โลกหลังยุคโควิด-19 – โอกาสและความเป็นไปได้ที่รออยู่

“This is not just Disruption but The New Normal”

คุณมั่นใจได้เลยว่า หลังจากนี้ไป โลกใบนี้จะไม่เหมือนเดิม ทุกสิ่งที่คุณมองว่าเป็นวิกฤตในวันนี้ จะกลายเป็น “ความปกติธรรมดาแบบใหม่” ที่ทุกคนจะต้องปรับตัวให้คุ้นชินกับมัน ต่อไปนี้มนุษย์จะไม่สามารถคิดแบบเดิม ทำแบบเดิมได้อีกแล้ว

ไม่ใช่เพราะถูกใครมา Disrupt แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมและปัจจัยกายภาพทั้งหมด ที่จะบีบคั้นให้มนุษย์ทุกคนต้องเปลี่ยน ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้บริหาร ผู้ประกอบการ เป็นฟรีแลนซ์ หรือข้าราชการ นี่คือบทความที่คุณควรจะอ่านให้จบ
====

สิ่งที่จะแบ่งปันกับคุณผู้อ่าน ไม่ใช่เรื่องผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจ อัตราการว่างงาน หรือการใช้ชีวิตที่หยุดชะงัก ซึ่งทุกคนก็กำลังเผชิญหน้าอยู่พร้อม ๆ กัน และไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่

แต่ถึงอย่างไรในที่สุด เราก็จะได้ยินข่าวดี เพราะไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว “ทุกวิกฤตมีจุดจบเสมอ”
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่ามันจะจบเมื่อไหร่ แต่อยู่ที่เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมรับมือกับโลกหลังยุคโควิด-19 ให้ได้ต่างหาก

เห็นตอนนี้หลายคนพยายามให้กำลังใจกันว่า “จงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส”

ผมอยากจะชี้ให้เห็นอีกมุมว่า ไม่จำเป็นต้องไปพลิกค้นอะไรมากในวิกฤต คุณอาจจะหาอะไรไม่เจอ แต่ถ้าจะรอโอกาสให้เข้ามา บางทีก็อาจจะช้าเกินไป

อันที่จริงแล้ว คุณสามารถ “สร้างโอกาสใหม่” ได้เสมอในทุกวิกฤต

คุณอาจเคยเห็นสมการที่ว่า โชคดี = โอกาส + ความพร้อม

บางคนเห็นโอกาส แต่ไม่พร้อม จึงล้มเหลว บางคนพร้อมกว่าใคร แต่ไม่เห็นโอกาส เพราะยึดติดกับชีวิตเดิม ๆ

ดังนั้น คนที่โชคดี ไม่ใช่เพราะดวงเฮง หรือว่าบุญเก่าให้ผล แต่หมายถึง คนที่เปิดรับโอกาส และมีความพร้อมอยู่ควบคู่กัน

ย้อนกลับมาที่ตัวเรา ถ้าจะรอหาโอกาสหรือเริ่มเตรียมความพร้อมเมื่อจบโควิด-19 อาจจะสายเกินไป

ผมอยากชวนคิดว่า ตอนนี้คุณเห็นโอกาสอะไรหรือไม่ และถ้าเห็นโอกาสนั้นแล้ว คุณพร้อมแค่ไหนที่จะคว้ามัน
====

ไม่เป็นไรถ้ายังตอบไม่ได้ เพราะผมมีตัวช่วยให้คุณ ต่อไปนี้เป็นโอกาสและความท้าทายที่รอพวกเราทุกคนอยู่ ในโลกหลังยุคโควิด-19
ผมอ้างอิงแหล่งข้อมูลจาก Gerd Leonhard – One of the Top 10 Futurist, Worldwide – https://www.futuristgerd.com/

เกิร์ด ได้คาดการณ์สถานการณ์ของโลกหลังยุคโควิด-19 เอาไว้ ซึ่งไม่ใช่การทำนายดวงชะตาหรือแค่คาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์ Data มหาศาล จากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหลากหลายแห่งด้วยกัน ผมคิดว่าน่าสนใจมาก จึงนำมาเรียบเรียงใหม่ให้เข้าใจง่าย ใน 5 ประเด็นดังนี้

New Economics ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่
เรียกว่า ‘Sustainable Capitalism’ หรือ “ทุนนิยมยั่งยืน” ซึ่งจะเกิดเป็นกระแสสำคัญในโลกธุรกิจยุคหลังโควิด-19 นี้

เพราะมนุษย์ต่างเห็นตรงกันว่า ระบบทุนนิยมที่เอาแต่กำไร โดยไม่สนโลก ไม่สนคนอื่น มันเลวร้ายเพียงใด ทำลายโลกและสิ่งแวดล้อม กระทั่งคุณภาพชีวิตมนุษย์คนอื่น ๆ มากแค่ไหน
ธุรกิจที่ต้องการจะเปลี่ยนมาใช้เศรษฐกิจทุนนิยมยั่งยืน จะหันมาโฟกัส 4P อันได้แก่

– People : หันมาสนใจความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของพนักงาน ลูกจ้าง รวมไปถึงคู่ค้าและลูกค้าด้วย


– Planet : หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทำธุรกิจที่ไม่เบียดเบียนโลก แต่เสริมให้โลกน่าอยู่ขึ้น


– Purpose : เปลี่ยนเป้าประสงค์จากกำไร เป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม สร้างคุณค่าต่อสังคมและเพื่อนมนุษย์


– Prosperity : โฟกัสที่การเจริญรุ่งเรืองในองค์รวม ไม่ใช่แค่บริษัทตัวเองรอด แต่เป็นทั้งระบบ Ecosystem ต้องเกื้อกูลและโตไปด้วยกัน


โดยธุรกิจแบบเดิมจะตายไป ธุรกิจแบบใหม่นี้จะมั่นคงและยั่งยืนกว่า เพราะได้รับการสนับสนุน ซึ่งถึงแม้ทุนนิยมแบบใหม่จะมีกำไรน้อยลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวย่อมจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนกว่า เพราะจะได้รับการสนับสนุนจากพนักงาน คู่ค้า ลูกค้า และคนในสังคมนั่นเอง
====

Remote Everything – ทำทุกอย่างจากทางไกล

อีกไม่นาน เราจะคุ้นเคยกับ Remote Working, Digital Meeting & Conferencing , Virtual Event เพราะเทคโนโลยี 5G จะช่วยเร่งให้สิ่งเหล่านี้เกิดได้เร็วขึ้น ผนวกกับพฤติกรรมของคนที่เริ่มคุ้นเคยกับการทำงานที่บ้าน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากเดินทางฝ่ารถติดไปทำงานหรือประชุมอีกต่อไป

เราจะได้เห็นการประชุมรูปแบบใหม่ที่เหมือนในหนัง Sci-Fi เช่นตัวอย่างจากคลิปนี้ คลิกดูที่นี่

Microsoft ได้เปิดตัวเทคโนโลยี Hologram + AI ซึ่งนอกจากจะเห็นคนบรรยายเป็น 3 มิติเหมือนมาปรากฏตัวตรงหน้าเราแล้ว AI จะช่วยแปลคำพูดแบบ Real Time ให้เป็นภาษาท้องถิ่นที่แต่ละคนเข้าใจได้ทันที ต่อไปนี้ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน หรือกระทั่งภาษาอังกฤษ ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการสื่อสารของพวกเราอีกต่อไป

และถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะเห็นการปฏิรูปของอาคารสำนักงานให้เล็กลง ศูนย์ประชุมใหญ่ ๆ ห้องเรียนรวมขนาดใหญ่ อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป รูปแบบการเดินทางไปกลับเพื่อทำงานแบบขับรถฝ่ารถติดวันละสองชั่วโมงก็จะหมดไปเช่นกัน
====

3. Tech Companies Win – ธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้นที่จะชนะ

ธุรกิจที่เน้น AI Technology, ICT, eCommerce, Digital Media จะเติบโตมหาศาล เพราะธุรกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ จะเป็นแก่นแกนทุก ๆ อย่างของชีวิตมนุษย์

เรากำลังก้าวสู่โลกที่ Everything Online ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน สั่งอาหาร ซื้อของใช้ ฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม เล่นโยคะ วิ่งมาราธอน กู้เงิน หางาน กระทั่งไปผับ หรือไหว้บรรพบุรุษ สั่งซื้อโลงศพ ก็ทำออนไลน์ได้ทั้งหมด

แต่ทั้งนี้ ใครจะเป็นผู้ชนะก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถเป็น SuperApp ที่เป็นแพลตฟอร์มรวมความสามารถที่ตอบโจทย์ชีวิตคนในทุกมิติไว้ในที่ที่เดียวได้ โดยมีตัวชี้วัดคือ “มีผู้ใช้จำนวนมาก” หรือ “คนใช้เวลานานมาก” อยู่ในนั้น

ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย เราจะเห็น Startup จำนวนมากล้มตายสลายไป เพราะหมดเงินทุนไหลเวียน แต่ธุรกิจใหญ่ ๆ ที่ยืนระยะได้ และมองเห็นโอกาสทางเทคโนโลยี จะก้าวเข้ามาเป็น Corporate Startup เสียเอง

ทุกธุรกิจในโลกจะบ่ายหน้าเข้าพึ่งพาธุรกิจเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งก็จะยิ่งทำให้อาณาจักรของบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งตอนนี้ บางบริษัทนั้นก็มีรายได้มากกว่า GDP ของหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาครวมกันเสียอีก
====

4. Under-the-skin Surveillance – ตรวจวัดถึงใต้ผิวหนัง

ในปัจจุบันเราอาจเห็นกล้อง CCTV เพื่อตรวจการณ์สอดส่องความปลอดภัยของทรัพย์สินมีค่า

ในมือถือทุกคนมี GPS ที่จะบันทึกข้อมูลว่าเราได้เดินทางไปที่ไหนและพบใครบ้างในระยะหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมา (แม้จะไม่เคยรู้ตัว แต่เราถูกบันทึกไว้เสมอถ้าเดินทางโดยใช้ Google Map) แต่ในอนาคตอันใกล้ เราจะถูกตรวจการณ์มากกว่านั้น

โลกหลังโควิด-19 สิ่งที่รัฐบาลและประชาชนต่างหวาดกลัว คือไวรัสกลายพันธุ์มันจะกลับมาอีกไหม และจะมาอีกเมื่อไหร่ ในรูปแบบไหน ดังนั้น สิ่งที่ต้องตรวจการณ์จะไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่เราอยู่ แต่เป็น “สุขภาพ” ของเราทุก ๆ คน
ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนใส่ Smart Watch ที่ตรวจวัดชีพจร อัตราการเต้นหัวใจ ทั้งตอนหลับและตอนตื่น เพื่อวัดค่าต่าง ๆ ทางสุขภาพอยู่แล้ว จะแปลกอะไร ถ้าเครื่องมือนั้นเริ่ม “วัดถึงใต้ผิวหนัง” ของเราได้ด้วย

หากเครื่องมือยุคใหม่สามารถวัดอุณหภูมิร่างกาย วัดความดันโลหิต วัดทุกค่าที่จะช่วยส่งข้อมูลประมวลผลให้เรารู้ถึงสุขภาพของเราหรือของคนที่เรารัก ว่าใกล้ป่วยหรือยัง ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ควรจะไปพบแพทย์ไหม เชื่อว่าเราทุกคนย่อมอยากรู้และอยากใช้

สุดท้าย ถ้าข้อมูลเหล่านี้จากทุกคน ถูกนำไปรวมเพื่อประมวลผลในที่ที่เดียวกัน ก็จะสามารถติดตามและคาดการณ์ “สถานการณ์โรคระบาด” ได้แทบจะ Real Time เลยก็ว่าได้ แล้วมีหรือ ที่รัฐบาลประเทศไหนจะไม่อยากได้
ประเด็นสำคัญก็คือ เราพร้อมที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกขนาดนั้นของตัวเองกับบริษัทหรือรัฐบาลไหม

นี่อาจเป็นทั้งโอกาสที่จะปกป้องพวกเราจากวิกฤตไวรัสครั้งใหม่ หรืออาจจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ใน
เรื่องอื่นที่น่ากลัวกว่าก็เป็นได้ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น บางคนจะรู้จักตัวเราดีกว่าเรารู้จักตัวเองเสียอีก
====

5. Agricultural Industries Shift – การพลิกผันของอุตสาหกรรมการเกษตร

ลองถามตัวเองดูสิครับ ว่าจริง ๆ แล้ว มนุษย์กลัวอะไรมากที่สุดในช่วงวิกฤตโควิด-19 ผมมั่นใจว่าไม่ใช่กลัวติดโรค แต่กลัว “อดตาย” ดูได้จากภาพการแย่งกันกักตุนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคตามห้างสรรพสินค้าในทุกหนแห่งทั่วโลก

ลองคิดภาพง่าย ๆ ว่า ถ้าวิกฤตโควิด-19 ยาวนานต่อไปนับปี ประเทศทั้งหลายต่างชัตดาวน์ การขนส่งหยุดชะงัก คนตกงานก็เริ่มหมดเงิน สุดท้ายสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ทุกคนไม่อยากเจอเลยก็คือ “ภาวะขาดแคลนอาหาร”

ซึ่งผู้นำแต่ละประเทศย่อมจะต้องมีการวางแผนและป้องกันทุกวิถีทาง ไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะมันจะเกิดเหตุ “จลาจล” ขึ้นทันทีเหมือนในหนังวันสิ้นโลก

ถ้าคุณอ่านบทความนี้ย้อนหลัง แล้วสิ่งนี้ไม่เกิด ก็นับว่ายังเป็นเคราะห์ดีของพวกเราทุกคน แต่ใครจะรู้ว่า วิกฤตไวรัสครั้งหน้า มันจะรุนแรง ยืดเยื้อยาวนานกว่าครั้งนี้อีกแค่ไหน

ดังนั้น เกิร์ดจึงคาดการณ์ว่า “การพลิกผันของอุตสาหกรรมการเกษตร” จะเกิดขึ้น โดยประเทศต่าง ๆ จะเริ่มหันกลับมาผลิตอาหาร พลังงาน น้ำสะอาด ให้เพียงพอกับการอุปโภคบริโภคในประเทศของตน หากมีเหลือเฟือจึงส่งออก แต่จะไม่ใช่การโฟกัสที่การส่งออกเพื่อทำเงินอีกต่อไป

ย้อนกลับมาใกล้ตัวเราที่สุด ลองจินตนาการว่า หากเราอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ที่หากมีเหตุการณ์ให้ต้องปิดเมืองหนึ่งเดือน เราก็อาจต้องนอนอดตายอยู่ในห้องแคบ ๆ ได้ เพราะมีคนหลายล้านแออัดกันอยู่ในพื้นที่ไม่กี่ ตร.กม.
เราอาจจะเริ่มตระหนักว่าสุดท้ายแล้ว “เงิน” ไม่ทำให้เราอิ่มท้องได้เสมอไป

“อาหาร”ต่างหาก ที่เป็น “ความมั่นคง” ที่แท้จริง

จากวิกฤตครั้งนี้ ผมกับเพื่อน ๆ เริ่มคุยกันถึงการหาที่ผืนเล็ก ๆ ไว้เพาะปลูกผักออแกนิกปลอดสารพิษ เพื่อให้เรามีกินประทังชีวิตได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มองในแง่ร้ายที่สุด หากวันหนึ่งเงินเก็บที่มีในตลาดหุ้นทั้งหมดสูญไปเพราะเศรษฐกิจตกต่ำถึงขีดสุด แต่อย่างน้อยเราก็ไม่มีทางอดตาย
===

สรุปส่งท้าย ทั้งหมดที่เขียนมา เป็นการคาดการณ์จาก Futurist หรือนักวิเคราะห์อนาคต มันอาจจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็ได้ แต่ก็ขอให้คุณลองนำกลับไปคิดวิเคราะห์ต่อ ตามข้อมูลที่คุณค้นคว้าได้เพิ่มเติมต่อไป

สำหรับผมในฐานะผู้ประกอบการ เพียง 5 ข้อนี้ ก็ทำให้เห็นความท้าทายมหาศาลที่รออยู่ตรงหน้า ถึงตอนนี้จะบอกว่าไม่เห็นโอกาสก็คงจะไม่ได้ แต่จะมีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสเหล่านี้ไว้ แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นความโชคดีได้หรือเปล่า เรื่องนี้คงต้องเกี่ยวกับ Mindset และ Skillset ที่แต่ละคนได้สะสมกันมา

แต่อย่างน้อยคุณคงเห็นเหมือนกับผมว่า นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งนอนเล่นเฉย ๆ ทำอะไรฆ่าเวลาไปวัน ๆ แต่เป็นเวลาทองที่เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ Reskill & Upskill หรือวางแผนธุรกิจใหม่ ๆ


ตอนนี้โอกาสเปิดเข้าหาคุณแล้ว คุณพร้อมรึยังครับ


เขียนโดย CEO เรือรบ – ผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand
===
ป.ล. หากคุณต้องการเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ ๆ ผมและทีมวิทยากรกำลังจัด Live Training


คอร์สอบรมถ่ายทอดสด เรียนจากที่บ้าน ซึ่งตอนนี้มีคนเข้าร่วมกลุ่มกว่า 500 คนแล้ว
คุณสามารถดูรายละเอียดและสมัครเข้าเรียนฟรี คลิกที่นี่ครับ