การมองโลกในแง่ดีช่วยให้คุณรวยขึ้นได้อย่างไร

การมองโลกในแง่ดีช่วยให้คุณรวยขึ้นได้อย่างไร

คุณคิดว่า คนมองโลกในแง่ร้าย กับ คนมองโลกในแง่ดี ใครมีสุขภาพทางการเงินดีกว่ากัน

หลายท่านน่าจะคิดว่ามองโลกในแง่ร้ายเข้าไว้จะทำให้เราไม่เอาเงินไปใช้พร่ำเพรื่อ ไม่หลงกลคนต้มตุ๋น ส่วนถ้ามองโลกแง่ดีไปก็คงใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเพราะคิดว่าหาใหม่ได้เรื่อย ๆ และตกเป็นเหยื่อคนต้มตุ๋นได้ง่าย

เรื่องนี้คุณจะอธิบายอย่างไรก็ได้ แต่ผลการศึกษาในอเมริกาบอกว่า ชัยชนะทางการเงินเป็นของ…คนมองโลกในแง่ดี
=====

การศึกษาชิ้นนี้อธิบายว่า คนรุ่นใหม่เต็มไปด้วยความเครียดมากกว่าคนยุคก่อนหน้า แถมยังไม่มีความสุขในชีวิตอีกต่างหาก เมื่อสำรวจคนที่มองโลกแง่บวกกับคนที่มองโลกในแง่ลบพบว่าคนมองโลกในแง่บวกจะตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องเงินได้ฉลาดกว่า และเต็มไปด้วยประโยชน์ที่จับต้องได้มากกว่า

การมองโลกเชิงบวกจะทำให้คน ๆ นั้นมีสติครุ่นคิดเรื่องการเงินได้ดีกว่า คนกลุ่มนี้จะใช้เงินไปกับสิ่งที่จำเป็นและงอกเงยได้ พวกเขาจะมองหาความรู้ด้านการเงินและฟังคำแนะนำที่ดี มีการวางแผนและการลงทุน

แตกต่างจากคนที่มองโลกแบบไม่ไว้วางใจ ซึ่งมักจะตัดสินใจทางลบ เคลื่อนไหวอย่างตื่นตระหนกตามสถานการณ์บีบคั้น
=====

เมื่อปรับความคิดในเชิงบวก (ต้องไม่ลืมว่า หมายถึงบวกอย่างมีปัญญา) ก็เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อทางความคิดให้แข็งแรง ซึ่งใครก็สามารถสร้างได้ และหากครอบครองความแข็งแรงนั้นแล้วก็จะนำไปสู่การขยับขยายเพื่อสร้างผลประโยชน์ได้ต่อไป

คำแนะนำสำหรับการสร้างความคิดด้านบวกแบบมีปัญญาเพื่อให้เงินไหลมาเทมา มีดังต่อไปนี้
=====

โฟกัสไปยังสิ่งที่เข้าท่า

เริ่มต้นวันใหม่ ด้วยการสร้างสิ่งที่จะเป็นประโยชน์งอกเงย เช่น คว้าโทรศัพท์มาเช็คดูข่าวสำคัญ ปรับพฤติกรรมให้คุณเป็นมนุษย์ที่ใช้สื่ออย่างคุ้มค่า ด้วยการเริ่มต้นวันด้วยการเสพสิ่งที่มีคุณค่า ทำให้เราใช้เวลาอย่างถูกต้องไม่ใช่ไปจมจ่อมกับเรื่องที่เจ็บปวดทรมาน
=====

มองหาความก้าวหน้า อย่าคิดว่าต้องสมบูรณ์แบบ

ปัญหาของคนที่เป็น “เพอร์เฟคชั่นนิสต์” หรือมนุษย์สมบูรณ์แบบ คือการมองแบบจับผิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง อะไรที่คลาดเคลื่อนไปจากความสมบูรณ์แบบ ซึ่งวิธีการมองแบบนี้เข้าข่ายการมองโลกในแง่ลบ

คุณควรปรับการมองว่า สิ่งที่ได้ทำลงไปหรือสิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่นั้นสามารถนำมาพัฒนาตรงไหนได้บ้าง การปรับปรุงสิ่งละอันพันละน้อยใดบ้างที่ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้มากขึ้น
=====

สื่อสารกับคนอื่นอย่างมีความหมาย

การเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างมีคุณค่าทำให้เราได้สิ่งตอบแทนที่มีคุณค่าด้วยเช่นกัน ลองส่งอีเมลเรื่องดีเพื่อสื่อสารสิ่งที่เป็นบวกไปยังคนอื่น จะเป็นการขอบคุณหรืออะไรก็ตามแต่กับคนในครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน ก็ล้วนเป็นพฤติกรรมเชิงบวกทั้งสิ้น การทำแบบนี้ทำให้เรารู้สึกสัมพันธ์กับสังคมภายนอก เกิดความสุขและความคิดเชิงบวกตามมานั่นเอง

ทั้งหมดนี้ คือการสร้างสภาวะการมองโลกเชิงบวก จากนั้น การคิดและตัดสินใจต่าง ๆ ของเราก็จะนำมาซึ่งจังหวะและเวลาที่ถูกต้อง สภาพทางการเงินก็จะย่อมเป็นไปในทางที่ดีขึ้นตามผลการวิจัยอย่างแน่นอน
=====


เรียบเรียงจาก “The Financial Upside of Being an Optimist” โดย elle Gielan จาก Harvard Business Review 12 มีนาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

3 เทคนิคในการยอมรับและชื่นชมลูกน้อง

3 เทคนิคในการยอมรับและชื่นชมลูกน้อง

ถ้าลองไปถามลูกทีมหรือลูกน้องในองค์กรต่าง ๆ ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงยังคงทำงานอยู่ที่นั่น คำตอบส่วนใหญ่ที่ออกจากปากพวกเขาก็คือ “ผม / ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าและมีตัวตน”

ซึ่งความรู้สึกนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารคนที่เรียกว่า “ต้องแสดงการยอมรับและยกย่องชื่นชม” (Recognition and Appreciation)

ผู้นำที่อยากให้ลูกน้องที่เก่งและดีทำงานด้วยกันต่อหรืออยากให้ลูกน้องพัฒนาผลงานด้วยความเต็มใจ ไม่ควรละเลยหลักการนี้เป็นอันขาด เพราะสองหลักการนี้นำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจ

เมื่อคนทำงานได้รับความภาคภูมิใจ พวกเขาก็จะร่วมผลักดันผลงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการคิดสร้างสรรค์ การอดทนทำงาน การซื่อสัตย์ หรือการรีดเค้นผลงานที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา
=====

การยอมรับ (Recognition) ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงออกว่าจดจำตัวเขาและผลงานที่เขาทำได้ แต่ยังรวมถึงการให้ Feedback เชิงบวก ว่าลูกน้องได้ทำอะไรดี ๆ มาบ้าง บางครั้งอาจอยู่ในรูปของการให้รางวัล ให้โบนัส เลื่อนขั้น หรือบางทีเพียงแค่การพูดว่าขอบคุณหรือเขียนโน้ตเป็นลายมือก็ถือว่ามีคุณค่ามากพอแล้ว

แต่การยอมรับต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะวิธีนี้ไม่สามารถทำได้กับทุกคน ที่สำคัญมันเป็นการให้คุณให้โทษที่ขึ้นอยู่กับผลงานที่เกิดขึ้นจึงต้องทำเป็นวาระโอกาสและเป็นวาระที่มักจะมาจากเจ้านายไปสู่ลูกน้องเป็นหลักด้วย
=====

การยกย่องชื่นชม (Appreciation) มีเพื่อเสริมส่วนที่การยอมรับ (Recognition) ขาดหายไป

เพราะวิธีนี้ไม่ใช่แค่การรอให้เขาทำผลงานดีออกมาก่อนเท่านั้น แต่การยกย่องชื่นชมสามารถทำได้เรื่อย ๆ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายทำงานดี

การชื่นชมว่าอีกฝ่ายมีคุณค่านั้น ทำได้หลายวาระกว่า ดังเช่นเทคนิค ต่อไปนี้

=====

รับฟัง

การฟังอีกฝ่ายพูดเป็นแสดงถึงการให้ความสำคัญ หากมีคนมาคุยด้วยตอนเรากำลังเล่นมือถือหรือจ้องหน้าคอมพิวเตอร์อยู่แล้วเราต้องการให้ความสำคัญกับเขา ให้หยุดกิจกรรมนั้นแล้วหันมาสบตาผู้พูดและตั้งใจฟังดีกว่า
=====

บอกคนอื่นๆ ว่าคนที่เราชื่นชมนั้นเจ๋งอย่างไร

การประกาศให้คนอื่นรู้นั้นไม่ต่างจากการให้ของขวัญที่ล้ำค่า เพราะนอกจากจะทำให้เจ้าตัวปลื้มแล้ว ยังเป็นการสร้างสถานะที่ดีของคนที่ถูกชมต่อหน้าสาธารณะชนอีกด้วย
=====

แสดงออกไปเลย

บอกคนที่เราชื่นชมไปเลย ว่าสิ่งที่เป็นตัวเขานั้นดีเยี่ยมเพียงไร อาจจะถามเขาด้วยว่าเขาทำมันได้อย่างไรเพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่เขาทำว่ามันมีมากจนเราสนใจ และแสดงความสนใจว่ามันจะดำเนินไปอย่างไรต่อ

ผลการสำรวจของพนักงานในองค์กรต่างๆ ผลที่ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งพบว่า คำชื่นชมจากเจ้านายทำให้พวกเขามีแรงใจที่จะอยู่ที่เดิมต่อไป และแม้ว่าเจ้านายจะชื่นชมบ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ยังจะอยากได้มันต่อไปอีกเรื่อย ๆ

แล้วคุณล่ะ วันนี้คุณได้ให้ยอมรับหรือชื่นชมคนอื่นอย่างจริงใจแล้วหรือยัง
=====

เรียบเรียงจาก “Why Employees Need Both Recognition and Appreciation” โดย Mike Robbins จาก Harvard Business Review 12 พฤศจิกายน 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645



เรียนรู้จากงานยังไงให้เก่งเร็วขึ้น

เรียนรู้จากงานยังไงให้เก่งเร็วขึ้น

คนส่วนใหญ่มีทัศนคติว่าการศึกษาการเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นในตอนที่เราเป็นเด็ก ต้องเกิดขึ้นในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ต้องเกิดขึ้นในระบบที่กระทรวงศึกษาธิการออกแบบมาเท่านั้น

ซึ่งถ้าทัศนคติเช่นนั้นเป็นทัศนคติที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง คนส่วนใหญ่บนโลกก็คงประสบความสำเร็จไปแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จมีคุณสมบัติประการหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ การเป็นนักเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา

====

ที่บอกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมาสนับสนุนให้คุณไปเรียนต่อเอาใบปริญญามาประดับฝาบ้านเพิ่ม เพราะการทำเช่นนั้นก็หมายความว่าคุณยังหนีไม่พ้นทัศนคติของคนส่วนใหญ่ที่ผมบอกไปอยู่ดี

การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นที่หัวใจซึ่งเปิดกว้างและกระหายที่จะรู้ เข้าใจ และเปลี่ยนแปลง เมื่อมีทัศนคติที่ถูกต้องแล้วต่อให้คุณมีอาชีพการงานที่ต้องทำทุกวันคุณก็สามารถเรียนรู้ได้อยู่ตลอด
เพราะการทำงานก็เป็น ‘ห้องเรียน’ ที่ดีที่สุดห้องหนึ่งเลยทีเดียว
====

เราจะเรียนรู้จากการทำงานได้อย่างไร

ในตำราการบริหารจัดการยุคใหม่หรือ Management 3.0 และหลักการบริหารแบบ Agile (หลักการทำงานที่เน้นการสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย) มีเครื่องมือหนึ่งที่มีประโยชน์มากในการเรียนรู้จากการทำงานจริง

เครื่องมือนั้นชื่อ Celebration Grid

Celebration Grid คือ แผนภาพไดอะแกรมที่เป็นแกนตั้งฉากระหว่างพฤติกรรมกับผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งจะบอกส่วนผสมระหว่าง ความสำเร็จ (Success) กับ ความล้มเหลว (Failure) ที่เกิดขึ้น

ในขณะที่คนส่วนใหญ่โหยหาแต่ความสำเร็จ ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้เราไม่ได้เรียนรู้และไม่เกิดนวัตกรรม การแก้ปัญหาใหม่ ๆ
====

แก่นแท้ของการเรียนรู้จากความล้มเหลว

Celebration Grid แสดงให้เราเห็นชัดเจนว่า ณ พื้นที่ที่ประกอบไปด้วยความสำเร็จจากการทำตามสูตรเดิม และ ความล้มเหลวจากการทดลองอะไรใหม่นั่นแหล่ะคือพื้นที่ที่เราจะได้เรียนรู้มากที่สุด

เพราะถ้าเรายึดติดกับความสำเร็จเราจะไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ ๆ และนั่นจะทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ ส่วนถ้ามุทะลุบ้าบิ่นทำแต่สิ่งใหม่

ทดลองมันร่ำไปเราอาจจะพบแต่ความผิดพลาดล้มเหลวจนสูญเสียกำลังใจและไม่ได้เรียนรู้เช่นกัน

คำถามสองข้อที่เราควรถามตัวเองและทีมเมื่อทำโปรเจคต่าง ๆ เสร็จสิ้น(หรือทำงานเสร็จในแต่ละสัปดาห์) ก็คือ

อะไรบ้างที่เราทำได้ดี (เรามีหลักปฏิบัติที่ดีอย่างไรบ้าง)

อะไรบ้างที่เราได้เรียนรู้ (เราได้ทดลองทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง)

รักษาสมดุลระหว่างคำถามทั้งสองข้อนี้ให้ได้เรื่อย ๆ แล้วคุณจะพบว่าตัวเองกลายเป็นนักเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงที่มีห้องเรียนที่ชื่อว่า ‘การทำงาน’ นั่นเอง

====

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ในองค์กร (Learning Organizations expert)

Learning Hub Thailand เราพัฒนาคนในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

เทคนิคการประชุมให้มีประสิทธิภาพสูง

เทคนิคการประชุมให้มีประสิทธิภาพสูง

หลายคนคงมีประสบการณ์ไม่ดีนักเกี่ยวกับการประชุม คนจำนวนมากถึงกับบอกว่าการประชุมเป็นเรื่อง ‘เสียเวลา’ จนพาลรู้สึกเกลียด

แต่ยิ่งเกลียดก็ยิ่งเจอ เพราะการนัดหมายเพื่อประชุมนั้นติดตามคุณไปทุกหนทุกแห่ง และเป็นการนัดหมายที่ไม่เคยจบสิ้นเลย

มีการประเมินเอาไว้ว่า บรรดาผู้บริหารจะต้องเจอการประชุมเป็นเวลาเฉลี่ยประมาณ 23 ชั่วโมงต่อหนึ่งสัปดาห์

จากจำนวนทั้งหมดนี้ 8 ชั่วโมงเป็นปริมาณการประชุมที่สูญเปล่า มีทีมงานถึงร้อยละ 90 ยอมรับว่าเวลาประชุมพวกเขานั่งเหม่อลอยคิดเรื่องอื่น ๆ และร้อยละ 73 ยอมรับว่า พวกเขาเอาเวลาประชุมนี่แหละนั่งทำอย่างอื่นไปด้วย
====

ปัญหาจริง ๆ มีอยู่ว่าบรรดาเจ้านายหรือหัวหน้าทีมมักจะคิดไปเองว่าการประชุมนั้นดีงาม จากการสำรวจในกลุ่มผู้จัดการ พบว่าเกือบร้อยละ 80 นั้นคิดว่าการประชุมที่เขาจัดให้ผลที่ยอดเยี่ยม

มีการทำวิจัยอย่างจริงจังพบว่าคนที่มักจะบอกว่าการประชุมนั้นให้ผลดีเลิศ และมีความสุขที่สุด ก็คือคนที่พูดมากที่สุด ซึ่งก็คือ ผู้นำทีมเองนั่นแหละ

แล้วถ้าประชุมแบบนี้ต่อไปจะเสียหายอย่างไร งานวิจัยบอกกับเราว่า มีการประเมินในสหรัฐอเมริกาว่าการที่ลูกน้องในทีมต้องมานั่งประชุม โดยไม่ได้ทำงานที่สมควรทำหรืองานเร่งด่วน ไม่ได้ใช้เวลาไปกับการหาแรงบันดาลใจและคิดค้นอะไรใหม่ ๆ ก่อให้เกิดการสูญเสียมากกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปีเลยทีเดียว
====

เมื่อการประชุมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น เราจึงมีคำแนะนำสำหรับบรรดาผู้นำว่าทำอย่างไรให้การประชุมมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

1.เตรียมตัวให้พร้อม

เริ่มต้นมีชัยไปกว่าครึ่ง คนจะนัดประชุมนั้นต้องเตรียมตัวมาอย่างดีที่สุด ต้องรู้เหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอว่าทำไมต้องมีการประชุมนี้ ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าการประชุมจะก่อให้เกิดอะไรบ้าง และกระบวนการนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง มีประเด็นหรือหัวข้ออะไรที่จำเป็นจริง ๆ

เมื่อรู้แล้ว ต่อมาก็คือเตรียมคนที่จะเข้าประชุม ให้นึกถึงเฉพาะคนที่จะมาช่วยให้การประชุมมีประสิทธิภาพ ใครที่จะมาช่วยงาน ใครที่จะมาแสดงความคิดเห็น ใครจะมาช่วยตัดสินใจ แล้วต้องทำให้เห็นว่าคนที่ไม่จำเป็นต้องร่วมประชุมก็จะไม่ถูกทอดทิ้ง อาจจะให้พวกเขาเสนอความคิดเห็นนอกรอบมาก่อนแล้วค่อยแชร์ผลการประชุมให้พวกเขารับทราบในภายหลัง

ถัดมาก็ตัดสินใจเรื่องเวลาและสถานที่ให้ชัดเจน ลองเปลี่ยนที่ใหม่ ๆ ลองประชุมในตอนเช้าบ้าง ลองเปลี่ยนเวลาการประชุมให้แปลกออกไปสักหน่อย บางทีการเปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งก็ได้ผลดี หรือถ้าคนไม่เยอะอาจใช้การเดินประชุม การยืนประชุมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เมื่อยเสมอไป
====

2.สนับสนุนให้การประชุมราบรื่น

การสนับสนุนคนประชุมให้รู้สึกดีถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น มีคนมายืนรับและทักทายหน้าห้องประชุม ขอบคุณทุกคนที่มา มีขนมนมเนยให้กิน มีการเล่นดนตรีสักหน่อย (แต่อย่าเยอะเกินไป) ขอให้ช่วยปิดเครื่องมือสื่อสารที่จะรบกวนสมาธิ และช่วยบอกคนที่มาว่าแต่ละคนนั้นทำไมถึงจะต้องมาร่วมประชุมครั้งนี้

ระหว่างประชุมก็ควรมีจิตวิทยาในการจัดการ เน้นการตั้งคำถามที่ดี ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วน ช่วยดึงคนให้มีส่วนร่วมกันอย่างทั่วถึง ถ้าเริ่มขัดแย้งก็ต้องหาทางคลี่คลายให้บรรยากาศกลับมาดีอีกครั้ง

คนที่เชิญคนมาร่วมหรือประธานการประชุมนั่นแหละจะเป็นคนทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกมีคุณค่าและไม่เสียเวลาที่มาประชุมครั้งนี้

เมื่อคนที่มาประชุมรู้สึกว่าการประชุมนั้นมีคุณค่า พวกเขาก็อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมอีก และไม่เท่านั้นพวกเขายังจะทำให้หวนกลับไปทำงานตามหน้าที่ของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยผู้นำการประชุมที่รู้จักยืดหยุ่น เรียนรู้ และมีเหตุผล รวมถึงมีทักษะในการแก้ปัญหาที่ดี

เพียงเท่านี้ การประชุมครั้งต่อไปของคุณก็จะไม่เสียเวลาอีกต่อไปแล้วล่ะ
====

เรียบเรียงจาก “Why Your Meetings Stink and What to Do About It” โดย Steven G. Rogelberg จาก Harvard Business Review มกราคม ถึง กุมภาพันธ์ 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

5 เทคนิคขั้นสูงในการทำงานได้เยอะด้วยเวลาน้อย

5 เทคนิคขั้นสูงในการทำงานได้เยอะด้วยเวลาน้อย

คุณเป็นอีกคนที่เคยเจอสถานการณ์งานกองท่วมหัวแต่มีเวลาแค่น้อยนิดใช่ไหม คุณอาจจะเคยลองใช้เทคนิคจัดลำดับความสำคัญหรือไม่ก็เคยตัดงานไม่สำคัญออกแล้วเลือกโฟกัสเน้น ๆ ไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่มันก็ยังไม่ได้ผลใช่ไหม

ต่อไปนี้คือเทคนิค ‘ขั้นกว่า’ ที่ให้คุณลองหยิบไปใช้ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาการทำงานให้ได้เยอะ คุณภาพดี ภายในเวลาที่น้อยนิด
====

ระบุความคาดหวังให้ชัด

ต้องไม่ลืมว่าในงานหนึ่งชิ้นจะมีส่วนที่ลูกค้าหรือคนที่เกี่ยวข้องอยากได้เป็นพิเศษ และส่วนที่คิดว่าแค่ขอให้มีไปงั้น ๆ ฉะนั้นลองพูดคุยกันให้เคลียร์ไปเลยจริง ๆ ว่าคุณจำเป็นต้อง ‘จัดหนัก’ ตรงไหนกันแน่

และถ้ารู้แล้ว คุณจะได้เน้นไปยังส่วนสำคัญโดยเน้นส่วนนั้น โดยไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่คิดว่าไม่มีความจำเป็นมากเกินไปตั้งแต่แรก

====

เอาของเก่ามาปรับใช้ใหม่

นี่คือโลกแห่งยุครีไซเคิล ดังนั้นการเอาของที่มีอยู่แล้วมาใช้ใหม่ หรือนำมาประยุกต์แบบหมุนเวียนถือเป็นการประหยัดเวลาและทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมด้วย

ลองลิสต์ออกมาดูว่าบรรดาสไลด์ต่าง ๆ เนื้อหาข้อความ ร่างโปรเจ็กต์ หรือหลักสูตรการฝึกอบรมต่าง ๆ ที่คุณเคยทำเอาไว้ มีอะไรที่นำมาปรับใช้ใหม่ได้บ้าง
====

สร้าง Template และ Check List

เมื่องานเร่ง เวลาก็น้อยจะมีอะไรที่ดีไปกว่าการมีร่างเอาไว้ แล้วใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนั้นมาปรับให้กลายเป็นงานชิ้นใหม่ การทำ Template ว่าจะต้องใส่ข้อความอะไร เพิ่มหรือปรับตรงไหนจากร่างที่มีอยู่จะช่วยทำให้คุณเปลี่ยนจากการทำข้อสอบเขียนบรรยายสองหน้าอันยืดยาว เป็นการเติมคำอย่างง่าย

และหากคุณมี Check List เพื่อเช็คงานตัวเองทีละข้อ ๆ จนครบถ้วน จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะ คุณจะได้ไม่ต้องกังวล และสับสนว่าทำอะไรไปหรือยัง แล้วยังขาดอะไรอยู่อีกบ้าง
====

เรียกคุยเลยดีกว่า

ในบางครั้ง การมัวแต่นั่งเขียนบันทึก หาคำเป็นทางการ หรือทำสื่อนำเสนอที่แสนวุ่นวายอาจเป็นการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น แถมยังเปลืองทรัพยากรอีกต่างหาก

ในบางกรณี หนทางอย่างการเรียกมาพูดคุยกัน สนทนาตอบโต้เพื่อหาข้อสรุป จะช่วยทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างง่ายดายและเคลียร์ที่สุด
====

สร้างตารางเวลา

การมีตารางเวลาแบบละเอียด จะทำให้คุณกลายเป็นสุดยอดแห่งการบริหารเวลา งานแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดชัดเจนว่าสำคัญมาก – น้อย ต้องให้เวลาแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่ถือว่าหมดเวลาแล้วควรผละไปทำอย่างอื่นที่สำคัญมากกว่า

ถ้ามีเครื่องมือนี้แม้จะไม่ได้การันตีว่าจะทำงานได้เสร็จอย่างยอดเยี่ยม แต่อย่างน้อยมันจะทำให้คุณรู้ว่า คุณกำลังทำงานอะไร สำคัญแค่ไหน จะทำได้ถึงเมื่อไหร่ โดยไม่ต้องนั่งพะว้าพะวงกับงานชิ้นอื่นจนเสียสมาธิโดยใช่เหตุ

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดที่จะทำให้คุณทั้งทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในเวลาอันน้อยนิด และงานนั้นอาจกลายเป็นผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้อีกด้วย
====

เรียบเรียงจาก “5 Strategies for Getting More Work Done in Less Time” โดย Elizabeth Grace Saunders จาก Harvard Business Review 7 มกราคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

วิธีเพิ่มพลังให้ตัวเองทำงานที่รู้สึกไม่อยากทำ

วิธีเพิ่มพลังให้ตัวเองทำงานที่รู้สึกไม่อยากทำ

คุณเคยมีประสบการณ์ต้องกล้ำกลืนฝนทน ทำงานให้เสร็จแบบขอไปทีไหม ที่คุณเป็นแบบนั้นเพราะรู้สึกว่างานน่าเบื่อ ทำไปก็ไร้ประโยชน์ เสียเวลา และยิ่งทำก็ยิ่งรำคาญใช่หรือเปล่า

ท่ามกลางกิจวัตรประจำวันที่เราต้องทำมากมาย ถ้าเลือกได้ เราย่อมเลือกทำสิ่งที่ชอบ แต่ในโลกของการทำงาน บ่อยครั้งเราจำเป็นต้องทำงานที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
====

ในเมื่อเราหลีกหนีไม่ได้ จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถปรับมุมมอง หาวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้รู้สึกอยากทำสิ่งที่เราไม่อยากทำขึ้นมา

อย่าลืมว่า ถึงเราจะไม่มีแรงฮึดในการทำอะไรสักอย่าง แต่เราก็สามารถหาเหตุผลมาใช้เป็นแรงบันดาลใจได้ ด้วยการมองถึงผลลัพธ์

เพราะแรงบันดาลใจไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องสนุกหรือเบิกบานใจเพียงอย่างเดียว แรงบันดาลใจสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุผล

ไม่ว่าจะเพราะทำแล้วเกิดผลประโยชน์ต่อคนที่คุณห่วงใย ทำแล้วก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น ทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และทำแล้วได้เคลียร์หัวสมองจนโล่ง เป็นต้น
====

หากคุณต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำอีก ลองเปลี่ยนมุมมอง เลือกเหตุผลเหล่านี้มาปรับใช้ดู…

ฉันไม่อยากทำ…เลย แต่ถ้าทำแล้วจะมีรายรับมากขึ้น ทำแล้วไม่รู้สึกว่าตัดสินใจผิด

ฉันไม่อยากทำ…เลย แต่ถ้าทำจนเสร็จล่ะก็ หัวหน้าจะพอใจมาก และความตึงเครียดระหว่างเราจะลดน้อยลง

ฉันไม่อยากทำ…เลย แต่ถ้าทำแล้ว ฉันจะหายเครียดไปอีกหลายอาทิตย์เลย และมีเวลามาเตรียมความพร้อมในการทำสิ่งที่ชอบต่อไป
====

นอกจากสร้างแรงบันดาลใจแล้ว เรายังต้องบริหารจัดการเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงด้วย โดยมีสิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอ นั่นคือ

วางแผนทำงานแต่ละอย่างให้เป็นกิจวัตร

กำหนดไว้เลยว่าจะทำอะไรในแต่ละช่วงของวัน แล้วทำให้เป็นนิสัย เช่น ตอนเช้าเคลียร์อีเมลให้เสร็จ ก่อนกลับจะเตรียมแฟ้มงานพรุ่งนี้
====

กำหนดเวลาที่แน่นอน

ว่าจะทำงานนี้ให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าไหร่ และจะไม่หยุดจนกว่าจะเสร็จ เช่น ตอบอีเมลชุดนี้ให้จบในเวลา 2 ชั่วโมง เป็นต้น
====

ตั้งเป้าหมายที่ไม่สูงเกินไป

ค่อยๆ ทำไปทีละนิด เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าหนักหนาเกินไป และจะรู้สึกดีเมื่อเห็นงานมีความคืบหน้าในแต่ละวัน

วิธีการเหล่านี้อาจไม่สมบูรณ์แบบหรือทำให้คุณทำงานได้เร็วที่สุด แต่มันจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยถ้าคุณได้นำไปปรับใช้จริง กว่าจะรู้ตัวคุณก็น่าจะทำงานที่ไม่อยากทำเสร็จเรียบร้อย แล้วจะมีเวลาอีกมากมายไปทำในสิ่งอื่นที่อยากทำ ที่ทำแล้วเกิดความสุข สนุกเพลิดเพลินนั่นเอง
====

เรียบเรียงจาก “How to Motivate Yourself to Do Things You Don’t Want to Do” โดย Elizabeth Grace Saunders จาก Harvard Business Review 21 ธันวาคม 2018

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

เทคนิคการให้ Feedback ที่มีประสิทธิผลสูง

เทคนิคการให้ Feedback ที่มีประสิทธิผลสูง

คุณไม่มีวันพัฒนาตัวเองได้แน่ หากไม่รับฟัง Feedback จากใครเลย มีการศึกษาพบว่าการวิพากษ์วิจารณ์ผลงานอย่างสร้างสรรค์ (Feedback) นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นได้จริง ๆ

แต่การวิจารณ์มาพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้ง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับฟังความคิดเห็น หรือจะรู้สึกดีกับคำวิจารณ์เชิงลบ
====

งานวิจัยจาก Center for Creative Leadership (CCL) ศึกษาเกี่ยวกับการให้ Feedback พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

1.การ Feedback แรงๆ ไม่ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกดีจนอาจกลายเป็นการหยุดพัฒนามากกว่าจะพัฒนา

สิ่งที่จำเป็นมากเวลาวิจารณ์การทำงานของผู้อื่น คือต้องมีความเคารพซึ่งกันและกันและมีความเป็นห่วงเป็นใย คำวิจารณ์ด้านลบอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกไม่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาในภายหน้าได้
====

2. Feedback ด้านบวกคือสิ่งสำคัญ

คนส่วนใหญ่มักจะมองเห็นข้อเสียของผู้อื่นก่อนเป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการเห็นว่าอะไรคือข้อดี นี่คือปัจจัยสำคัญเพราะถ้าอยากให้คนมีกำลังใจในการทำงานต่อไป คุณก็ต้องหาข้อดีของเขาให้เจอแล้วสื่อสารมันออกมา
====

3.หลีกเลี่ยงการบอกคนอื่นว่าต้องแก้ปัญหาอย่างไร

วิธีที่ดีกว่าคือการตั้งคำถามให้เขาคิดถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้รับ Feedback ได้คิดและประเมินถึงผลที่จะตามมา ว่าถ้าทำอย่างนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าหรือไม่ อย่างไร
====

4. หัวใจสำคัญของการพัฒนาอยู่ที่ตัวของผู้ให้ Feedback

ขึ้นชื่อว่า Feedback ย่อมมาจากมุมมองที่แตกต่างกันของผู้ให้ Feedback คน 100 คนย่อมมี 100 มุมมอง แต่การให้ Feedback ของคนที่เป็นหัวหน้า

ปัจจัยสำคัญคือการให้ Feedback เพื่อให้เขาพัฒนาการทำงานต่อไปโดยใช้มุมมองและประสบการณ์ของคนที่เป็นหัวหน้าเข้ามาประกอบ

สิ่งที่ต้องจดจำเอาไว้เสมอคือ หัวหน้าต้องตัดสินใจอย่างเฉียบแหลมด้วยว่า จะหาทางให้ Feedback กับคนที่มีความแตกต่างกันด้วยวิธีไหนเพื่อให้แต่ละคนนำไปปรับปรุงแล้วเกิดผลที่ดีที่สุดต่อองค์กร
====

5. การวิจารณ์จุดอ่อนไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป

มีงานวิจัยจำนวนมากพบว่า ไม่ได้มีแต่การบอกข้อดีหรือจุดแข็ง เท่านั้นที่ทำให้ผู้คนอยากพัฒนาฝีมือ แต่การบอกจุดอ่อนหรือบอกข้อเสียก็ก่อให้เกิดการพัฒนาได้เช่นกัน

เพราะบางคนอาจนำไปใช้เป็นแรงผลักดันให้ทำงานให้ดีที่สุดอาจจะเพื่อไม่ให้โดนไล่ออก หรือโดนตัดเงินเดือนนั่นเอง
====

6. อย่าให้คนทำงานที่ถนัดจนเกินไป

จริงอยู่ว่าการมอบหมายงานบางงานให้กับคนที่เก่งในเรื่องนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่มั่นใจได้แน่นอน แต่ก็อาจทำให้คนนั้นเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเก่งด้านนี้มากจนไม่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านอื่น ซึ่งอาจส่งผลเสียตามมาในอนาคตทั้งต่องานและต่อคนทำงานนั้นเอง

องค์กรที่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพนั้นสิ่งสำคัญจะเริ่มต้นจากการให้ Feedback ซึ่งกันและกัน เมื่อทุกคนรับรู้ถึงจุดแข็ง-จุดอ่อน ข้อดี-ข้อเสีย ย่อมพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
====

เรียบเรียงจาก “What Good Feedback Really Looks Like” โดย Craig Chappelow และ Cindy McCauley จาก Harvard Business Review 13 พฤษภาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

จัดการเรื่องเร่งด่วนยังไงให้มีประสิทธิภาพ

จัดการเรื่องเร่งด่วนยังไงให้มีประสิทธิภาพ

ในการทำงานหลายคนวนเวียนอยู่กับการเอาตัวรอดจากเส้นตาย (Dead Line) ในการส่งงานซึ่งเต็มไปด้วยความกดดัน ความเหนื่อยและความเครียด แต่ก็จะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจหากทำได้ทันตามกำหนดนั้น

แต่งานวิจัยบอกว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทุ่มเทแทบเป็นแทบตายเพื่อให้เสร็จทันเวลาเหล่านั้นมักเป็นงานที่ใกล้เวลาส่งงาน และทำให้รู้สึกกดดัน ทั้งที่งานนั้นอาจไม่ได้มีความสำคัญมากนัก

ในทางตรงกันข้าม คนส่วนใหญ่กลับละเลยงานอื่นที่อาจจะกดดันน้อยกว่า มีเวลาเหลือสำหรับการทำงานนั้นมากกว่า และที่สำคัญก็คือให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
====

เรากำลังโดนเส้นตายและความรู้สึกกดดันหลอกลวงโดยไม่รู้ตัว จนแทนที่จะทำงานตามลำดับความสำคัญกลับกลายเป็นทำตามความตื่นตระหนกไฟลนก้นไปโดยปริยาย

งานสำคัญที่ควรจะทำก่อนได้แก่ งานที่มีความหมาย งานที่ได้ภาพลักษณ์ที่ดี งานที่เข้ากับระดับความสามารถ งานที่จะช่วยให้รอดพ้นจากหายนะทั้งของตนเองและขององค์กร
====

ต่อไปนี้คือ วิธีโฟกัสไปยังงานที่ ‘สำคัญจริง ๆ’ เพื่อทำให้ทันตามเส้นตายที่เรากำหนดขึ้นมาด้วยตัวเอง

วางตารางงานที่สำคัญและเผื่อเวลาเอาไว้ก่อน

งานสำคัญจะต้องถูกบรรจุเป็นเป้าหมายหลักและเพื่อให้งานออกมาดี ทันกำหนดส่ง คุณจะต้องเผื่อเวลาในการประณีต เผื่อเวลางานงอก และอย่าให้เป็นตารางงานที่อัดแน่นจนหืดจับมากกินไป
====

เตรียมใจเผื่อจัดการกับความรู้สึกและความเครียด

ต้องไม่ลืมว่างานสำคัญย่อมล้มเหลวไม่ได้ คนทำมักจะวิตกกังวลจนนำไปสู่ความผิดพลาด สิ่งที่ควรทำก็คือ สร้างมิตรภาพในการทำงานเอาไว้เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ทำสิ่งที่คิดว่าท้าทายและยากก่อนเสมอ ควรร้องขอความช่วยเหลือในเวลาที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงคำพูดที่จะทำให้อารมณ์เสีย หรือการพร้อมรับความผิดพลาดแล้วรีบแก้ไข
====

ถ้ามีงานที่ไม่สำคัญแทรกเข้ามา อย่าใช้เวลาในการจัดการมากเกินไป

จำไว้ว่า งานสำคัญย่อมคู่ควรกับเวลาและคุณภาพของการทำงาน อะไรก็ตามที่จะมาเบี่ยงเบนให้งานสำคัญด้อยคุณภาพหรือเสร็จไม่ทันก็ควรจะต้องถูกจัดการ เช่น การมีงานอื่นแทรกเข้ามา งานดังกล่าวจะต้องถูกจำกัดเวลาว่าจะต้องเสร็จให้เร็วที่สุดและไม่กระทบงานที่สำคัญจริง ๆ ด้วย
====

ลำดับความสำคัญของงาน บริหารจัดการให้สิ่งที่รบกวนจิตใจหมดไปซะ

งานประเภทที่ไม่สำคัญอาจจะมีจำนวนพอสมควร แต่บางอย่างก็เร่งด่วนจริง ๆ สิ่งที่จะทำได้ก็คือ ทำงานเหล่านั้นให้เสร็จไปแต่ควรจะเลือกงานที่ถ้าทำเสร็จแล้วจะทำให้เรารู้สึกโล่งสบายหรือลดภาระได้มากที่สุด เพื่อที่เราจะมีสมาธิและเวลาไปทำงานที่มีความสำคัญจริง ๆ
====

ให้ความสำคัญกับภาพรวมของการทำงานทั้งหมด

การมองเห็น ‘ภาพใหญ่’ ของการทำงานจะทำให้เราโฟกัสในสิ่งที่สำคัญได้ง่ายขึ้น เคล็ดลับก็คือ หาเทคนิคต่าง ๆ มาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็น ตารางแบบละเอียดที่ระบุให้เห็นตั้งแต่ส่วนเล็กและไฮไลท์ให้เห็นภาพรวมทั้งหมดเพื่อที่จะได้รู้ว่าอะไรคืบหน้าไปมากแค่ไหน อะไรเร่งด่วนเป็นพิเศษ

ถัดมาคือการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองระหว่างกัน จะทำให้เห็นว่าเราขาดตกบกพร่องอะไรไปหรือเปล่า รวมถึงการบันทึกตารางการทำงานว่าใช้เวลาไปกับสิ่งไหนบ้างเพื่อจะจัดการให้ดีขึ้น โฟกัสได้ตรงจุดกว่าเดิม

เทคนิคต่างๆ ที่เสนอไปนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง แต่ก็ควรเผื่อใจไว้ด้วยว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบบนโลกใบนี้ การโฟกัสเพื่อเอาชนะเส้นตายของการทำงานเป็นเรื่องยากเสมอ แต่หากลองเอาไปปรับใช้สักครึ่งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจแล้ว
====

เรียบเรียงจาก “How to Focus on What’s Important, Not Just What’s Urgent” โดย Alice Boyes จาก Harvard Business Review 2 กรกฎาคม 2018

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

5 วิธีทิ้งความเครียดทิ้งในที่ทำงานก่อนกลับบ้าน

5 วิธีทิ้งความเครียดทิ้งในที่ทำงานก่อนกลับบ้าน

ชีวิตเรามีทั้งงานและชีวิตส่วนตัว แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคล้าย ๆ กัน ก็คือต้องต่อสู้ดิ้นรนในที่ทำงานอย่างหนักหนาสาหัสจนรู้สึกว่าตัวเองมีภาวะเครียด

พอกลับมาบ้านก็พบว่าตัวเองนำความทุกข์จากที่ทำงานกลับมาด้วย จนกระทบกับความสัมพันธ์ในบ้าน นอกจากนั้นความเครียดจากงานยังเข้ามารบกวนการกินและการนอนของเราอีกด้วย

====

ใครที่เป็นแบบนี้ขอให้หยุดคิดสักนิด คุณไม่จำเป็นต้องได้เป็นพนักงานดีเด่นหรือเป็นหัวหน้าคนเก่งแต่ครอบครัวพัง สุขภาพพัง ไปจนกระทั่งชีวิตพัง

จงสลัดความเครียดทิ้งไว้ในที่ทำงานแล้วกลับบ้านอย่างสบายตัว มีวิธีการที่เราแนะนำให้คุณใช้ 5 วิธี ดังนี้

สื่อสารให้เป็น

ใส่ใจคนในครอบครัว สื่อสารให้พวกเขารู้ว่าคุณยังรักและแคร์พวกเขาเสมอ อย่าแค่เดินผ่านหรือมองผ่าน ให้ทักทายและพูดคุยกับคนที่บ้านเสมอ

ที่สำคัญ หากคุณประสบความเครียดจากการทำงานให้เล่าให้พวกเขาฟังอย่างเปิดอก พวกเขาจะได้รับมือทันเพราะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วอาจจะช่วยเหลือกันและกันได้

เช่น คุณอาจจะบอกแฟนว่า “ตอนนี้ผมรับบรีฟงานมาใหม่ มันยากเหมือนกัน ยังไงช่วงนี้ผมคงจะหนักหน่อย ถ้าเห็นต้องคุยงานทางโทรศัพท์ หรือนั่งอ่านเอกสารเพิ่มที่บ้าน ก็อย่าว่ากันนะ มันคงเป็นแบบนี้ไปสักพักนึง เดี๋ยวคงจะดีขึ้นเองครับ”
====

ปรับใจก่อนกลับบ้าน

ช่วงเวลาเดินทางกลับบ้านคือช่วงที่เราสามารถปรับสภาพจากคนแบกภาระหนักให้เป็นคนผ่อนคลายสบายใจได้ด้วยการหากิจกรรมง่าย ๆ ที่ทำให้มีความสุข

เช่น เลือกเส้นทางกลับบ้านที่มีทัศนียภาพที่มองแล้วมีความสุข ลองแวะแม่น้ำหรือสถานที่ที่ทำให้เราสบายใจ หรือถ้าไม่เห็นวิวอะไรมากนักก็เอาโทรศัพท์มาเปิดดูรูปที่ทำให้มีความสุข เท่านี้ก็ช่วยได้แล้ว
====

หาคนปรับทุกข์

ไม่ได้หมายความว่า ‘หาคนคุย’ ในความหมายของการมีกิ๊ก แต่คือการหาคนที่จะมารับฟัง แบ่งเบาความกลัดกลุ้ม

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิท เพื่อนฝูงในชีวิต หรือบรรดาโค้ชที่สามารถชี้แนวทางการในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ คุณควรมีคนเหล่านี้ไว้เป็นที่พึ่งพิงยามที่ต้องการความสบายใจ
====

วางแผนวันเครียด

ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเครียดจริงๆ แต่คือการวางตารางในรอบสัปดาห์หรือรอบเดือนว่าวันไหนบ้างที่จะต้องโหมงานหนักเป็นพิเศษ อาจทำให้คุณต้องกลับบ้านช้า อาจทำให้คุณไม่สามารถพูดคุยกับครอบครัวหรือกินอาหารเย็นร่วมกันได้เหมือนปกติ

นี่คือเทคนิคการล็อควันที่ภาระเยอะไว้เพื่อที่จะมีเวลาสะสางงานเพิ่มขึ้น และช่วยให้ครอบครัวเตรียมตัวล่วงหน้าได้
====

ขอบคุณที่ผ่านวันนี้มาได้

การขอบคุณในที่นี้สุดแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน บางคนอาจจะไปสวดมนต์ให้ใจสงบ บางคนอาจระลึกถึงชีวิตที่ผ่านมาทั้งวันแล้วมองหาว่าอะไรเป็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ล้วนระลึกถึงและขอบคุณได้ทั้งนั้น

คุณอาจจะสรรเสริญกาแฟที่รสชาติดีสักแก้ว หรือขอบคุณไฟเขียวซึ่งเปิดให้ถนนฝั่งคุณเร็วกว่าปกติทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางนานเกินไป

เทคนิคทั้งหมดนี้ หากนำไปประยุกต์ใช้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยยกเอาความเครียดของการทำงานออกจากบ่าของคุณก่อนถึงบ้านอย่างแน่นอน

====

เรียบเรียงจาก “5 Ways to Leave Your Work Stress at Work” โดย Sabina Nawaz จาก Harvard Business Review 2 มีนาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข –

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

3 วิธีง่าย…ง่ายเพื่อฝึกทักษะคิดวิเคราะห์

3 วิธีง่าย...ง่ายเพื่อฝึกคิดวิเคราะห์

 

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เราพบว่าองค์กรจำนวนมากไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เลย ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดนิดเดียวเท่านั้นจริง ๆ 

บางแห่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน บางแห่งมีปัญหาเรื่องคนหัวเก่า แต่พูดกันอย่างถึงที่สุดรากเหง้าของปัญหาทั้งหมดนั้นมาจากที่เดียวกัน นั่นคือ ‘ขาดทักษะการคิดอย่างรอบด้าน’

====

ผู้นำองค์กรจำนวนมากไม่ยอมมุ่งเน้นประเด็นสำคัญให้มากพอ อีกทั้งยังใช้เวลาไม่คุ้มค่า บ้างก็กระโดดข้ามไปยังข้อสรุปเร็วเกินไป

แต่ไม่ว่าจะมาจากเหตุผลอะไร พวกเขาก็ยังดึงดันที่จะเลือกเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตัวเอง รูปแบบนี้แหล่ะที่เรียกว่า ‘ขาดทักษะการคิดอย่างรอบด้าน’

ชื่อที่คุ้นหูของการคิดอย่างรอบด้านก็คือ ‘การคิดเชิงวิพากษ์” (Critical Thinking)’ สิ่งนี้เป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนกันได้ในชีวิตประจำวัน

บางคนอาจจะเคยทำหรือเคยฝึกทักษะนี้กันบ้างแล้ว แต่ก็มีความแตกต่างมหาศาลระหว่างการ ‘เคยทำอยู่บ้าง’ กับการ ‘ทำอย่างสม่ำเสมอและรอบด้าน’

====

เราขอเชิญชวนให้คุณฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในชีวิตประจำวัน ด้วยวิธีต่อไปนี้

1.ลองตั้งคำถามกับข้อสรุปที่เคยมี

ข้อสรุปต่าง ๆ ที่เคยมีจะเป็นเครื่องนำทางองค์กรของคุณ แต่ถ้าคุณย้อนกลับไปดูข้อสรุปเหล่านั้นใหม่อีกครั้ง แล้วลองตั้งคำถามว่ามันเป็นจริงตามนั้นหรือเปล่า อาจจะช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์มากขึ้น (แต่ไม่ใช่ให้ตั้งคำถามปรัชญาที่จะทำให้เสียเวลา อย่าง “ท้องฟ้ามันเป็นสีฟ้าจริงรึเปล่า” นะครับ)

เรื่องแรกสำหรับการตั้งคำถามคือ ‘จังหวะ’ เช่น เมื่อกำลังพูดถึงแผนการระยะยาวของบริษัทว่าจะทำให้ผลประกอบการเติบโต เราก็ควรใช้จังหวะนี้ถามว่า “มันจะเติบโตได้ยังไง”

หรือถ้าใครกำลังพยากรณ์สภาพตลาดในอนาคต เราก็อาจจะครุ่นคิดถึงคำถามที่ว่า “เขาเอาข้อมูลหรืองานวิจัยอะไรมารองรับ”

นอกจากนี้คุณยังควรถามว่านอกเหนือจากบทสรุปที่ได้มานั้น เรื่องนั้นสามารถสรุปไปในแนวทางอื่น ๆ ได้หรือไม่ มีตัวเลือกอื่นที่จะมาเปลี่ยนข้อสรุปได้หรือเปล่า

เช่น ถ้าทีมของคุณเคยสรุปว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปีหน้าเพราะมีคนติดต่อเข้ามาเยอะ คุณอาจตั้งคำถามกลับไปว่าถ้าเกิดเสียลูกค้าของปีนี้ไป แล้วปีหน้าจะเพิ่มขึ้นขนาดนั้นได้อย่างไร เป็นต้น 

====

2. ฝึกการใช้ ‘ตรรกะ’ ให้ถูกต้อง

บริษัทจำนวนมากใช้ ‘เหตุผล’ ในการหาข้อสรุปและผลักดันนโยบาย แต่ปัญหาคือ เหตุผลเหล่านั้นกลับไม่สมบูรณ์ (หรือเรียกว่าตรรกะเพี้ยน)

เช่น พบว่าอาหารฮาลาลขายดีขึ้นในทวีปเอเชีย บริษัทคุณจึงขยายสาขาร้านอาหารฮาลาลให้ครอบคลุมทุกประเทศในเอเชีย แต่ช้าก่อนเพราะคนญี่ปุ่นไม่บริโภคอาหารประเภทนี้กัน ตัวเลขนั้นอาจพุ่งมาจากประเทศที่เป็นชาวมุสลิมเท่านั้นก็ได้

ลองคิดถึงการใช้เหตุผลที่สมเหตุสมผลจริง ๆ ไม่ใช่แค่การคิดเหมารวบยอดเท่านั้น เพราะสิ่งหนึ่งจะเป็นผลมาจากอีกสิ่งหนึ่งได้นั้นมันจะต้องมีหลักฐานที่สนับสนุนอย่างชัดเจน และต้องมีเงื่อนไขและมีบริบทแวดล้อมที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เพียงมันบังเอิญหรือมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนแทรกเข้ามา

====

3.หาวิธีการคิดแบบใหม่ๆ และรวบรวมมาใช้

เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ชอบอยู่ด้วยความเคยชินและสบายใจ เราจึงหาคนที่คิดเหมือนกันเพื่อมาอยู่รวมกัน เราติดต่อสื่อสารกับคนที่ความคิดและรสนิยมเข้ากันได้เป็นหลัก

ปัญหาคือการทำแบบนี้จะทำให้มองไม่เห็นวิธีการคิดหรือสิ่งแปลกใหม่อื่น ๆ เลย ในสังคมสื่อออนไลน์เราก็จะเลือกรับข่าวสารจากคนที่มีรสนิยมและความคิดแบบเดียวกัน

เมื่อเราเปิดหน้าเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ก็จะพบแต่คนแสดงความคิดเห็นที่เหมือนเรา จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “ห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ” นั่นเอง

ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่คุณจะต้องออกมาจากสังคมเดิม ๆ ลองหาคนในสังคมใหม่ อาชีพใหม่ หรือคนต่างเพศต่างวัยซึ่งจะทำให้คุณได้พบแง่มุมใหม่ ๆ ช่วยเปิดความคิดให้กว้างขึ้น การฝึกทั้งหมดนี้จะช่วยให้ทักษะการคิดวิเคราะห์ของคุณแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน

====

====

เรียบเรียงจาก “3 Simple Habits to Improve Your Critical Thinking” โดย Helen Lee Bouygues จาก Harvard Business Review 6 พฤษภาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645