้ดีว่าการที่ขาบอกว่ายังไม่ใช่ ยังไม่โดน หรือยังต้องปรับปรุงเรื่องใดเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำงานโดยเฉพาะการทำสิ่งใหม่นั่นเอง

เมื่อเรารู้ว่ามีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงก็ขอแค่เรากลับมาปรับ มาพัฒนา มาแก้ไขเพื่อทำให้สิ่งนั้นดียิ่งขึ้นไปในการส่งมอบครั้งต่อไปเท่านั้นเอง

หนึ่งวิธีทำงานแบบ Agile คือการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีมของคุณ อ่าน 4 เทคนิคสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีม คลิกที่นี่

และทั้งหมดนี้ก็คือวิธีการนำทัศนคติแบบ Agile ไปปรับใช้จริงในการทำงาน เพื่อให้งานของคุณมีคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ๆ ตลอดไป

===

ถ้าคุณสนใจ Mindset และทักษะแบบ Agile ของคนทำงานยุคใหม่  ขอแนะนำหลักสูตร Corporate Entrepreneurship Program เพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กรซึ่งจะนำความสำเร็จมาสู่ตัวคุณและองค์กรของคุณ  คลิกที่นี่ 

เขียนโดย

อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity  (Personal Productivity Facilitator) 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

สองวิธีฝึกทักษะกาารล้มแล้วลุกที่ทำได้จริง

สองขั้นตอนฝึกทักษะการล้มแล้วลุกที่ทำได้จริง

คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่เคยจิตตกเพราะเจอสถานการณ์ร้ายๆ หรือ เจอคนที่ทำไม่ดีต่อคุณจนทำให้คุณไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้เป็นเวลานาน

คุณคงรู้สึกแย่มากเลยใช่ไหมครับเมื่อพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

ต่อไปนี้เป็นข่าวดี เพราะคุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่สำคัญทักษะหนึ่งเพื่อรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายหรือคนที่ทำแย่ ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

====

         เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการที่จะไม่ต้องพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายหรือคนแย่ ๆ ก็คือ ‘การล้มแล้วลุกขึ้นได้อีกครั้ง’ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Resilience Skill นั่นเอง

เพราะถ้าเปรียบปัญหาและอุปสรรคเป็นคลื่นที่ถาโถมเข้ามาหาเราทุกคน การฝึกที่จะเผชิญและโต้ล้อไปกับคลื่นคือพันธกิจสำคัญของนักโต้คลื่นทุกคน

 ซึ่งผมอยากให้เราทุกคนเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นนักโต้คลื่น

เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น เราจะรู้ว่าสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การสวดภาวนาไม่ให้พบปัญหา แต่คือการฝึกฝนทักษะที่จะเผชิญปัญหาและฟื้นคืนกลับมาได้ทุกครั้งที่เจอปัญหาต่างหาก

====

         Leo Babauta ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Zen Habits และ The Power of Less เป็นหนึ่งในคนที่ศึกษาและฝึกฝนเรื่อง Personal Productivity อย่างลึกซึ้งมานานหลายปี เขายอมรับว่า Resilience คือ หลักคิดและทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำงานยุคนี้และมันช่วยให้เรามี Productivity ที่สูงได้ด้วย 

         Resilience จะทำให้เรามีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และสามารถฟื้นคืนกลับมาได้ทุกครั้งที่เจอปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในยุคที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยเช่นนี้

         คำถามก็คือ เราจะฝึกทักษะ Resilience ได้อย่างไร เพราะดูเหมือนมันจะเป็นแค่แนวคิดที่นามธรรมมากเหลือเกิน

         คำตอบอยู่ที่สองขั้นที่ Leo (และผม) ฝึกปฏิบัติและนำมาถ่ายทอดให้พวกเราทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน ดังนี้

=====

1.กำจัดความเครียดที่ไม่จำเป็น (Remove Extra Stress)

ชีวิตคือความทุกข์ นี่คือเรื่องธรรมดาที่ทุกศาสนายอมรับและถ่ายทอดให้พวกเราทำความเข้าใจ  แต่ถึงอย่างไรมนุษย์ผู้มีระบบคิดที่ทรงพลังต่างก็เพิ่มความเครียดให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว และนั่นก็ทำให้จิตใจของใครหลายคนต้องแบกรับความเครียดที่เกินพอดีจนยากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้

ถ้าการควบคุมความคิดไม่ให้กังวลกับอนาคตหรือจมปลักอยู่ที่อดีตเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก Leo แนะนำให้เริ่มต้นในสิ่งที่ทำได้ทางกาย(พฤติกรรม) กันก่อน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • ลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสิ่งเสพติดทั้งหลายที่คุณใช้หลีกหนีปัญหาลง เพราะถ้าคุณเครียดก็มีแนวโน้มสูงมากที่คุณจะเสพมันเกินพอดี ซึ่งส่งผลให้คุณยิ่งเครียดมากขึ้นในอนาคต จงจำกัดปริมาณที่ดื่มให้น้อยลงอย่างน้อย 50%
  • จำกัดปริมาณงานที่ต้องโฟกัสให้สำเร็จลงจนเหลือเพียง 3 อย่าง โดยฝึกการปฏิเสธงานที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย และฝึกการส่งมอบงานให้คนอื่นทำบ้าง
  • หยุดพักจากหน้าจอและโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อเคลียร์จิตใจให้สงบอย่างแท้จริง

====

2.ทำสิ่งที่ช่วยให้คุณรู้สึกเติมเต็ม (Replenish Yourself)

เมื่อคุณลด ละ เลิกทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็น(มันอาจสร้างความสุขระยะสั้นให้คุณแต่มักจะก่อให้เกิดความเครียดในระยะยาว เช่น การดื่มเหล้า การไปปาร์ตี้ การช็อปปิ้งแบบสุดเหวี่ยง) แล้ว คุณจะมีเวลาและพลังงานเหลือที่จะทำในสิ่งที่…ทำให้คุณรู้สึกเต็มขึ้น

         สิ่งเหล่านั้นคือพฤติกรรมที่ไม่ได้ใช้เวลานาน ไม่ได้ใช้เงินเยอะ แต่คุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอ (สร้างมันขึ้นมาแทนที่พฤติกรรมในข้อ 1) และต้องเป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

         ถ้านึกไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างของผมต่อไปนี้อาจช่วยคุณได้

  • เดินและนั่งชื่นชมธรรมชาติ เช่น สวนสาธารณะ แม่น้ำ ท้องฟ้า
  • ก่อนเข้านอนให้อาบน้ำอุ่นและจดบันทึกเรื่องราวในด้านบวกซึ่งเกิดขึ้นในวันนี้
  • ให้เวลาคุณภาพกับคนที่คุณรัก ไปรับประทานอาหารกับเขาโดยไม่มีมือถือมารบกวน
  • หายใจเข้าลึกขึ้น และออกให้ช้าลงและยาวขึ้นในระหว่างวัน

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ช่วยให้เรารู้สึกเติมเต็มได้คือการฝึกเป็นผู้นำที่ฉลาดทางอารมณ์ ศึกษาแนวทางการฝึกได้ที่นี่
=====

         พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าคุณทำอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็น

         เพราะการเจอรถชน ไปทำงานสาย โดนเจ้านายด่า ถูกลูกค้าปฏิเสธ และโดนแฟนโมโหใส่เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความคิดที่คุณมีต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากที่คุณสามารถควบคุมได้

         ยิ่งคุณโฟกัสไปที่สิ่งที่คุณบริหารจัดการและควบคุมได้ เช่น ความคิด พฤติกรรมของคุณ มากเท่าไหร่ คุณก็จะเริ่มสร้างทักษะ Resilience เพื่อการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้มากขึ้นเท่านั้นครับ

=====

ถ้าคุณสนใจ Mindset และทักษะการล้มแล้วลุกของคนทำงานยุคใหม่  ขอแนะนำหลักสูตร Corporate Entrepreneurship Program เพื่อพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการภายในองค์กรซึ่งจะนำความสำเร็จมาสู่ตัวคุณและองค์กรของคุณ  คลิกที่นี่ 

เขียนโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity  (Personal Productivity Facilitator) 

 Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Ads, Google Analytics

    Statistics

  • Google Analytics

    Statistics

  • Facebook

    Marketing/Tracking

  • ActiveCampaign

    Functional

  • ActiveCampaign

    Marketing/Tracking

Save