วิธีฝึก Self – Awareness เพื่อความสงบในการทำงาน

วิธีฝึก Self - Awareness เพื่อความสงบในการทำงาน

เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามักไม่ค่อยรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง เพราะมันเป็นนามธรรมที่จับต้องยาก แถมเรายังมีเรื่องสำคัญและเร่งด่วนถาโถมเข้ามาทุกวันอีกด้วย  

แต่หากคุณต้องการมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต การรู้เท่าทันจิตใจตัวเอง หรือ  Self -Awareness คือทักษะที่สำคัญที่สุด ที่คุณควรฝึกฝน

Self – Awareness หรือ การตระหนักรู้ตัวเอง คือ รากฐานที่สำคัญของภาวะผู้นำ (Leadership)  ถ้าการลงเสาเข็มให้หยั่งรากลึกลงในพื้นดินก่อนการสร้างตึกสูงเป็นเรื่องสำคัญฉันท์ใด การฝึก Self – Awareness ก่อนการฝึกภาวะผู้นำก็เป็นเรื่องสำคัญฉันท์นั้น

====

Self – Awareness จะช่วยทำให้เกิด Self – understanding (การเข้าใจตนเอง) Self – Acceptance (การยอมรับตัวเอง)  Self – Esteem (ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง) ไปจนมี Self – Control หรือ สามารถควบคุมตนเองให้ทำพฤติกรรมที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จรวมถึงเลิกพฤติกรรมบ่อนทำลายตัวเองลงได้ด้วย

ซึ่งสุดท้ายมันจะช่วยทำให้ชีวิตของคุณมีประสิทธิผล หรือ  Productive มากขึ้นได้ด้วย 

แม้จะเข้าใจในเชิงแนวคิด(Concept) แต่ในทางปฏิบัติก็ยังทำได้ยากอยู่ดี ใช่แล้วครับ ผมไม่ได้บอกว่ามันทำได้ง่าย แต่ผมยืนยันว่านี่คือรากฐานของการเป็นผู้นำ และเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรฝึกไม่ว่าจะมีตำแหน่งและบทบาทใดก็ตาม

====

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างประสิทธิผลส่วนบุคคลและทักษะการร่วมมือร่วมใจภายในองค์กร ผมขอแบ่งปันประสบการณ์จากการฝึก Self – Awareness ในชีวิตจริงทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน จนกลายมาเป็นวิธีการฝึกแบบ Step by Step ที่คุณสามารถฝึกตามได้ทันที ดังนี้ 

1.ใส่ใจกับความรู้สึกทางร่างกายของคุณ

เริ่มต้นที่ส่วนที่สัมผัสได้ง่ายที่สุดในตัวคุณ นั่นคือร่างกาย วางทุกสิ่งที่ทำตรงหน้าแล้วมารับรู้ร่างกายของคุณอย่างเต็มที่ โดยจะเลือกที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือ ที่ลมหายใจก็ได้ 

====

2. ใส่ใจกับความรู้สึกภายในใจคุณ

หลับตา แล้วถามตัวเองว่า “ขณะนี้ฉันรู้สึกอย่างไร” อาจเริ่มที่การจับว่าความรู้สึกตัวเองเป็นไปในทางบวก ลบ หรือกลาง ๆ ก่อนก็ได้ เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ค่อยเริ่มระบุชื่อความรู้สึกออกมา เช่น กลัว กังวล เครียด โกรธ โมโห แค้น ไม่พอใจ เป็นต้น

====

3. ยอมรับทุกสิ่งที่กำลังปรากฏ

ระวังความคิดต่อต้านตัดสินความรู้สึกต่าง ๆ ยอมรับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุปัจจัย มีที่มาที่ไป และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา ยอมรับว่าความคิดทั้งหมดไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีคือส่วนหนึ่งข้างในตัวเรา และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดทุกข์ด้วย

====

4. กำหนดรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน

ขั้นตอนนี้คือหัวใจของทุกสิ่ง การกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบันจะอยู่กับลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องคิดของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของเราก็ได้ (ควรเคลื่อนไหวง่าย ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิด) ถ้าจิตหลุดไปคิดก็แค่กลับมารู้ตัวในปัจจุบันเท่านั้น

====

5. เฝ้าดูทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายใน

รับรู้ทุกสิ่ง ทั้งความคิด ความรู้สึกทางจิตใจ ความรู้สึกทางร่างกาย แค่รับรู้โดยไม่ต้องไปตัดสินอะไรเลย อยู่กับปัจจุบันขณะต่อไปเรื่อย ๆ และถ้าหลุดไปจากปัจจุบันก็เพียงแค่กลับมา โดยไม่ต้องคิดตัดสินอะไรตัวเองเลย ฝึกแบบนี้ต่อเนื่องจะสามารถอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้นและนานขึ้นเอง 

เมื่อฝึกทักษะการมีสติรู้ตัวได้ในระดับหนึ่งแล้ว คุณจำเป็นต้องเปลี่ยน ‘การรู้ตัว’ เป็น ‘การปรับตัว’ เพื่อความสำเร็จที่แท้จริง คลิกอ่านที่นี่

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากมีทักษะตระหนักรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึกของตัวเอง (Self -Awareness) เพื่อพัฒนาสู่การเป็นคนที่ฉลาดทางอารมณ์ เราขอแนะนำหลักสูตร Emotion Intelligence  คลิกที่นี่

====

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity (Productivity Facilitator) 

Learning Hub Thailand เราพัฒนาคนในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

เปลี่ยนการ ‘รู้ตัว’ เป็นการ ‘ปรับตัว’ เพื่อความสำเร็จที่แท้จริง

เปลี่ยนการ ‘รู้ตัว’ ให้กลายเป็น ‘การปรับตัว’ เพื่อความสำเร็จที่แท้จริง

“รู้ว่าต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง…แต่ชั้นก็ยังปรับตัวไม่ได้สักที”

นี่คือปัญหาที่เกาะกุมใจของใครหลายคน เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า การรู้ตัว (self-awareness) อันหมายการถึงรู้จุดแข็ง จุดอ่อน ความรู้สึก ความคิด และคุณค่าของตัวเอง ในห้วงเวลาต่างๆ บ้างไม่มากก็น้อย 

แต่ถ้าอยากประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง เพียงแค่รู้ตัวยังไม่พอแต่เราจะต้องไปไกลกว่านั้นอีกก้าว นั่นคือการปรับตัวให้ได้ หรือที่เรียกว่า มีความสามารถที่จะบริหารจัดการตัวเอง (self-management) นั่นเอง

====

ปัญหาจริงๆ ของเรื่องนี้ก็คือ หลายคนรู้ตัวเองว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร และยังรู้อีกว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไข แต่ขั้นตอนแก้ไขนี่แหล่ะที่ไม่ง่ายเลย เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมีข้ออ้างต่าง ๆ มากมาย จนไม่สามารถจัดการตัวเองได้ในที่สุด  เคล็ดลับเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือเบื้องต้นให้สามารถลงมือทำได้จริง

เริ่มจากอยู่กับปัจจุบันขณะ รู้ว่า ณ ตอนนี้กำลังทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้างทั้งภายนอกและภายในใจเรา 

ชั้นที่สอง พิจารณาว่าจะทำอะไรต่อไป สิ่งที่ทำนั้นจะส่งผลอะไรตามมา และถ้าไม่เป็นอย่างที่คิด จะแก้ปัญหาอย่างไร

ขั้นสุดท้าย เลือกทำในสิ่งที่จะเกิดผลดีที่สุด แม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่สุดเลยก็ตาม

====

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำเหล่านี้มักจะพังพาบไม่เป็นท่า เพราะท้ายที่สุด แล้วมนุษย์มักจะเลือกหนทางที่ง่ายที่สุดและสะดวกที่สุดเสมอ เช่น รู้ตัวว่าถ้าปรับวิธีการพูดแล้วจะดีขึ้นแต่แทนที่จะลงมือปรับปรุงทันที กลับหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงแล้วเลือกใช้วิธีการพูดแบบเดิมไปก่อน เพราะการปรับนั้นจะต้องลงทุนลงแรงและทำให้ขาดความมั่นใจในช่วงแรก

เมื่อธรรมชาติมนุษย์เป็นเช่นนี้  เราจึงมีเทคนิค 6 ประการเพื่อกำราบตัวเอง และบริหารจัดการตัวเองให้สำเร็จอย่างเด็ดขาด

1.เลือกมาเลย ว่าจะเริ่มทำที่ไหน

ถ้าปัญหานี้มักเกิดในห้องประชุม ก็ต้องเริ่มต้นที่ห้องประชุมนี่แหละ

====

2. สังเกตดูดีๆ ว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคในการปรับปรุงตัวเอง

เช่น ไม่ยอมปรับปรุงเพราะมัวแต่ห่วงหล่อ เพราะห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง หรือเพราะเราต้องการผลลัพธ์บางอย่างจากการทำแบบเดิมอยู่ เป็นต้น
====

3. พิจารณาทางเลือกดีๆ และคิดล่วงหน้าไปเลยว่าจะเกิดผลอะไรตามมา 

การใช้ความคิดพิจารณาทางเลือกทั้งหลายจะทำให้เรามองเห็นภาพและรับมือได้ดีขึ้น 

====

4. ทำแผนขึ้นมา

เมื่อมีแผนการที่ชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอนอะไรต่อมิอะไรก็จะง่ายขึ้น

====

5.ทำตามแผนนั้นซะ!

ลงมือทำทันที หลังจากวางแผนเสร็จ  ไม่ต้องมาเสียเวลาหรือรอดูฤกษ์ยามอะไรแล้ว

====

6.ทำอีก ทำไปซ้ำๆ

ทำซ้ำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  จนกว่าจะสามารถ “ปรับตัว” ได้อย่างแท้จริง

เท่านี้แหละ คุณจะไม่เพียง “รู้ตัว” ว่ามีปัญหาและควรปรับปรุงอะไร แต่คุณยังสามารถที่จะ “ปรับตัว” โดยจัดการตัวเองได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ถ้าอยากพัฒนาตัวเองจากจุดที่อยู่ไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ ขอแนะนำหลักสูตร Emotional Intelligence เพื่อฝึกฝนทักษะการบริหารอารมณ์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการปรับตัว คลิกดูรายละเอียดที่นี่

====

เรียบเรียงจาก “How to Move from Self-Awareness to Self-Improvement” โดย Jennifer Porter จาก Harvard Business Review 19 มิถุนายน 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093 925 4962

เทคนิคคิดเชิงกลยุทธ์ที่ใช้วางแผนชีวิตให้สำเร็จตามเป้า

เทคนิคคิดเชิงกลยุทธ์ที่ใช้วางแผนชีวิตให้สำเร็จตามเป้า

เคยรู้สึกไหมว่า… คนส่วนใหญ่มักใช้เวลาวางแผนท่องเที่ยว วางแผนพักร้อน มากกว่า “วางแผนชีวิตของตัวเอง”

แต่บางคนก็มุ่งมั่นตั้งใจวางแผนชีวิตของตัวเอง “วันละครั้ง” ก่อนนอนพวกเขาจะทำรายการสิ่งที่ต้องทำ แล้วพอตื่นนอน ก็ลงมือลุยตามนั้น

และก็มีบางคน ที่วางแผนชีวิต “สัปดาห์ละครั้ง” กลุ่มนี้จะทบทวนสิ่งต่างๆ ในสัปดาห์นั้น ตรวจสอบการนัดหมาย พิจารณาเป้าหมาย แล้วลงมือทำ

รู้ไหม… โดยทั่วไป คนกลุ่มหลังจะทำงานได้ดีกว่าเพื่อนร่วมงานที่วางแผนวันต่อวัน!

====

และก็มีบางคน พอเริ่มต้นเดือนใหม่ จะใช้เวลาครึ่งวัน “วางแผนสำหรับ 40 วันข้างหน้า”  ที่ต้องเป็น 40 วัน เพราะวิธีนี้ได้ผลดีมากกว่าแบบ 30 วัน

พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยการทบทวนกิจกรรมต่างๆ วางแผนสิ่งที่จะทำกับครอบครัว จากนั้นจะพิจารณาว่า โครงการ บทเรียน และเป้าหมายอื่นๆ มีอะไรบ้างที่อยากทำให้ลุล่วงในช่วง 4-5 สัปดาห์ข้างหน้า

ถัดไปคือการจัดตารางวัน-เวลา สำหรับคิด การเขียน การทำงาน การประชุม ฯลฯ ตามด้วยการจัดสรรเวลาสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น ดูโชว์ ดูกีฬา หรือออกกำลังกาย

นอกจากนั้น ยังแบ่งช่วงเวลาเล็กน้อยไว้ชดเชยสำหรับเรื่องที่เหนือความคาดหมาย… เมื่อทำเสร็จแล้ว พวกเขาจะสามารถบอกตัวเองและคนรอบข้างได้แทบจะทุกเรื่องที่จะทำในช่วงเดือนหน้า บางคนบอกได้ละเอียดเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมงด้วยซ้ำ…

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “การคิดเชิงกลยุทธ์” (Strategic Thinking) ซึ่งช่วยให้ใครหลายคนทำงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

====

เวลาที่ได้ยินคำว่า “การคิดเชิงกลยุทธ์” คุณนึกถึงอะไร?  ภาพแผนธุรกิจใหญ่โต การประชุมวางแผนงานเพื่อกอบกู้บริษัท หรือนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่ฝ่ายพันธมิตรวางแผนยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

อันที่จริง “การคิดเชิงกลยุทธ์” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปฏิบัติการทางทหารหรือธุรกิจ เราสามารถนำการคิดเชิงกลยุทธ์ มาปรับใช้ให้เกิดสิ่งดีๆ ในชีวิตของเราได้ด้วย

====

ทำไม “การคิดเชิงกลยุทธ์” จึงสำคัญ?

เพราะ “การคิดเชิงกลยุทธ์” ช่วยในการวางแผน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความแข็งแกร่ง และหาเส้นทางที่ตรงและสั้นที่สุดในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

ประโยชน์ที่ได้จากการคิดเชิงกลยุทธ์ มีมากมายนับไม่ถ้วน ต่อไปนี้เป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่า “เพราะอะไรเราถึงควรใช้ ‘การคิดเชิงกลยุทธ์’ เป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิต”

====

การคิดเชิงกลยุทธ์ ช่วยทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

นักเขียนชาวสเปน มิเกล เดอ เซอร์วานเตส เคยกล่าวไว้ว่า “คนที่เตรียมตัวพร้อม เท่ากับมีชัยในสนามรบไปแล้วครึ่งหนึ่ง”

การคิดเชิงกลยุทธ์ เป็นการนำปัญหาที่ซับซ้อนและเป้าหมายระยะยาวที่ยากเกินกว่าอธิบายได้ มาย่อยให้เหลือขนาดที่สามารถจัดการได้ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น ถ้ามีแผนการ

การคิดเชิงกลยุทธ์ยังช่วยให้การบริหารชีวิตประจำวันง่ายขึ้นด้วย… จอห์น ซี แม็กซ์เวลล์ ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในหมู่นักพูดและนักเขียน เป็นหนึ่งในคนที่ทำระบบแฟ้มข้อมูลได้เยี่ยมยอด การเขียนสุนทรพจน์และบทเรียนที่ใช้ในการสอน เป็นงานที่ยาก

แต่เพราะเขาจัดทำแฟ้มคำคม เรื่องเล่า กรณีศึกษา และบทความไว้อย่างเป็นระบบ เวลาที่ต้องการใช้อะไรเพื่ออธิบายประเด็นให้ชัดเจน เขาก็แค่ไปดูแฟ้มหนึ่งแฟ้ม จาก 1,200 แฟ้มที่จัดเก็บไว้ แล้วหาวัตถุดิบดีๆ ที่ใช้งานได้ มาใช้กับงานที่กำลังเขียนอยู่

เห็นไหมว่างานยากกลับกลายเป็นง่ายนิดเดียว ถ้าเราใช้การคิดเชิงกลยุทธ์

====

การคิดเชิงกลยุทธ์ ช่วยกระตุ้นให้เราตั้งคำถามที่เหมาะสม

คุณอยากแยกประเด็นหรือปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน ออกเป็นส่วนเล็กๆ หรือไม่? ถ้าต้องการ ก็ต้องตั้งคำถาม การคิดเชิงกลยุทธ์

ลองดูคำถามข้างล่างนี้ ซึ่ง บ๊อบบ์ บีห์ล ผู้เขียนหนังสือ Masterplanning ได้เสนอเอาไว้ 

ทิศทาง เราควรทำอะไรต่อไป เพราะเหตุใด?

องค์กร ใครรับผิดชอบอะไร ใครรับผิดชอบใคร เรามีคนที่เหมาะสมในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือเปล่า?

เงินสด รายได้ รายจ่าย และกำไรสุทธิที่วางแผนไว้แล้ว เป็นอย่างไร เรายอมรับได้หรือไม่ เราจะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้เกิดความเสียหาย?

การติดตามผล เรามาถูกทางหรือเปล่า?

การประเมินภาพรวม เราทำได้คุณภาพตามที่เราคาดหวังและต้องการหรือเปล่า?

การปรับปรุง เราจะเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ได้อย่างไร?

เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามเพื่อเริ่มการวางแผนกลยุทธ์ และเป็นการเริ่มต้นที่ดีด้วย

====

การคิดเชิงกลยุทธ์ ช่วยปรับแต่งแผนให้เหมาะกับสถานการณ์

นายพลจอร์จ เอส. แพตตัน ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “นายพลที่ประสบความสำเร็จจะปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์ แต่ไม่พยายามสร้างสถานการณ์ให้เข้ากับแผน”

นักคิดเชิงกลยุทธ์ที่เก่ง ล้วนแม่นยำและละเอียดในการใช้ความคิด พวกเขาจะพยายามปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับปัญหา เพราะกลยุทธ์ไม่ใช่แผนครอบจักรวาล ประเภทแผนเดียวใช้ได้กับทุกปัญหา

การคิดแบบกว้างๆ หรือคิดแบบลวกๆ เป็นศัตรูของความสำเร็จ ความตั้งใจที่จะปรับการคิดเชิงกลยุทธ์ จะบีบคนคนนั้นให้คิดไปไกลกว่าไอเดียที่คลุมเครือ เราควรต้องหาเส้นทางเฉพาะเจาะจงที่เข้าถึงภารกิจหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่ง

หนึ่งในวิธีตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างแผนการเชิงกลยุทธ์ในการทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง คือวิธีการทำ OKRs ภาคปฏิบัติในองค์กร คลิกอ่านที่นี่

====

การคิดเชิงกลยุทธ์ ช่วยเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอน

การคิดเชิงกลยุทธ์ เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างสิ่งที่คุณเป็นอยู่ กับสิ่งที่คุณอยากจะเป็น มันให้ทิศทางกับความน่าเชื่อถือในวันนี้ และเพิ่มศักยภาพสำหรับความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็คล้ายกับการสวมอานให้แก่ความฝันของคุณ ก่อนที่คุณจะควบมันทะยานออกไปข้างหน้า

====

การคิดเชิงกลยุทธ์ ช่วยลดความผิดพลาด

ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอะไรอย่างฉับพลัน หรือทำอย่างเฉื่อยชาไร้ความรู้สึก โดยไม่ได้กำหนดแนวคิดไว้ก่อน… “ขอบเขตของความผิดพลาด” ย่อมเพิ่มขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับนักกอล์ฟที่ก้าวเข้าหาลูกกอล์ฟ แล้วตีลูกโดยไม่ได้จัดแนวการยืน หรือเล็งเป้าหมายให้ดีเสียก่อน ลูกกอล์ฟที่พุ่งออกจากหน้าไม้ในทิศทางที่เบี่ยงเบนจากแนวเป้าหมายไม่กี่องศา จะลอยไปตกห่างจากเป้าหมายเป็นสิบเป็นร้อยหลา

การคิดเชิงกลยุทธ์จะช่วยลด “ขอบเขตของความผิดพลาด” ได้เยอะ เพราะการคิดลักษณะนี้จะปรับการกระทำของคุณให้ไปในแนวทางเดียวกับเป้าหมาย เช่นเดียวกับการจัดแนวลำตัวและท่ายืนในการตีกอล์ฟ ที่ช่วยให้ลูกไปตกใกล้หลุม ยิ่งคุณจัดให้อยู่ในแนวเดียวกับเป้าหมายมากเท่าใด คุณก็จะเดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น

====

การคิดเชิงกลยุทธ์ ทำให้คุณมีอิทธิพลเหนือคนอื่น

ผู้บริหารคนหนึ่งเผยความลับให้ผู้บริหารอีกคนหนึ่งฟังว่า “บริษัทของเรามีแผนระยะสั้นกับแผนระยะยาว แผนระยะสั้นจะคงอยู่อย่างนั้นนานพอที่จะเป็นแผนระยะยาว” แบบนี้ไม่เรียกว่า “กลยุทธ์” แล้ว แต่เป็นการสร้างปัญหา และไม่ใช่ปัญหาเดียวด้วย

การไม่สนใจ “วิธีคิดเชิงกลยุทธ์” ในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ธุรกิจล้มเหลว แต่ยังเสียความน่าเชื่อถือจากทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น

“คนที่มีแผนการ คือคนที่มีอำนาจ” ไม่สำคัญว่างานที่คุณทำอยู่จะเป็นอะไร? พนักงานบริษัทอยากเดินตามเจ้าของธุรกิจที่มีแผนธุรกิจที่ดี

อาสาสมัครอยากร่วมงานกับผู้นำโครงการที่มีแผนการช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่น่าสนใจ… เด็กอยากอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีแผนการช่วงปิดเทอมที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี

เพียงแค่คุณใช้ “การคิดเชิงกลยุทธ์” คนอื่นจะฟังและอยากทำตาม  ถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งที่เป็นผู้นำในองค์กร “การคิดเชิงกลยุทธ์เป็นส่วนสำคัญที่จะขาดเสียมิได้”

====

หากคุณต้องการใช้ OKRs กับตัวเองเพื่อร่วมกันตั้งเป้าหมายกับทีมให้เกิดผลลัพธ์และมีประสิทธิภาพ ขอแนะนำหลักสูตรOKRs in Action” คลิกดูได้ที่นี่ครับ

บทความโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

วิธีสร้างทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

การจะตัดสินใจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งให้ดีที่สุด สิ่งสำคัญอยู่ที่การระบุให้ได้ว่า “ปัญหานั้น มีรูปแบบอย่างไร” คุณต้องถามตัวเองว่า “ฉันมีทางออกเดียว หรือมีทางออกที่มากกว่าหนึ่งทาง” 

การตั้งคำถามแบบนี้จะช่วยให้คุณคิดได้อย่างชัดเจน และยังช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นอีกด้วย

====

ปัญหานี้ มีทางออกเดียว หรือหลายทาง

ปัญหาที่มีทางออกเดียว หรือมีหนทางแก้ไขจำกัด หมายถึงมีคำตอบแค่ ถูกหรือผิด (เช่น “2+2 เท่ากับเท่าไหร่?”, “สายการบินไหนบินตรงไปชิคาโก้บ้าง?”) ปัญหาลักษณะนี้จัดอยู่ในประเภท “ปัญหาที่มีทางออกเดียว”

แต่หากมีคำตอบที่เป็นไปได้มากมาย และไม่ได้มีคำตอบที่ดีที่สุดเพียงคำตอบเดียว (เช่น “จะเสิร์ฟอาหารอะไรในงานเลี้ยงอาหารค่ำ?”) ลักษณะนี้เรียกว่า “ปัญหาที่มีทางออกหลายทาง”

โดยปกติแล้ว เราจะพบเจอปัญหาที่มีทางออกหลายทางมากกว่าปัญหาที่มีทางออกเดียว แต่เพราะการมองปัญหาผิดๆ ทำให้คิดไปว่ามีทางออกเดียว ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้ยากกว่าที่ควรจะเป็น ต้องเสียเวลาและความพยายาม ทั้งยังต้องกังวลกับการเสาะหาทางออก “เพียงหนึ่งเดียว” ให้เจอ ทั้งที่มีทางออกอยู่หลายวิธี

====

การจัดการปัญหาที่มีทางออกเดียว

วิธีจัดการปัญหาที่มีทางออกเดียว คือต้องรีบกำจัดทางตันออกไป ลองจินตนาการถึงนักเดินเท้าสองคนที่กำลังแข่งกันไปถึงยอดเขา โดยเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่ละคนมีวิธีรับมือกับความท้าทายที่แตกต่างกัน

นักเดินทางที่มีความตั้งใจแบบนักบิน จะเริ่มต้นด้วยการใช้วิธีการอะไรก็ได้ ที่ทำให้เขาเข้าไปใกล้ภูเขามากขึ้น

ส่วนนักเดินทางซึ่งมีความตั้งใจแบบนักบุกเบิกจะเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบภูมิประเทศแถบนั้นในแผนที่ เพื่อวางแผนเส้นทางทั้งหมด เมื่อทำแบบนี้ เขาจึงพบว่ามีแม่น้ำกว้างใหญ่กั้นระหว่างพวกเขากับภูเขา

====

ขณะที่คนอื่น ๆ จะพบแม่น้ำสายนี้ได้ก็ต้องมาถึงที่นี่ และต้องคิดทบทวนเส้นทางใหม่ ผู้ที่มีความตั้งใจแบบนักบุกเบิก จะเริ่มต้นด้วยวิธีที่ต่างจากนักบิน คือจะเริ่มเดิน “ออกห่างจากภูเขา” เพราะเขารู้แล้วว่า เส้นทางนั้นจะพาไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำ

สำหรับปัญหาที่มีทางออกเดียว (นั่นคือจุดมุ่งหมาย หรือทางแก้ปัญหาที่จำกัดและเฉพาะเจาะจง) วิธีการของนักบุกเบิก จะใช้ได้ผลมากกว่า นั่นคือ การใช้เวลารวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นล่วงหน้า ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาและพลังงาน จากการต้องเจอทางตัน แล้วกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง…

====

การจัดการปัญหาที่มีทางออกหลายทาง

หากคุณกำลังจัดการกับปัญหาที่อาจมีทางออกมากมาย เช่น จะไปพักผ่อนที่ไหน? จะซื้อทีวีเครื่องไหน? จะเลือกเส้นทางการทำงานแบบไหน? เคล็ดลับความสำเร็จคือ ให้ใช้กลยุทธ์แบบนักบิน คือค่อยๆ ขยับเข้าไปสู่การตัดสินใจทีละน้อย แม้ไม่มั่นใจว่าจะใช่หนทางไปสู่การตัดสินใจหรือไม่ ก็ตาม

เทคนิคนี้ดัดแปลงมาจากกลยุทธ์นักบิน โดยเริ่มจากการพิจารณาปัญหา เพื่อดูว่าจะนำไปสู่อะไรได้บ้าง? การค่อยๆ พยายามหาคำตอบ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะต้องแตกปัญหาใหญ่เป็นส่วนย่อยๆ ที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด

จากนั้นลองทบทวนอีกครั้ง หากทางออกยังไม่ชัดเจน ให้แตกส่วนย่อยๆ เหล่านั้น เป็นส่วนย่อยที่เล็กลงไปอีก ลองทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนได้คำตอบ

====

ลองจินตนาการว่า คุณกำลังวางแผนพักผ่อนกับครอบครัว เริ่มต้นโดยพยายามหาทางออกที่เป็นทางออกทั่วไปที่สุด นั่นคือ หาสถานที่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสัก 2-3 แห่ง ที่เติมเต็มความต้องการเบื้องต้นของทุกๆ คน จากนั้นให้ถามตัวเองว่า จะต้องทำตามความต้องการของใครอีกบ้าง มีตัวเลือกใดหรือไม่ที่คุณนำมาปรับเปลี่ยน เพื่อจะได้มีทางเลือกมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากจุดเริ่มต้นของคุณคือการพักผ่อนเที่ยวชมทิวทัศน์ ให้ดูว่ามีสถานที่ไหนใกล้ชายหาดที่ลูกๆ จะสนุกได้สัก 2-3 วัน หรือไม่? ให้ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคุณตอบสนองความต้องการได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

====

วิธีแก้ปัญหาแบบมนตร์วิเศษ

ลองจินตนาการว่า เมื่อตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้น แล้วพบว่าปัญหาของคุณอันตรธานหายไปอย่างมหัศจรรย์ โดยไม่มีเหตุการณ์ใดมาเตือนล่วงหน้า คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว?

ให้ลองจินตนาการถึงวันนั้นทั้งวัน และเขียนทุกอย่างลงไป (แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยที่สุด) ว่าถ้าวันนั้นมีจริง จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?

เทคนิคนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเชื่อ ว่าจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น… การจินตนาการถึงรายละเอียดต่างๆ ของชีวิตในอนาคต จะทำให้คุณคิดอย่างมีอิสระ ไม่มีข้อจำกัด และอาจพบมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ปัญหาเบาบางลงในที่สุด หรือกระทั่งหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งหมดได้

แม้จะจินตนาการถึงความสำเร็จจากการแก้ปัญหาได้ชัดเจนขนาดไหน แต่ถ้าไม่ลงมือทำก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง อ่าน อยากสำเร็จต้องเปลี่ยนจากการรู้ตัวเป็นการปรับตัวด้วยวิธีนี้ เพื่อต่อยอดสู่การลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง 

====

วิธีแก้ปัญหาแบบเน้นด้านบวก

ให้ถามตัวเองว่า “จะมีเวลานั้นไหม ที่จะได้เห็นผลลัพธ์ที่ฉันต้องการ” เช่น หากลูกปัสสาวะรดที่นอน คำถามที่คุณต้องเน้นคือ “คืนไหนที่ลูกของฉันจะไม่ปัสสาวะรดที่นอน”

หากคุณต้องการหาเงินได้มากขึ้น ลองถามว่า “เมื่อไหร่ที่ฉันจะหาเงินได้มากขึ้น” หรือมองเรื่องนั้นๆ จากมุมอื่น เช่น “เมื่อไหร่ที่จะรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ฉันหามาได้”

หากระบุปัจจัยที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ให้คุณลองต่อยอดจากปัจจัยนั้นดู แล้วจะพบว่าทางแก้ปัญหาเริ่มชัดเจนมากขึ้นได้จริง ๆ 

====

การแก้ปัญหาเป็นทักษะที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ เราขอแนะนำหลักสูตร Problem Solving & Decision Making คลิกดูรายละเอียดที่นี่ 

บทความโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

 

 

ลดปัญหาและทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยเทคนิคสื่อสารเชิงรุก

ลดปัญหาและทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยเทคนิคสื่อสารเชิงรุก

“ผมต้องการอายัดบัตร ออกบัตรใหม่ และปฏิเสธการใช้จ่าย”

“ผมต้องการยกเลิกรายการทั้งหมด พร้อมทั้งขอเงินคืนจำนวน 114.99 ดอลล่าร์ และขอให้ทีมงานตรวจสอบให้ผมด้วยว่ามีการใช้งานที่ผิดกฎหมายหรือไม่”

ผมเขียนบทความนี้ตอน 3 ทุ่มของวันที่ 18 มิถุนายน 2564

เป็นอีกวันที่ผมจัดการปัญหาได้เรียบร้อย

ซึ่งเป็นปัญหาที่เริ่มขึ้นตอนเที่ยงคืนครึ่ง

====

หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จ และเตรียมจะเข้านอน

iPhone ของผมก็แจ้งเตือนว่ามีการรูดบัตรเป็นเงิน 114.99 ดอลลาร์ผ่านเว็บไซต์ Zoom โปรแกรมประชุมออนไลน์ยอดนิยม ซึ่งผมเคยสมัครแบบพรีเมี่ยมแต่ก็ยกเลิกไปนานแล้ว

เมื่อเห็นข้อความ ผมก็มั่นใจว่าต้องโดนแฮคบัตรเครดิตแน่ๆ

====

เมื่อตั้งสติได้ ผมก็รีบหยิบบัตรเครดิตที่โดนโจมตี แล้วรีบโทรเข้า Call Center ต่อสายเข้าหน่วยงาน Fraud ของธนาคารทันที

เจ้าหน้าที่รับสาย และสอบถามเรื่องราวจากผม

“ผมน่าจะโดนแฮค เพราะเคยใช้ Zoom และข้อมูลบัตรเครดิตก็ยังอยู่ในนั้น ซึ่งครั้งนี้ผมไม่ใช่ผู้ทำรายการ ผมจึงต้องการอายัดบัตร ออกบัตรใหม่ และปฏิเสธการใช้จ่ายครั้งนี้”

ปลายสายตอบกลับตามกระบวนการอย่างมืออาชีพ รับทราบเรื่องอายัดบัตร โดยจะออกบัตรใหม่ให้ภายใน 10 วันพร้อมแจ้งว่าจะส่งเอกสารให้ผมทางอีเมลเพื่อยืนยันการปฏิเสธรายการด้วย

ผมบอกว่ารับทราบ พูดขอบคุณ ทุกอย่างจบลงใน 5 นาที ผมจำกัดความเสียหายไว้ได้แล้วสำหรับบัตรใบนี้

====

เมื่อวางสายแล้ว ผมก็ยังไม่สบายใจนัก ผมยังคงสงสัยว่าโดนแฮคตอนไหน แล้วจะโดนอะไรอีกไหม จึงเปิดอีเมลดู พบว่ามีใบเสร็จจาก Zoom เข้ามา

ใบเสร็จแจ้งว่ามีการซื้อบริการหลายอย่างของ Zoom รวมเป็นจำนวนเงิน 114.99 ดอลล่าร์ เมื่อสืบค้นข่าวก็พบว่า ปี พ.ศ. 2563 Zoom โดนแฮคทำให้ข้อมูลบัญชีหลุดออกไปมากกว่า 500,000 ราย

และผมคงเป็นหนึ่งในนั้น แล้วโชคดีก็มาเยือนผมวันนี้พอดี!

ผมรีบเข้าไปใน Zoom ทุกอย่างดูปกติ จนกระทั่งผ่านไป 3 นาที มีอีเมลแจ้งเข้ามาว่า Host Key (เหมือนรหัสเข้าประชุมส่วนตัว) ถูกเปลี่ยน

====

สักพักมีอีเมลแจ้งว่า Password ผมถูกเปลี่ยน!

ผมรู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้โดนแฮคบัตรเครดิต แต่โดนแฮค Zoom Account ต่างหาก ผมสู้กับ Hacker ด้วยการเปลี่ยน Password ทันที (ผมเป็นเจ้าของอีเมลเลยสามารถทำได้ ถ้าอีเมลโดนด้วยคือจบ)

จากนั้นจึงเปลี่ยน Host Key กลับมาเป็นของตัวเอง พร้อมเปิด 2FA ในการเข้าระบบให้ปลอดภัยขึ้น

====

ผมจำกัดความเสียหายทั้งหมดไว้แล้ว ที่เหลือคือการสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะ Hacker ไปสมัครบริการไว้ 114.99 ดอลล่าร์

ผมหาวิธีติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงไม่ได้ สุดท้ายเลยใช้วิธีส่งอีเมลสุ่มเข้าไปที่ billing และ support

ได้ผล! ผมได้อีเมลกลับมาว่าเปิดเรื่องให้แล้ว มีอะไรเข้าไปแจ้งได้ ผมเข้าไปแจ้งว่าโดนแฮค Account จึงต้องการยกเลิกบริการทั้งหมด และต้องการเงินคืน

ผมได้เมลตอบกลับทันทีจากระบบอัตโนมัติว่า ‘คุณสามารถยกเลิกได้เลย โดยคุณยังใช้งานระบบได้ถึงวันหมดอายุ’

====

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ผมยืนกรานกลับไปว่า “ผมทราบสิ่งที่ระบบบอกผมแล้ว แต่ผมต้องการยกเลิก และต้องการเงินคืน เนื่องจากถูกแฮค ฉะนั้นช่วยพิจารณาด้วย”

ไม่มีอีเมลตอบกลับมา ผมเลยไปนอน

จนกระทั่งวันนี้เวลาประมาณบ่าย 3 โมงกว่า มีเจ้าหน้าที่สอบถามว่าต้องการให้ยกเลิก และ Refund ใช่หรือไม่ ผมพิจารณาแล้วว่าตอนนี้ตัวเองกังวล 2 อย่างคือ

‘การยกเลิก-คืนเงิน’ และ ‘การถูกนำ Account ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง’

ผมจึงตอบกลับไปว่า “ผมต้องการยกเลิกรายการทั้งหมด พร้อมขอเงินคืนจำนวน 114.99 ดอลล่าร์ และขอให้ทีมงานตรวจสอบการใช้งานให้ผมด้วยว่ามีอะไรผิดกฎหมายหรือไม่”

ไม่กี่อึดใจ เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการยกเลิก และคืนเงินให้ผม พร้อมแจ้งว่าไม่มีการใช้งานผ่าน Account ที่สมัครบริการแต่อย่างใด

ในที่สุดปัญหาก็จบไป เป็นปัญหาที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย

====

ตอนที่เกิดวิกฤตหรือปัญหา การรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจากใคร และจะสื่อสารอย่างไรนั้นสำคัญมาก

ในหลักสูตรการสื่อสารเชิงรุก (Proactive Communication) ผมจะสอนเสมอว่าเราต้องสื่อสารเพื่อลดปัญหา และเพิ่มประสิทธิภาพ

ในเหตุการณ์ข้างต้น ผมจะไม่สื่อสารว่า “ช่วยผมหน่อยๆๆ”

ผมรู้ตัวเองว่ามีเป้าหมายอะไรที่อยาก ‘รุก’ ไปหา แล้วสื่อสารให้คนฟังรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นบ้างด้วย

ผมทำทั้งตอนคุยกับเจ้าหน้าที่บัตรเครดิต และเจ้าหน้าที่ Zoom ผมสื่อสารว่าผมเจออะไรมา ผมทำอะไรไปแล้วบ้าง และสุดท้าย ผมต้องการให้เขาช่วยอะไร

====

สรุปเทคนิคการสื่อสารเชิงรุก 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. สื่อสารว่าเราประสบเหตุการณ์อะไร
  2. สื่อสารว่าเราต้องการอะไร
  3. สื่อสารว่าอยากให้เขาช่วยอะไร

โดยทั้ง 3 ข้อจะต้องพูดให้ชัดเจนที่สุดว่าเกิดอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และมีใครเกี่ยวข้องบ้างแบบกระชับ การสื่อสารแบบนี้ช่วย ‘ลัด’ ขั้นตอน ลดคำถามที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และในชีวิตได้

ที่สำคัญก็คือ เราได้ทบทวนตัวเองระหว่างเล่า ได้คำตอบก่อนถามคนอื่นตอนเตรียมตัวด้วยครับ

อีกหนึ่งเทคนิคที่สามารถฝึกเพื่อใช้ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกคือการโน้มน้าวใจ อ่านสุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังการโน้มน้าวใจให้ได้ผล คลิกที่นี่

ยิ่งมีปัญหา ยิ่งต้องการสติ ฝึกการสื่อสารเชิงรุกให้เป็นนิสัย แล้วคุณจะพบว่า ชีวิตมีทางลัด ปัญหามีทางลด และทุกอย่างมีทางออกจริงๆ ครับ

====
ฝึกทักษะการสื่อสารเชิงรุก การโน้มน้าวใจ และการเจรจาต่อรองอย่างเข้มข้นได้ในหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery ดูรายละเอียดคลิกที่นี่


เขียนโดย อ. ป้อบ มาติก ตั้งตรงจิตร ,CFA, FRM
Communication and Negotiation Trainer

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

เพิ่มความสำเร็จในชีวิตด้วยการคิดเชิงกลยุทธ์

เพิ่มความสำเร็จในชีวิตแค่คิดเชิงกลยุทธ์

เมื่อคุณต้องการไปเที่ยวพักร้อนในช่วงวันหยุดยาว สิ่งแรกที่คุณจะทำคืออะไร

หากคุณตอบว่า “วางแผนว่าจะไปเที่ยวที่ไหน อย่างไร” นั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับคุณ

แต่หากลองตั้งคำถามนี้กับชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย เช่น  “จะทำอย่างไรกับโปรเจคที่ได้รับมอบหมาย” หรือ “ชีวิตเราจะเป็นอย่างไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า” เชื่อไหมว่ามีหลายคนที่ไม่มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้

====

สำหรับคนที่วางแผนในชีวิตของตัวเองก็มีตั้งแต่กลุ่มที่ “วางแผนวันต่อวัน” ในช่วงก่อนเข้านอนตอนกลางคืนว่าจะทำสิ่งไหนบ้างในวันรุ่งขึ้น กลุ่มที่ “วางแผนรายสัปดาห์” ในช่วงก่อนเริ่มต้นสัปดาห์โดยรวบรวมเหตุการณ์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านไป มาช่วยกำหนดเป้าหมายและแผนการที่จะทำต่อไปด้วย

เดาได้ไม่ยากเลยใช่ไหมว่ากลุ่มหลังจะมีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่ากลุ่มที่ “วางแผนวันต่อวัน” อย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ “วางแผนรายเดือน” คนกลุ่มนี้จะวางแผนสำหรับ 40 วันข้างหน้า เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการวางแผนเพียงแค่ 30 วัน  โดยจะทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในรอบเดือน และวางแผนเป็นเรื่อง ๆ ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว และด้านหน้าที่การงานที่อยากทำให้สำเร็จในระยะเวลา 30-40 วันต่อจากนี้ 

====

จากนั้นก็จะจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านงาน ด้านครอบครัว และชีวิตส่วนตัว เข้าไว้ในตาราง จัดลงรายละเอียดทั้งวัน และเวลาที่จะทำกิจกรรมต่างๆ แล้วแบ่งช่วงเวลาสำหรับเรื่องนอกเหนือความคาดหมายที่อาจจะเกิดขึ้นเอาไว้ด้วย

หลังจากที่จัดตารางกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจะมองเห็นภาพในอนาคตได้อย่างชัดเจน

ทั้งหมดนี้ เรียกว่า “การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic thinking)”  ซึ่งทำให้ผู้คนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ 

เราสามารถนำ “การคิดเชิงกลยุทธ์” มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราให้ประสบความสำเร็จได้ อย่าให้คำยากๆ อย่างคำว่า “กลยุทธ์” มาทำให้คุณคิดมากจนท้อไปเสียก่อนเลย

====

การคิด “เชิงกลยุทธ์” มีข้อดีอย่างไร 

มันเป็นเครื่องมือที่ดีในการช่วยวางแผน เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยใช้ทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะ “เวลา” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดอย่างคุ้มค่า และนี่เป็นเหตุผลบางส่วนที่สนับสนุนว่าเราควรใช้การคิดเชิงกลยุทธ์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราจริง ๆ

====

1.ทุกอย่างจะง่ายขึ้น 

คำกล่าวที่ว่า “เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” เป็นคำที่ไม่เกินความจริงแต่อย่างใด  ยิ่งเป็นการเตรียมตัวแบบมีแผนการด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้การจัดการสิ่งต่างๆ ง่าย และประสบความสำเร็จได้รวดเร็วขึ้นแน่นอน 

ตัวอย่างของผู้มีชื่อเสียงที่นำการคิดเชิงกลยุทธ์ไปใช้ก็คือ John C. Maxwell  นักคิดและนักเขียน ผู้ที่ทำให้การเตรียมการสอน และการเตรียมคำกล่าวสุนทรพจน์เป็นเรื่องง่ายขึ้น ด้วยการจัดทำแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับคำคม เรื่องเล่า กรณีศึกษา และบทความ อย่างเป็นระบบไว้ถึง 1,200 แฟ้ม

เมื่อเขาต้องการสืบค้นข้อมูลที่จะนำมาใช้ในงานเขียนก็สามารถสืบค้นได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ทำให้การทำงานของเขาราบรื่นขึ้น

====

2. ช่วยให้เราพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน 

แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เป็นไปตามที่เราคิด แต่การคิดเชิงกลยุทธ์จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสิ่งที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันกับสิ่งที่เราวางแผนเอาไว้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าสิ่งที่คุณต้องการจะคว้ามาได้ยากเพียงใด ก็สามารถเข้าใกล้ขึ้นได้ด้วยการใช้การคิดเชิงกลยุทธ์นี้

การมีเรื่องเร่งด่วนเข้ามาแทรกในชีวิตเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะต้องเจอ อ่าน จัดการเรื่องเร่งด่วนยังไงให้มีประสิทธิภาพ ได้ที่นี่

====

3.ผิดพลาดน้อยลง 

การคิดตัดสินใจอย่างเร่งรีบ หรือทำอย่างขอไปที โดยไม่ได้กำหนดเป้าหมายเอาไว้ย่อมมีโอกาสเกิดความผิดพลาดมากกว่า เปรียบเสมือนเรายิงธนู โดยไม่ได้เล็งลูกธนูไปยังเป้า หรือหันไปคนละทิศทางกับเป้านั้นย่อมทำให้โอกาสที่จะยิงลูกธนูเข้าเป้าเป็นไปได้ยาก หรือแทบจะไม่มีโอกาสเลยด้วยซ้ำ 

การนำวิธีคิดเชิงกลยุทธ์มาใช้จึงเป็นการช่วย กำหนดทิศทางของการกระทำให้เป็นไปในทางเดียวกับเป้าหมาย วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น

====

4. การคิดเชิงกลยุทธ์เหมาะแก่การเป็นผู้นำ 

การกำกับควบคุมให้การทำงานเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับผู้นำในองค์กรต่างๆ ทั้งในหน่วยงานขนาดใหญ่ และการบริหารธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากวิธีนี้จะทำให้คุณได้รับความเชื่อถือจากบุคคลที่คุณร่วมงานด้วย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจของคุณ

จึงไม่เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไป หากจะบอกว่า “การคิดเชิงกลยุทธ์” เหมาะกับทุกคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าว่าคุณจะอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ หรือในธุรกิจขนาดเล็กก็ตาม

====

และนี่คือคำถามที่ใช้เพื่อเริ่มวางแผนชีวิตเชิงกลยุทธ์ 

การตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์สามารถช่วยแยกประเด็นปัญหาที่ใหญ่ หรือมีความซับซ้อน ให้เป็นส่วนเล็กๆ ที่มองเห็นภาพง่ายขึ้นได้ โดย “บ๊อบบ์ บีห์ล” ผู้เขียนหนังสือ Masterplanning ได้ยกตัวอย่างคำถามสำหรับการคิดเชิงกลยุทธ์ ดังนี้

คำถามเพื่อกำหนดทิศทาง เราควรทำอย่างไรต่อไป เพราะเหตุใด

คำถามสำหรับองค์กร การควบคุมกำกับในองค์กรเป็นอย่างไร หน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคนเป็นอย่างไร การจัดสรรบุคคลเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่

การจัดการด้านการเงิน รายรับ รายจ่าย กำไรสุทธิที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ยอมรับได้หรือไม่ และจะบริหารจัดการอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

การกำกับติดตาม การดำเนินการเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่

การประเมินผล การดำเนินการได้คุณภาพตามที่ต้องการหรือไม่ อย่างไร

การปรับปรุง ทำอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น

หวังว่าคุณจะนำคำถามเหล่านี้ไปออกแบบชีวิตด้วยการคิดเชิงกลยุทธ์และประสบความสำเร็จได้มากขึ้นนะครับ 

====

การคิดเชิงกลยุทธ์เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Strategic Planning to Implementation ดูรายละเอียด ที่นี่

เรียบเรียงโดย

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

ประชุมออนไลน์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์มากที่สุด

ประชุมออนไลน์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์มากที่สุด

คุณรู้ไหมว่า ทรัพยากรที่ทุกองค์กรขาดแคลนมากที่สุด คืออะไร?

งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Harvard Business Review เมื่อปี 2014 รายงานว่า

พนักงานทั่วไปในอเมริกา  โดยเฉลี่ยเข้าประชุม 62 ครั้งต่อเดือน และเวลาประชุมเกินครึ่งนั้น ถูกรายงานว่าเปล่าประโยชน์ 

มีการคำนวนเวลาเหล่านั้น เทียบกับรายได้ของแต่ละคนแล้ว คิดเป็นเงินมากกว่า 37,000 ล้านเหรียญต่อปี ที่สูญเสียไปเปล่าๆ นี่นับเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น 

====

ผู้บริหารในองค์กรต่างคิดว่า งบประมาณเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องควบคุมการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ แต่กลับลืมคิดว่า เวลาที่แต่ละคนใช้ในการประชุม ก็เป็นทรัพยากรและเป็นเงินที่ถูกเผาผลาญไปเช่นกัน 

ที่สำคัญ เวลาคือทรัพยากรที่มีแต่ลดลง เพิ่มขึ้นไม่ได้ ต่างกับเงินที่หาเพิ่มได้ ดังนั้นทรัพยากรที่ทุกองค์กรขาดแคลนมากที่สุด คือ “เวลา” นั่นเอง 

คำถามสำคัญคือ องค์กรจะทำให้ทรัพยากรอันจำกัดที่สุดนี้ มีคุณค่ามากที่สุดได้อย่างไร

====

ในการทำงาน การประชุมถือว่ามีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นประชุมเพื่ออัพเดทข้อมูล เพื่อติดตามงาน เพื่อการหารือตัดสินใจ เพื่อประเมินผล หรือเพื่อการปรับปรุงฟีดแบ็คโครงการ

การประชุมส่วนใหญ่โดยทั่วไปนั้น ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครั้งละ 2 ชม. ยิ่งผู้บริหารระดับสูงมักจะต้องเข้าประชุมเช้าจรดเย็นทุกวัน โดยแทบไม่ได้ทำงานอื่น (บางคนต้องทำงานตอนเลิกงาน หรือเอางานกลับมาทำที่บ้าน)

แม้ว่าเราจะไม่ชอบการประชุม แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีวิธีอื่นที่จะช่วยให้งานสำเร็จได้ถ้าไม่ประชุม 

ประเด็นสำคัญไม่ใช่การงดประชุม แต่เป็นการทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายมากขึ้น บทความนี้เสนอแนวทางพิจารณาไว้ 5 ข้อ ดังนี้

====

1.Agendas with Clear Objectives : การแจ้งวาระที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

หลายครั้งที่การประชุมถูกนัดแบบด่วน ไม่ได้แจ้งหัวข้อและจุดประสงค์ที่ชัดเจน คนที่เข้าประชุมก็ไม่รู้ว่าถูกนัดหมายมาประชุมเรื่องอะไร หลายคนไม่ได้เตรียมตัวมา การประชุมนั้นก็ไหลไปโดยที่ไม่ได้โฟกัส นี่คือหายนะขององค์กร 

ถ้านัดประชุมด้วยเป้าประสงค์ที่ชัดเจนว่า “เมื่อจบการประชุมนี้ต้องเห็นผลลัพธ์อะไร” “ในการประชุมนี้จะมีหัวข้ออะไรบ้าง และมี Scope แค่ไหน” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประชุมได้มากขึ้น

====

2.Advance Preparation : การเตรียมตัวในระดับมืออาชีพ

ส่งข้อมูลให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ศึกษาและเตรียมตัวล่วงหน้านานพอ เพื่อที่ในเวลาการประชุมจะได้เป็นการออกความเห็นและตัดสินใจเลย ไม่ต้องย้อนกลับมาเล่าที่มาที่ไปอีกซึ่งจะประหยัดเวลาลงได้มาก

สิ่งสำคัญคือการเชิญผู้เข้าประชุมที่มีความรู้เรื่องนั้นและมีอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่เชิญตามมารยาท หรือเชิญให้มากที่สุดเพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิถ้าไม่เชิญ อย่าลืมว่า เวลาของทุกคนก็คือเงินของบริษัทนั่นเอง

====

3.On-time Start : เริ่มให้ตรงเวลา

มารยาทพื้นฐานอย่างการเริ่มประชุมตรงเวลา กลายเป็นเรื่องยากมากสำหรับบางองค์กร แค่รอคนที่มาสาย แล้วเริ่มช้าไป 5 นาทีจากเวลาประชุม 1 ชม. ก็เท่ากับสูญเสียเวลาไป 8% 

ซึ่งหากคำนวณกลับเป็นมูลค่าจากเงินเดือนของแต่ละคนที่อยู่ในที่ประชุมรวมกันใน 5 นาทีนั้น จะเห็นเลยว่ามีมูลค่าสูงขนาดไหน เชื่อว่าหากแต่ละคนรู้ตัวเลขนี้ จะเห็นค่าของเวลามากขึ้น

====

4.Facilitator & Scribe : ผู้นำการประชุมและผู้จดบันทึก

บุคคลซึ่งจะทำหน้าที่สำคัญหลัก 2 หน้าที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประชุมได้มหาศาล ซึ่งทุกการประชุมจำเป็นต้องมี ได้แก่ Facilitator และ  Scribe

‘Facilitator’ หรือ ฟา  คือผู้ดำเนินการประชุม รับผิดชอบการประชุมให้ไหลลื่นและเป็นไปตามเป้าหมาย 

หน้าที่ของฟา เช่น การตั้งกติกาให้การประชุมเป็นไปได้ด้วยดี เช่นให้ทุกคนตั้งใจฟัง ปิดเสียงโทรศัพท์ และไม่พูดแทรกคนอื่น 

ฟาต้องคอยควบคุมการประชุมให้อยู่เฉพาะหัวข้อที่กำหนดไว้ ตัดบทกรณีที่มีคนพูดยืดเยื้อและใช้เวลามากเกินไป ดึงบทสนทนาที่ออกนอกเรื่องให้กลับมาเข้าประเด็น 

รวมถึงตั้งคำถามชักจูงให้ผู้เข้าประชุมร่วมออกความเห็นอย่างเสมอภาค ควบคุมเวลาให้มีประสิทธิภาพ จนถึงการช่วยจับประเด็นของผู้พูดแต่ละคนด้วย

อีกหนึ่งหน้าที่ของฟาคือการกำหนดกฏ กติกาในการประชุม และนี่คือ 3 กติกาง่าย ๆ ที่ทำให้ทุกฝ่ายมีความสุขในการประชุม อ่านบทความนี้ คลิกที่นี่

====

‘Scribe’ คือผู้จดบันทึกการประชุม ซึ่งไม่ใช่การจดทุกคำพูด แต่เป็นการจับประเด็นและสรุปใจความสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างประชุม อาจพิมพ์สรุปขึ้นหน้าจอให้ทุกคนในที่ประชุมได้เห็นแบบ Real Time เพื่อให้ทุกคนได้ติดตามความคืบหน้าของการประชุมได้ตลอดเวลาก็ได้

สุดท้ายคือการทำรายงานสรุปเพื่อเตือนทุกคนถึง ข้อสรุป หรือมติในการประชุมครั้งนั้น ตลอดจนความรับผิดชอบที่สมาชิกแต่ละคนจะไปทำงานต่อ

====

5.Early Ending : ยุติการประชุมก่อนกำหนดได้เสมอ

หากพบว่าการประชุมไม่มีอะไรคืบหน้า หรือวนอยู่กับที่ไม่ไปไหน ผู้เข้าร่วมไม่ได้เตรียมตัวมาดีพอ ก็ให้ผู้จัดประชุมสามารถหยุดการประชุมได้ทันที ไม่ควรเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะถึงอย่างไรการประชุมนั้นก็จะไม่สร้างผลลัพธ์อยู่ดี 

และหากการประชุมนั้นสามารถจบได้เร็วขึ้นได้ด้วยวิธีใด ก็ให้ทำทันที หรือเมื่อจบเรื่องที่ต้องพูดคุย ก็สามารถปิดการประชุมได้ทันที ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทุกคนให้ครบตามที่นัดหมาย 

====

บทสรุป

หากท่านเป็นผู้บริหารไม่ว่าระดับใดในองค์กร ให้เตือนใจตัวเองเสมอว่า ‘เวลา’ คือทรัพยากรที่องค์กรขาดแคลนมากที่สุด ไม่ว่าเงินจำนวนเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถซื้อเวลา ชม.ที่ 25 ได้ อีกทั้งไม่สามารถซื้อเวลาที่สูญเปล่ากลับมาได้  

ดังนั้น ควรใช้เวลาของพนักงานทุกคนอย่างเห็นคุณค่า เหมือนกับเป็น “เงินตราสกุลหนึ่ง” 

อย่านัดประชุมเพียงเพราะเป็นงานประจำที่ต้องทำ หากไม่มีเรื่องสำคัญ ให้หลีกเลี่ยงการจัดประชุมได้จะดีที่สุด 

พยายามลดการจัดประชุมให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ ใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพราะนั่นหมายถึง ทุกคนจะได้ใช้เวลาในการทำงานที่สำคัญกับองค์กรมากขึ้นนั่นเอง 

สุดท้าย พิจารณาเทคนิค 5 ข้อในบทความนี้ เพื่อนำมาปรับใช้และกำหนดทิศทางการประชุมครั้งต่อไป เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้เวลาในการประชุม และเพิ่มคุณค่าให้กับองค์กรมากที่สุด

====

หนึ่งในเครื่องมือการตั้งเป้าหมายสำหรับการทำงานและการประชุมที่มีประสิทธิภาพก็คือ OKRs เรียนรู้และฝึกฝนวิธีการใช้เครื่องมือนี้ในหลักสูตร OKRs in Action คลิกดูรายละเอียดที่นี่

เรียบเรียงโดย เรือรบ CEO และผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand

อ้างอิง “Your Scarcest Resource” Harvard Business Review, May 2014

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

5 ขั้นตอนทำ Digital Transformation ด้วยการสร้าง Culture

5 ขั้นตอนทำ Digital Transformation ด้วยการสร้าง Culture

โลกธุรกิจและการทำงานในทุกวันนี้อยู่ในยุคที่ Digital เข้ามาครอบครองพื้นที่ในหลายส่วน และมีแนวโน้มว่าจะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ไม่ใช้ Digital ต้องล้มหายตายจากไปด้วยความรวดเร็ว

Digital Transformation หรือ การนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจจึงกลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในช่วง 5 ปีที่ผ่านไป แต่ก็ยังมีเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร และคนทำงานจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจตลอดจนไม่เปิดใจให้กับเรื่องนี้

=====

 เราทุกคนอยู่ในยุคที่ประโยค “จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือถูกโลกบังคับให้เปลี่ยน” ชัดเจนมากขึ้นทุกที ถึงตอนนี้ ไม่สำคัญแล้วว่าคุณอยากจะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจ หรือ การบริหารจัดการงานของคุณหรือไม่ เพราะถ้าคุณต้องการอยู่รอดและเติบโตคุณก็จำเป็นต้องใช้ ‘เทคโนโลยี’

 การมาถึงของโควิด 19 คงทำให้หลายคนเข้าใจเริ่องนี้มากขึ้น เมื่อผู้คนไม่สามารถออกจากบ้านและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ธุรกิจที่ไม่เคยใช้เทคโนโลยี ไม่มีช่องทางออนไลน์ หรือ ไม่ได้ใช้แอพพลิเคชั่นในการดำเนินงานต่างก็ถึงทยอยปิดตัวและสูญหายไปจากโลกใบนี้ในพริบตา

 ผมเชื่อว่าถึงเวลานี้ทุกคนคงจะยอมรับแล้วว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจและการทำงานคือเรื่องสำคัญที่ไม่ทำไม่ได้ แต่คำถามก็คือ…แล้วจะเริ่มต้นอย่างไร

=====

ผมตั้งใจเขียนบทความในการทำ Digital Transformation สำหรับเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร และคนทำงานที่อยากเริ่มต้นแต่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร โดยการรวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์ตรงที่ใช้ในธุรกิจของตัวเองไปจนถึงธุรกิจของลูกค้าจำนวนมากที่ผมเข้าไปเป็นโค้ชและที่ปรึกษาให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านไป  

ต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนที่คุณสามารถเริ่มต้นทำได้ทันทีที่อ่านจบ โดยมีแก่นหลักในการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่คุณอาจคิดไม่ถึงมาก่อน นั่นคือการรื้อสร้างวัฒนธรรมองค์กรของคุณเอง

=====

ขั้นตอนที่ 1. เริ่มต้นที่ ‘คน’ ของคุณ

 จงปลูกฝัง Mindset ที่ถูกต้องเป็นลำดับแรก

ต้องเข้าใจก่อนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ยิ่งพูดถึงคำว่า Digital ด้วยแล้ว หลายคนมักเข้าใจว่าคือการเอาเทคโนโลยีมาแทนที่คน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างรุนแรง 

เพราะ Digital Transformation ไม่ใช่การเอาเทคโนโลยีเข้ามาแทนการทำงานของคน แต่เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานของคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้นต่างหาก

=====

คนที่ต่อต้าน Digital Transformation คือ คนที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่ควรออกจากองค์กรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ว่าองค์กรนั้นจะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้หรือไม่ก็ตาม

Digital Transformation คือกระบวนการยกระดับคนให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มุ่งเน้นที่ทักษะความสามารถหลักที่มีเพียงบุคคนนั้นเท่านั้นที่สามารถทำได้  ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพและยกระดับรายได้ของเขาให้มากขึ้นด้วย

=====

2.จาก Transformation Champion สู่ Change Agent

 ถ้าแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มหลัก ๆ คือ ‘ผู้บริหาร’ กับ ‘คนทำงาน’ ทั้งสองกลุ่มนี้มีบทบาทต่างกันเล็กน้อยในเรื่อง  Digital Transformation

 ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ผู้บริหารต้องทำคือการหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากที่สุด เพื่อกำหนดบทบาทตัวเองให้เป็น Transformation Champion หรือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยี นั่นเอง

  หลังจากนั้นให้เปิดรับสมัคร Volunteer จากกลุ่มคนทำงานที่จะมาเป็น Change Agent ในการเปลี่ยนแปลง  มองหาคนที่มีหน่วยก้านที่ดี มีทัศนคติที่ดีซึ่งพร้อมจะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง คนกลุ่มนี้นี่แหล่ะที่จะเป็นตัวเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีให้แก่องค์กรของคุณ

=====

3.ระบุ Workflow แต่ละระดับออกมาให้ชัดเจน

ก่อนจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใด เราจำเป็นต้องระบุสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนออกมาให้ชัดเจนที่สุดเสียก่อน ขั้นตอนนี้คือการระบุ workflow ออกมาให้เป็นรูปธรรมว่าที่ผ่านมาธุรกิจของคุณมี Workflow อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นในส่วน Executive workflow , Management workflow ไปจนถึง Operation workflow

ถ้าคุณมองทั้งหมดเป็นกลุ่มก่อนคุณก็อาจจะงงและจับต้นชนปลายไม่ถูก  แต่ถ้าระบุ workflow ออกมาให้เป็นลำดับขั้นตอน คุณก็จะสามารถระบุได้ว่าขั้นตอนไหนที่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้าไปแทนที่ได้ รวมไปถึงควรใช้เครื่องมือใดมาแทนด้วย

=====

4.หา Goal ในการ Transform

 ถ้าสามารถระบุ Goal หรือ เป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ คนทำงานก็จะเข้าใจ มีแรงบันดาลใจเพราะเห็นความเชื่อมโยงของการเปลี่ยนแปลงนี้ ตลอดจนสามารถวัดผลได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่อีกด้วย

ให้คุณกำหนดเป้าหมายที่เป็นเหตุผลในการ Transform นั้นออกมาให้เป็นรูปธรรม เช่น ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย หรือ ลดคน(เพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มยอดขาย) ก็ตาม

เมื่อกำหนดได้แล้วให้คำนวณออกมาเป็นตัวเลข เช่น ช่วยลดต้นทุน 30% ซึ่งเท่ากับเงินจำนวนเท่าไหร่ ตัวเลขเหล่านี้จะเป็นตัวเลขอ้างอิงในการวัดผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นั่นเอง 

=====

5.Redesign workflow

และ Follow up  อย่างต่อเนื่องจนเกิด Culture ใหม่

เมื่อระบุ workflow และกำหนดเป้าหมายในการ Transform ได้แล้ว ให้ออกแบบ workflow  ใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้าไปช่วย โดยมีเป้าหมายเป็นตัวเลขที่ระบุไว้ในข้อที่ 4 เป็นตัววัดผล

         กระบวนการสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือการ Follow up หรือ การติดตามผล โดยมีตัวเลขเป้าหมาย(ไม่ว่าจะเป็นลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย หรือลดคน) เป็นตัววัดผล สิ่งที่สำคัญกว่าการได้ผลลัพธ์ตามเป้าคือการที่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะอะไรองค์กรถึงทำได้ หรือ ทำไม่ได้ตามเป้าหมายนั้น

และที่สำคัญที่สุดก็คือ workflow ใหม่นั้นกลายเป็น Culture หรือยัง ?

 

=====

การรื้อ Culture เดิมเพื่อสร้าง Culture ใหม่จะช่วยให้ Digital Transformation เกิดขึ้นได้จริง เพราะคนคือแกนหลักของทุกธุรกิจ และทุกการอยู่ร่วมกันของคนจะมีสิ่งที่เรียกว่า Culture เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งคนก็มักจะทำตาม Culture ของสังคมนั้น ๆ เสมอไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

การเปลี่ยนแปลงใดใดจะประสบผลสำเร็จได้ล้วนจะต้องอาศัยการสร้าง Culture ใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้น

หนึ่งใน Culture ที่ดีต่อการทำ Digital Transformation คือ Learning Culture เรียนรู้วิธีการสร้าง Culture นี้ในบทความ  4 เทคนิคสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีม คลิกที่นี่

=====

กล่าวโดยสรุป การสร้างสิ่งใหม่เข้ามาในวิถีชีวิตเดิมของผู้คนในช่วงแรกก็คือการสร้างระบบ ในขั้นตอนนี้คนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างเข้ามาเปลี่ยนแปลงซึ่งมีก็ดีแต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตัวเองอยู่ดี 

ขั้นต่อมาคือการทำให้คนรู้สึกว่าระบบนั้นคือสิ่งจำเป็น ในขั้นนี้ระบบจะเริ่มเป็นมาตรฐานในการทำงานของคน จนมาถึงขั้นสุดท้ายคือการทำให้เป็น Culture ซึ่งถ้ามาถึงขั้นนี้ผู้คนจะรู้สึกว่า ‘มันจะต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น’  ถ้าไม่ใช่แบบนั้นจะรู้สึกแปลกและไม่เป็นธรรมชาติ

ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมจะเกิดแรงต้านเสมอ ถ้าคุณเรียนรู้และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นลำดับจนกลายเป็น Culture ได้แล้วล่ะก็ ความสำเร็จจาก Digital Transformation จะเป็นขององค์กรคุณอย่างแน่นอนครับ   

=====  

หนึ่งในวิธีตั้งเป้าหมายและสร้างแผนการเพื่อทำให้สำเร็จตามเป้าที่ตั้งคือการใช้ OKRs เข้ามาช่วย เรียนรู้เรื่องนี้ได้ในหลักสูตร OKRs in Action คลิกที่นี่ 

เขียนโดย โค้ชพีท ชวรณ ธีระกุลชัย
Business Transformation Coach

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

สองขั้นตอนฝึกทักษะ Resilience ที่ทำได้จริง

สองขั้นตอนฝึกทักษะ Resilience ที่ทำได้จริง

คุณเป็นคนหนึ่งใช่ไหมที่เคยจิตตกเพราะเจอสถานการณ์ร้ายๆ หรือ เจอคนที่ทำไม่ดีต่อคุณจนทำให้คุณไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้เป็นเวลานาน

คุณคงรู้สึกแย่มากเลยใช่ไหมครับเมื่อพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

ต่อไปนี้เป็นข่าวดี เพราะคุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่สำคัญทักษะหนึ่งเพื่อรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายหรือคนที่ทำแย่ ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

=====

         เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการที่จะไม่ต้องพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายหรือคนแย่ ๆ ก็คือ ‘การฟื้นคืนกลับมาอยู่ในวิถีทางสู่ความสำเร็จของเราอีกครั้ง’ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Resilience Skill นั่นเอง

เพราะถ้าเปรียบปัญหาและอุปสรรคเป็นคลื่นที่ถาโถมเข้ามาหาเราทุกคน การฝึกที่จะเผชิญและโต้ล้อไปกับคลื่นคือพันธกิจสำคัญของนักโต้คลื่นทุกคน

 ซึ่งผมอยากให้เราทุกคนเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นนักโต้คลื่น

เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น เราจะรู้ว่าสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การสวดภาวนาไม่ให้พบปัญหา แต่คือการฝึกฝนทักษะที่จะเผชิญปัญหาและฟื้นคืนกลับมาได้ทุกครั้งที่เจอปัญหาต่างหาก

=====
         Leo Babauta ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Zen Habits และ The Power of Less เป็นหนึ่งในคนที่ศึกษาและฝึกฝนเรื่อง Personal Productivity อย่างลึกซึ้งมานานหลายปี เขายอมรับว่า Resilience คือ หลักคิดและทักษะที่สำคัญที่สุดของคนทำงานยุคนี้และมันช่วยให้เรามี Productivity ที่สูงได้ด้วย 

         Resilience จะทำให้เรามีความยืดหยุ่น พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และสามารถฟื้นคืนกลับมาได้ทุกครั้งที่เจอปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญในยุคที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยเช่นนี้

         คำถามก็คือ เราจะฝึกทักษะ Resilience ได้อย่างไร เพราะดูเหมือนมันจะเป็นแค่แนวคิดที่นามธรรมมากเหลือเกิน

         คำตอบอยู่ที่สองขั้นที่ Leo (และผม) ฝึกปฏิบัติและนำมาถ่ายทอดให้พวกเราทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน ดังนี้

=====

1.กำจัดความเครียดที่ไม่จำเป็น (Remove Extra Stress)

ชีวิตคือความทุกข์ นี่คือเรื่องธรรมดาที่ทุกศาสนายอมรับและถ่ายทอดให้พวกเราทำความเข้าใจ  แต่ถึงอย่างไรมนุษย์ผู้มีระบบคิดที่ทรงพลังต่างก็เพิ่มความเครียดให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว และนั่นก็ทำให้จิตใจของใครหลายคนต้องแบกรับความเครียดที่เกินพอดีจนยากที่จะฟื้นตัวกลับมาได้

ถ้าการควบคุมความคิดไม่ให้กังวลกับอนาคตหรือจมปลักอยู่ที่อดีตเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก Leo แนะนำให้เริ่มต้นในสิ่งที่ทำได้ทางกาย(พฤติกรรม) กันก่อน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • ลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสิ่งเสพติดทั้งหลายที่คุณใช้หลีกหนีปัญหาลง เพราะถ้าคุณเครียดก็มีแนวโน้มสูงมากที่คุณจะเสพมันเกินพอดี ซึ่งส่งผลให้คุณยิ่งเครียดมากขึ้นในอนาคต จงจำกัดปริมาณที่ดื่มให้น้อยลงอย่างน้อย 50%
  • จำกัดปริมาณงานที่ต้องโฟกัสให้สำเร็จลงจนเหลือเพียง 3 อย่าง โดยฝึกการปฏิเสธงานที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย และฝึกการส่งมอบงานให้คนอื่นทำบ้าง
  • หยุดพักจากหน้าจอและโซเชียลมีเดียอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อเคลียร์จิตใจให้สงบอย่างแท้จริง

=====

2.ทำสิ่งที่ช่วยให้คุณรู้สึกเติมเต็ม (Replenish Yourself)

เมื่อคุณลด ละ เลิกทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็น(มันอาจสร้างความสุขระยะสั้นให้คุณแต่มักจะก่อให้เกิดความเครียดในระยะยาว เช่น การดื่มเหล้า การไปปาร์ตี้ การช็อปปิ้งแบบสุดเหวี่ยง) แล้ว คุณจะมีเวลาและพลังงานเหลือที่จะทำในสิ่งที่…ทำให้คุณรู้สึกเต็มขึ้น

         สิ่งเหล่านั้นคือพฤติกรรมที่ไม่ได้ใช้เวลานาน ไม่ได้ใช้เงินเยอะ แต่คุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอ (สร้างมันขึ้นมาแทนที่พฤติกรรมในข้อ 1) และต้องเป็นสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

         ถ้านึกไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างของผมต่อไปนี้อาจช่วยคุณได้

  • เดินและนั่งชื่นชมธรรมชาติ เช่น สวนสาธารณะ แม่น้ำ ท้องฟ้า
  • ก่อนเข้านอนให้อาบน้ำอุ่นและจดบันทึกเรื่องราวในด้านบวกซึ่งเกิดขึ้นในวันนี้
  • ให้เวลาคุณภาพกับคนที่คุณรัก ไปรับประทานอาหารกับเขาโดยไม่มีมือถือมารบกวน
  • หายใจเข้าลึกขึ้น และออกให้ช้าลงและยาวขึ้นในระหว่างวัน

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่ช่วยให้เรารู้สึกเติมเต็มได้คือการฝึกเป็นผู้นำที่ฉลาดทางอารมณ์ ศึกษาแนวทางการฝึกได้ที่นี่
=====

         พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าคุณทำอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการเลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็น

         เพราะการเจอรถชน ไปทำงานสาย โดนเจ้านายด่า ถูกลูกค้าปฏิเสธ และโดนแฟนโมโหใส่เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความคิดที่คุณมีต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากที่คุณสามารถควบคุมได้

         ยิ่งคุณโฟกัสไปที่สิ่งที่คุณบริหารจัดการและควบคุมได้ เช่น ความคิด พฤติกรรมของคุณ มากเท่าไหร่ คุณก็จะเริ่มสร้างทักษะ Resilience เพื่อการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้มากขึ้นเท่านั้นครับ

=====

ถ้าคุณสนใจฝึกทักษะ Resilience คุณต้องเริ่มต้นที่การฝึกทักษะการบริหารอารมณ์ของตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดที่ไม่จำเป็น เรียนรู้และฝึกฝนเรื่อง Emotional Intelligence เพื่อเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้ คลิกที่นี่ 

เขียนโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity  (Personal Productivity Facilitator) 

 Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

3 เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพในการนอนเพื่อชีวิตที่ Productive มากขึ้น

3 เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพการนอนเพื่อชีวิตที่ Productive มากยิ่งขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการทำงานที่เสร็จลุล่วงตามเป้าหมาย วางแผนล่วงหน้าในวันต่อไป มีเวลาให้กับการออกกำลังกาย รับประทานอาหารสุขภาพ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรัก คุณจำเป็นต้องอ่านบทความนี้

 เรามักจะเรียกชีวิตที่เป็นแบบนั้นว่า ‘Productive’  ซึ่งเป็นคำที่ใครหลายคนปรารถนา แต่มีน้อยคนที่รู้เคล็ดลับสำคัญซึ่งทำให้ตัวเอง Productive มากขึ้น

 ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับสำคัญก็คือเรื่องพื้นฐานที่หลายคนละเลย นั่นก็คือ…การนอนหลับ นั่นเอง

=====

 องค์ประกอบที่สำคัญของ Productivity คือการที่เรามีพลัง (Energy) สูงและเป็นบวกมากพอในแต่ละวัน ถ้าคุณรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ลุกขึ้นจากเตียง ดื่มน้ำ แปรงฟัน และล้างหน้าแล้วยังรู้สึกว่าตัวเองมีพลังงานไม่ถึง 8 (เต็ม 10) แล้วล่ะก็ ตลอดทั้งวันคุณจะไม่สามารถ Productive ได้เลย

 หนึ่งวันของคุณจะ Productive ได้มากที่สุดเท่ากับพลังงานที่คุณมีหลังตื่นนอนเท่านั้น และการที่คุณจะมีพลังงานสูงหลังตื่นนอนได้เกิดจากการเตรียมตัวเข้านอนอย่างมีประสิทธิภาพของคุณ

=====

เพราะการเข้านอนคือกิจวัตรที่สำคัญที่สุดกิจวัตรหนึ่งในชีวิต และมันก็ส่งผลโดยตรงต่อ Productivity ของคุณ(ซึ่งหมายถึงหน้าที่การงาน การเงิน  และสุขภาพของคุณด้วย) ซึ่งมันไม่อาจจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญได้เลย

 การนอนหลับก็เหมือนกับเรื่องสำคัญอื่น ๆ อย่างการทำธุรกิจ การผลิตสินค้า การขาย การเงิน หรือการแต่งงาน นั่นคือมันต้องการการวางแผนหรือออกแบบอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน

 การนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพไม่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญได้(เช่นเดียวกับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จที่ไม่อาจเกิดขึ้นแบบบังเอิญได้) ถ้าคุณเข้าใจ ยอมรับ และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

=====

 ต่อไปนี้คือ 3 เทคนิคในการเตรียมตัวเข้านอนอย่างมีประสิทธิภาพที่ได้รับการค้นคว้าวิจัยโดย Matt Walker นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนที่ศึกษาเรื่องการนอนหลับ ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง Why we sleep ซึ่งผมนำมาปรับใช้กับตัวเองต่อเนื่องเกือบหนึ่งปีแล้ว

และผมก็อยากให้คุณได้นำไปทดลองด้วยเช่นกัน

1.Regularity / ความสม่ำเสมอ

หัวใจของความสม่ำเสมอก็คือการที่คุณต้องเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิมทุกวัน แม้ว่าวันนั้นจะเป็นวันหยุดก็ตาม

การที่คุณเข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิม ๆ จะส่งผลให้ร่างกายปรับตัวให้ชินกับการพักผ่อนและการทำสิ่งต่าง ๆ ถ้าทำต่อเนื่องเกินหนึ่งเดือนคุณจะหลับได้สนิทขึ้นและตื่นนอนได้เองโดยที่ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกเลยด้วยซ้ำ

=====

2.Dark ,Cold and Disconnect / มืด เย็น และปลอดอินเทอร์เน็ต

ห้องนอนที่ดีควรประกอบด้วยสามองค์ประกอบนี้ มืดสนิท เพราะแสงจะรบกวนการทำงานของเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยให้คุณหลับสนิท

อุณหภูมิห้องที่เย็นในระดับที่คุณห่มผ้าหนึ่งผืนแล้วไม่รู้สึกร้อนหรือหนาวจนเกินไปจะช่วยให้คุณหลับได้ดีขึ้น

และสุดท้ายคุณควรเอาสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต ตลอดจนหน้าจอต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ออกไปจากห้องของคุณเพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอจะส่งผลกระทบต่อม่านตาซึ่งจะทำให้คุณหลับไม่สนิทนั่นเอง

=====

3.Create Bedtime Routine / สร้างกิจวัตรก่อนเข้านอน

การนอนหลับของคุณจะมีคุณภาพแค่ไหนขึ้นอยู่กับการสร้างกิจวัตรก่อนเข้านอนให้ตัวเอง

การเข้านอนเปรียบเหมือนการนำเครื่องบินลงจอด (Landing) คุณต้องค่อย ๆ พาร่างกายและจิตใจของตัวเองลงพื้นอย่างสงบหลังจากที่คุณใช้มันอย่างหนักหน่วงมาแล้วตลอดทั้งวัน 

กิจวัตรก่อนเข้านอนที่ดีประกอบไปด้วย… 

  • สรุปสิ่งที่ทำตลอดทั้งวัน และวางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้
  • งดอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และงดดื่มน้ำก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  • อาบน้ำอุ่นและ ทำสมาธิสั้น ๆ ก่อนเข้านอน

หนึ่งในเครื่องมือสำหรับวางแผนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในวันต่อไปคือ Time Boxing รู้จักเครื่องมือชนิดนี้เพื่อการวางแผนงานก่อนเข้านอน คลิกที่นี่
=====

การนอนหลับคือศิลปะประเภทหนึ่ง คุณต้องทำความเข้าใจหลักการให้ถ่องแท้ นำไปปฏิบัติจริง แล้วบันทึกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพื่อที่คุณจะได้สามารถปรับประยุกต์ให้เข้ากับตัวคุณจริง ๆ

ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่อง การตื่นเช้าด้วยพลังงานที่มากกว่า 8 ทุกวันก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่แค่ในฝันของคุณต่อไปและการมีชีวิตที่ Productive ก็จะเป็นเรื่องที่คุณสร้างได้ด้วยตัวคุณเอง

=====

ถ้าคุณต้องการฝึกฝนเรื่องการบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพหลังจากที่นอนหลับได้เป็นอย่างดีแล้ว ขอแนะนำหลักสูตร Effective Time Management คลิกที่นี่

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity  (Powerful Personal Productivity Facilitator) 

 Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Ads, Google Analytics

    Statistics

  • Google Analytics

    Statistics

  • Facebook

    Marketing/Tracking

  • ActiveCampaign

    Functional

  • ActiveCampaign

    Marketing/Tracking

Save