โลกหลังวิกฤต โอกาสและความเป็นไปได้ที่รออยู่

“This is not just Disruption but The New Normal”

มั่นใจได้เลยว่า หลังจากนี้ไป โลกใบนี้จะไม่เหมือนเดิม ทุกสิ่งที่คุณมองว่าเป็นวิกฤตในวันนี้ จะกลายเป็น “ความปกติแบบใหม่” ที่ทุกคนจะต้องปรับตัวให้คุ้นชินกับมัน ต่อไปนี้มนุษย์จะไม่สามารถคิดแบบเดิม ทำแบบเดิมได้อีกแล้ว

ไม่ใช่เพราะถูกใครมา Disrupt แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทั้งหมดจะบีบคั้นให้มนุษย์ทุกคนต้องเปลี่ยน ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหาร ผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ หรือข้าราชการ นี่คือบทความที่คุณจำเป็นจะต้องอ่านให้จบ!
====

สิ่งที่จะแบ่งปันกับคุณไม่ใช่เรื่องผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน หรือการใช้ชีวิตที่หยุดชะงัก ซึ่งทุกคนก็คงเผชิญกันมาหมดแล้ว 

และถึงอย่างไร ไม่ว่าช้าหรือเร็ว “ทุกวิกฤตก็ต้องมีจุดจบเสมอ”
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ามันจะจบเมื่อไหร่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะเตรียมตัวรับมือกับโลกหลังยุควิกฤตอย่างไรต่างหาก

ตอนนี้หลายคนพยายามให้กำลังใจกันว่า “จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส”

ผมอยากจะชี้ให้เห็นอีกมุมว่า ไม่จำเป็นต้องไปพลิกค้นอะไรในวิกฤต เพราะคุณอาจจะหาไม่เจอ และถ้าจะรอโอกาสเข้ามา บางทีก็อาจจะช้าเกินไป

ที่จริงแล้ว คุณสามารถ ‘สร้างโอกาสใหม่’ ได้เสมอในทุกวิกฤต

สมการที่หลายคนคุ้นเคยก็คือ

โชคดี = โอกาส + ความพร้อม

บางคนเห็นโอกาส แต่ไม่พร้อม จึงล้มเหลว บางคนพร้อมกว่าใคร แต่ไม่เห็นโอกาส เพราะยึดติดกับชีวิตเดิม ๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ 

คนที่โชคดีจึงไม่ใช่เพราะดวงเฮง หรือบุญเก่า แต่คือคนที่เปิดรับโอกาส และมีความพร้อมควบคู่กันเสมอ 

ย้อนกลับมาที่ตัวเรา ถ้าจะรอหาโอกาสหรือเริ่มเตรียมความพร้อมเมื่อวิกฤตจบลงแล้วอาจจะสายเกินไป

ผมอยากชวนคิดว่า ตอนนี้คุณเห็นโอกาสอะไรและถ้าเห็นโอกาสนั้นแล้ว คุณพร้อมแค่ไหนที่จะคว้ามันเอาไว้ 
====

ถ้าคุณยังตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะผมมีตัวช่วยให้ ต่อไปนี้เป็นโอกาสและความท้าทายที่รอพวกเราทุกคนอยู่ ในโลกหลังยุคโควิด-19
โดยผมอ้างอิงข้อมูลจาก Gerd Leonhard – One of the Top 10 Futurist, Worldwide – https://www.futuristgerd.com/

Gerd ได้คาดการณ์สถานการณ์ของโลกหลังยุคโควิด-19 เอาไว้ ซึ่งไม่ใช่การทำนายดวงชะตาหรือแค่คาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์ Data มหาศาล จากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหลากหลายแห่งด้วยกัน  โดยผมนำมาเรียบเรียงใหม่ให้เข้าใจง่ายเป็น  5 ประเด็นดังนี้

====

New Economics ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่
เรียกว่า ‘Sustainable Capitalism’ หรือ “ทุนนิยมยั่งยืน”

ซึ่งจะเกิดเป็นกระแสสำคัญในโลกธุรกิจยุคหลังโควิด-19 นี้

มนุษย์ส่วนใหญ่เริ่มเห็นตรงกันว่า ระบบทุนนิยมที่เอาแต่กำไร โดยไม่สนโลก ไม่สนคนอื่น มันเลวร้ายมาก ทำลายโลกและสิ่งแวดล้อม กระทั่งคุณภาพชีวิตมนุษย์คนอื่น ๆ มากแค่ไหน
ธุรกิจที่ต้องการจะเปลี่ยนมาใช้เศรษฐกิจทุนนิยมยั่งยืน จะหันมาโฟกัส 4P ได้แก่

– People : สนใจความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของพนักงาน ลูกจ้าง รวมไปถึงคู่ค้าและลูกค้าด้วย

– Planet : ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทำธุรกิจที่ไม่เบียดเบียนโลก แต่เสริมให้โลกน่าอยู่ขึ้น

– Purpose : เปลี่ยนเป้าประสงค์จากกำไร เป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม สร้างคุณค่าต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์

– Prosperity : โฟกัสที่การเจริญรุ่งเรืองในองค์รวม ไม่ใช่แค่บริษัทตัวเอง แต่เป็นทั้งระบบ Ecosystem ต้องเกื้อกูลและเติบโตไปด้วยกัน

ธุรกิจแบบเดิมจะตายไป ธุรกิจแบบใหม่จะมั่นคงและยั่งยืนกว่า เพราะได้รับการสนับสนุน ถึงแม้ในระยะแรกทุนนิยมแบบใหม่จะมีกำไรน้อยกว่า แต่ในระยะยาวจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนกว่า เพราะจะได้รับการสนับสนุนจากพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และคนในสังคมนั่นเอง
====

Remote Everything – ทำทุกอย่างจากทางไกล

อีกไม่นาน เราจะคุ้นเคยกับ Remote Working, Digital Meeting & Conferencing , Virtual Event เพราะเทคโนโลยี 5G จะช่วยเร่งให้สิ่งเหล่านี้เกิดเร็วขึ้น

ผนวกกับพฤติกรรมของคนที่เริ่มคุ้นเคยกับการทำงานที่บ้าน ถ้าไม่จำเป็นก็คงไม่มีใครอยากฝ่ารถติดไปทำงานหรือประชุมอีกต่อไป

เราจะได้เห็นการประชุมรูปแบบใหม่ที่เหมือนในหนัง Sci-Fi 

Microsoft  เปิดตัวเทคโนโลยี Hologram + AI ซึ่งนอกจากจะเห็นคนบรรยายเป็น 3 มิติเหมือนมาปรากฏตัวตรงหน้าเราแล้ว AI จะช่วยแปลคำพูดแบบ Real Time ให้เป็นภาษาท้องถิ่นที่แต่ละคนเข้าใจได้ทันทีอีกด้วย 

ต่อไปนี้ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน หรือกระทั่งภาษาอังกฤษ ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการสื่อสารอีกต่อไปแล้ว 

ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะเห็นการปฏิรูปอาคารสำนักงานให้เล็กลง ศูนย์ประชุมใหญ่ ๆ ห้องเรียนรวมขนาดใหญ่จะไม่จำเป็นอีกต่อไป รูปแบบการเดินทางไปกลับเพื่อทำงานแบบขับรถฝ่ารถติดวันละสองชั่วโมงก็จะหมดไปด้วยเช่นกัน
====

3. Tech Companies Win – ธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้นที่จะชนะ

ธุรกิจที่เน้น AI Technology, ICT, eCommerce, Digital Media จะเติบโตอย่างมหาศาล เพราะธุรกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและโลกออนไลน์จะเป็นแก่นแกนทุกอย่างของชีวิตมนุษย์

เรากำลังก้าวสู่โลกที่ Everything Online ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน สั่งอาหาร ซื้อของใช้ ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม เล่นโยคะ วิ่งมาราธอน กู้เงิน หางาน กระทั่งไปผับ หรือไหว้บรรพบุรุษ สั่งซื้อโลงศพ ก็ทำผ่านออนไลน์ได้ทั้งหมด

แต่ใครจะเป็นผู้ชนะก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถเป็น SuperApp ที่รวมความสามารถตอบโจทย์ชีวิตคนในทุกมิติไว้ในที่ที่เดียวได้ โดยมีตัวชี้วัดคือ “ปริมาณผู้ใช้จำนวนมาก” หรือ “คนใช้เวลาอยู่ในนั้นนานที่สุด” นั่นเอง  

ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย เราจะเห็น Startup จำนวนมากล้มตาย เพราะหมดเงินทุนไหลเวียน แต่ธุรกิจใหญ่ ๆ ที่ยืนระยะได้และมองเห็นโอกาสทางเทคโนโลยีจะก้าวเข้ามาเป็น Corporate Startup เสียเอง

ทุกธุรกิจในโลกจะบ่ายหน้าเข้าพึ่งพาธุรกิจเทคโนโลยีและโลกออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคซึ่งจะยิ่งทำให้อาณาจักรของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

แม้กระทั่งขณะนี้ บางบริษัทก็มีรายได้มากกว่า GDP ของหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาครวมกันไปแล้ว 
====

4. Under-the-skin Surveillance – ตรวจวัดถึงใต้ผิวหนัง

ในปัจจุบันเราอาจเห็นกล้อง CCTV เพื่อตรวจการณ์สอดส่องความปลอดภัยของทรัพย์สินมีค่า

ในมือถือทุกคนมี GPS ที่บันทึกข้อมูลว่าเราเดินทางไปที่ไหนและพบใครบ้างในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา (แม้จะไม่เคยรู้ตัว แต่เราถูกบันทึกไว้เสมอถ้าเดินทางโดยใช้ Google Map)

แต่ในอนาคตอันใกล้ เราจะถูกตรวจตราและบันทึกมากกว่านั้น

โลกหลังโควิด-19 สิ่งที่รัฐบาลและประชาชนต่างพากันหวาดกลัวคือไวรัสกลายพันธุ์ว่ามันจะกลับมาอีกไหม และจะมาเมื่อไหร่ รูปแบบไหน ดังนั้น สิ่งที่ต้องตรวจการณ์จึงไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่อยู่ แต่เป็น “สุขภาพ” ของเราทุกคน

ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนใส่ Smart Watch ที่ตรวจวัดชีพจร อัตราการเต้นหัวใจ ทั้งตอนหลับและตอนตื่น เพื่อวัดค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับสุขภาพอยู่แล้ว จะแปลกอะไร ถ้าเครื่องมือเหล่านั้นจะพัฒนาไป “วัดถึงใต้ผิวหนัง” ของเราได้ด้วย

หากเครื่องมือยุคใหม่สามารถวัดอุณหภูมิร่างกาย วัดความดันโลหิต วัดทุกค่าที่จะช่วยส่งข้อมูลประมวลผลให้เรารู้ถึงสุขภาพของเราหรือของคนที่เรารักว่าใกล้ป่วยหรือยัง ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ควรจะไปพบแพทย์ไหม เชื่อว่าเราทุกคนย่อมอยากใช้

สุดท้าย ถ้าข้อมูลทั้งหมดนี้จากทุกคนถูกนำไปรวมเพื่อประมวลผลในที่เดียวกันก็จะสามารถติดตามและคาดการณ์ “สถานการณ์โรคระบาด” ได้แทบจะ Real Time เลยทีเดียว

แล้วมีหรือ ที่รัฐบาลประเทศไหนจะไม่อยากได้

ประเด็นสำคัญก็คือ เราพร้อมที่จะให้ข้อมูลของตัวเองเชิงลึกขนาดนั้นกับบริษัทหรือรัฐบาลไหม

นี่อาจเป็นทั้งโอกาสที่จะปกป้องพวกเราจากวิกฤตไวรัสครั้งใหม่ หรืออาจจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ใน
เรื่องอื่นที่น่ากลัวกว่าก็เป็นได้

เพราะเมื่อถึงเวลานั้น บางคนจะรู้จักตัวเราดีกว่าเรารู้จักตัวเองเสียอีก
====

5. Agricultural Industries Shift – การพลิกผันของอุตสาหกรรมการเกษตร

ลองถามตัวเองดูว่าจริง ๆ แล้ว มนุษย์กลัวอะไรมากที่สุดในช่วงวิกฤต

ผมมั่นใจว่าไม่ใช่กลัวติดโรค แต่กลัว “อดตาย” ดูได้จากการแย่งกันกักตุนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคตามห้างสรรพสินค้าในทุกหนแห่งทั่วโลก

ลองคิดภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าวิกฤตโควิด-19 ยาวนานนับปี ประเทศทั้งหลายต่างชัตดาวน์ การขนส่งหยุดชะงัก คนตกงานก็เริ่มหมดเงิน สุดท้ายสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ทุกคนไม่อยากเจอก็คือ ‘ภาวะขาดแคลนอาหาร’

ผู้นำแต่ละประเทศย่อมจะต้องมีการวางแผนและป้องกันทุกวิถีทาง ไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะมันจะเกิดเหตุจลาจล ขึ้นทันทีเหมือนในหนังเกี่ยวกับวันสิ้นโลก

ถ้าคุณอ่านบทความนี้ย้อนหลัง แล้วสิ่งนี้ไม่เกิดก็นับว่ายังเป็นเคราะห์ดีของพวกเราทุกคน แต่ใครจะรู้ว่า วิกฤตไวรัสครั้งหน้าจะรุนแรง หรือยืดเยื้อยาวนานกว่าครั้งนี้ไหม 

Gerd จึงคาดการณ์ว่าจะเกิด “การพลิกผันของอุตสาหกรรมการเกษตร” โดยประเทศต่าง ๆ จะเริ่มหันมาผลิตอาหาร พลังงาน น้ำสะอาด ให้เพียงพอกับการอุปโภคบริโภคในประเทศของตัวเอง  หากมีเหลือเฟือจึงค่อยส่งออก แต่จะไม่ใช่การโฟกัสที่การส่งออกเพื่อทำเงินอีกต่อไป

ย้อนกลับมาใกล้ตัวเราที่สุด ลองจินตนาการว่า หากเราอยู่ในกรุงเทพฯ ที่มีเหตุการณ์ให้ต้องปิดเมืองหนึ่งเดือน เราก็อาจต้องนอนอดตายอยู่ในห้องแคบ ๆ ได้ เพราะมีคนหลายล้านแออัดกันอยู่ในพื้นที่ไม่กี่ ตร.กม.
เราอาจจะเริ่มตระหนักว่าสุดท้ายแล้ว “เงิน” ไม่ทำให้เราอิ่มท้องได้เสมอไป

“อาหาร”ต่างหาก ที่เป็น “ความมั่นคง” ที่แท้จริง

จากวิกฤตครั้งนี้ ผมกับเพื่อน ๆ เริ่มคุยกันถึงการหาที่ผืนเล็ก ๆ ไว้เพาะปลูกผักออแกนิกปลอดสารพิษ เพื่อให้เรามีกินประทังชีวิตได้

เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มองในแง่ร้ายที่สุด หากวันหนึ่งเงินเก็บที่มีในตลาดหุ้นทั้งหมดสูญไปเพราะเศรษฐกิจตกต่ำถึงขีดสุด อย่างน้อยเราก็ไม่อดตาย

การหยุดชั่วคราว (Pause) และ ช้าลงเพื่อตัดสินใจที่ดีขึ้น คือทักษะสำคัญที่คุณควรมีในภาวะวิกฤตเช่นนี้ อ่านบทความนี้คลิกที่นี่ 
====

สรุปส่งท้าย ทั้งหมดนี้เป็นการคาดการณ์จาก Futurist หรือนักวิเคราะห์อนาคตซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ได้ แต่ขอให้คุณลองกลับไปคิดวิเคราะห์ต่อ ตามข้อมูลที่คุณได้รับเพิ่มเติม

สำหรับผม ในฐานะผู้ประกอบการ เพียง 5 ข้อนี้ ก็ทำให้เห็นความท้าทายมหาศาลที่รออยู่ตรงหน้าแล้ว

ถึงตอนนี้จะบอกว่าไม่เห็นโอกาสก็คงไม่ได้ แต่จะมีความพร้อมในการคว้าโอกาสเหล่านี้ไว้ แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นความโชคดีได้หรือเปล่า เรื่องนี้คงต้องเกี่ยวกับ Mindset และ Skillset ที่แต่ละคนสะสมกันมาแล้ว

แต่อย่างน้อยคุณคงเห็นเหมือนกับผมว่า…

นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งนอนเล่นเฉย ๆ ทำอะไรฆ่าเวลาไปวัน ๆ แต่เป็นเวลาทองที่เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ Reskill & Upskill หรือวางแผนธุรกิจใหม่ 

มีชุดทักษะและองค์ความรู้ใหม่ ๆ มากมายที่ผู้นำอย่างคุณจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝนในหลักสูตร The New Leadership Skills ดูรายละเอียดที่นี่

ตอนนี้โอกาสเปิดเข้าหาคุณแล้ว คุณพร้อมรึยังครับ

====

เขียนโดย CEO เรือรบ – ผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand