วิธีฝึก Self – Awareness แบบ Step by Step

วิธีฝึก Self - Awareness แบบ Step by Step

ทำได้ยาก เป็นนามธรรมที่จับต้องได้ยาก มีเรื่องสำคัญและเร่งด่วนถาโถมเข้ามาทุกวัน  ฯลฯ ไม่ว่าเหตุผลที่ทำให้คุณไม่สนใจฝึก Self – Awareness คืออะไร เหตุผลเหล่านั้นก็ไม่เคยลดทอนความสำคัญของทักษะนี้ลงเลย

เพราะ Self – Awareness หรือ การตระหนักรู้ตัวเอง คือ รากฐานที่สำคัญของภาวะผู้นำ (Leadership) ที่แท้จริง ถ้าการลงเสาเข็มให้หยั่งรากลึกลงในพื้นดินก่อนการสร้างตึกสูงเป็นเรื่องสำคัญฉันท์ใด การฝึก Self – Awareness ก่อนการฝึกภาวะผู้นำด้านอื่น ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญฉันท์นั้น

=====

Self – Awareness จะช่วยทำให้เกิด Self – understanding หรือ การเข้าใจตนเอง Self – Acceptance หรือ การยอมรับตัวเอง  Self – Esteem หรือความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ไปจนมี Self – Control หรือ การควบคุมตนเองให้ทำพฤติกรรมที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จรวมถึงละ เลิกพฤติกรรมบ่อนทำลายลงได้ด้วย

แม้จะเข้าใจในเชิงแนวคิด(Concept) แต่ในทางปฏิบัติก็ยังทำได้ยากอยู่ดี ใช่แล้วครับ ผมก็ไม่เคยบอกว่ามันทำได้ง่าย แต่ยืนยันว่ามันคือแก่นแท้ของการเป็นผู้นำ และเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรฝึกไม่ว่าจะมีตำแหน่งและบทบาทใดก็ตาม

=====

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำและทีมเวิร์คในองค์กร ผมขอแบ่งปันประสบการณ์จากการฝึก Self – Awareness ในชีวิตจริงทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน จนกลายมาเป็นวิธีการฝึกแบบ Step by Step ที่คุณสามารถฝึกตามได้ทันที ดังนี้ 

1.ใส่ใจกับความรู้สึกทางร่างกายของคุณ

เริ่มต้นที่ส่วนที่สัมผัสได้ง่ายที่สุดในตัวคุณ นั่นคือร่างกาย วางทุกสิ่งที่ทำตรงหน้าแล้วมารับรู้ร่างกายของคุณอย่างเต็มที่ โดยจะเลือกที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือ ที่ลมหายใจก็ได้ 

=====

2. ใส่ใจกับความรู้สึกภายในในคุณ

หลับตา แล้วถามตัวเองว่า “ขณะนี้ฉันรู้สึกอย่างไร” อาจเริ่มที่การจับว่าความรู้สึกตัวเองเป็นไปในทางบวก ลบ หรือกลาง ๆ ก่อนก็ได้ เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ค่อยเริ่มระบุชื่อความรู้สึกออกมา เช่น กลัว กังวล เครียด โกรธ โมโห แค้น ไม่พอใจ เป็นต้น

=====

3. ยอมรับทุกสิ่งที่กำลังปรากฏ

ระวังความคิดต่อต้านตัดสินความรู้สึกต่าง ๆ ยอมรับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุปัจจัย มีที่มาที่ไป และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา ยอมรับว่าความคิดทั้งหมดไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีคือส่วนหนึ่งข้างในตัวเรา และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดทุกข์ด้วย

=====

4. กำหนดรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน

ขั้นตอนนี้คือหัวใจของทุกสิ่ง การกำหนดรู้อยู่กับปัจจุบันจะอยู่กับลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องคิดของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของเราก็ได้ (ควรเคลื่อนไหวง่าย ๆ ซ้ำ ๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคิด) ถ้าจิตหลุดไปคิดก็แค่กลับมารู้ตัวในปัจจุบันเท่านั้น

=====

5. เฝ้าดูทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายใน

รับรู้ทุกสิ่ง ทั้งความคิด ความรู้สึกทางจิตใจ ความรู้สึกทางร่างกาย แค่รับรู้โดยไม่ต้องไปตัดสินอะไรเลย อยู่กับปัจจุบันขณะต่อไปเรื่อย ๆ และถ้าหลุดไปจากปัจจุบันก็เพียงแค่กลับมา โดยไม่ต้องคิดตัดสินอะไรตัวเองเลย ฝึกแบบนี้ต่อเนื่องจะสามารถอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้นและนานขึ้นเอง 

Self -awareness ช่วยให้ชีวิตของคุณ Productive ขึ้นได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่นี่ ครับ

=====

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านทีมเวิร์คและการสร้างความร่วมมือในองค์กร (Team Collaboration  expert)

Learning Hub Thailand เราพัฒนาคนในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

สุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังการโน้มน้าวใจให้ได้ผล

สุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังการโน้มน้าวใจให้ได้ผล

การจะสร้างองค์กรที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพได้  คุณจำเป็นต้องมีทักษะในการจูงใจคนอื่น ซึ่งทักษะนี้จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝนขึ้นมาด้วยตัวเอง  

ต่อให้มีตำแหน่งที่สูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะชักจูงคนอื่นได้เสมอไป ในขณะเดียวกันบางคนไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยแต่จับพลัดจับผลูต้องมานำทีมแบบไม่เป็นทางการ  คนเหล่านี้จึงต้องหาวิธีการว่าทำอย่างไรที่จะให้คนอื่นยินดีรับฟังและนำสิ่งที่เขาบอกไปปฏิบัติตาม

=====

การจะชักจูงใจคนอื่นได้สำเร็จมีเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาอยากจะฟังคุณ  นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเป็นคนที่ดูมีคุณค่าจนน่ารับฟังซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมากในยุคนี้ เพราะแต่ละคนล้วนมีสื่อมากมายรายล้อมที่พวกเขาติดตาม สังคมมีบรรยากาศแห่งความเร่งรีบ มีแหล่งข้อมูลให้เสพบริโภคเต็มไปหมด 

การที่จะทำให้คนอื่นยินดีรับการจูงใจจากคุณจำเป็นจะต้องมีเคล็ดวิธีที่ถูกต้อง ดังนี้

=====

เริ่มต้นจากการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี 

ถ้าเขาชอบคุณ เขาก็อยากจะฟังคุณ นี่คือโอกาสที่จะชักจูงให้พวกเขาคล้อยตามได้ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นถือเป็นก้าวแรกที่ดีที่สุด ผู้คนในทีมจะเริ่มลดการ์ดลงจนมองเห็นความตั้งใจและพลังงานที่คุณอยากจะส่งไปหาพวกเขาได้

=====

ฝึกการเป็นนักฟังที่ดี 

คนทุกคนล้วนต้องการมีตัวตน และอยากเป็นคนสำคัญ หากคุณอยากจะชักจูงใครสักคน คนๆ นั้นจะต้องอยากรับฟังคุณด้วยความเต็มใจ การทำให้เขารับรู้ได้ว่าคุณเป็นฝ่ายเริ่มรับฟังเขาก่อน ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาอยากจะพูดก่อน  เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อีกฝ่ายอยากจะให้ความสำคัญแก่คุณกลับมา ซึ่งสิ่งแรกสุดที่เขาจะทำตอบแทนคุณก็คือการรับฟังเช่นเดียวกัน 
ฝึกฝนทักษะการฟังอย่างใส่ใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานได้ที่นี่

ฝึกทักษะการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ ได้ที่นี่ 

=====

คุณจำเป็นต้องมีภาษากายที่เหมาะสม 

จัดวางบุคลิกท่าทางให้ดูน่าเชื่อถือและเหมาะสม  ไม่กอดอกปกป้องตัวเอง ขณะพูดและฟัง จัดวางท่วงท่าแขนขาให้อีกฝ่ายเห็นถึงความมั่นคงแน่วแน่ วิธีการพูดที่มั่นคงจริงจังไม่อ่อนแอทำให้อีกฝ่ายอยากจะรับฟังด้วยความสบายใจไปพร้อม ๆ กับการรู้สึกถึงพลังอำนาจที่สะกดให้พวกเขาเคลิ้มคล้อย ทั้งหมดนี้นับเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณต้องฝึกฝน

=====

ทำให้คนอื่นเห็นว่าคุณชำนาญเรื่องที่จะพูดจริงๆ

 วิธีการคือการเอาตัวคุณและชื่อของคุณไปผูกติดกับเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นในงานสัมมนาวิชาชีพ การเข้าร่วมโปรแกรมอบรมต่างๆ หรือมีบทบาทเป็นผู้นำสักอย่างในด้านนั้นๆ วิธีการเหล่านี้จะทำให้คนในสังคมรับรู้ถึงการมีตัวตนในด้านดังกล่าว ทำให้ใคร ๆ ก็พร้อมที่จะเปิดอกรับฟังคุณ

=====

คุณจะต้องวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสม

 เมื่ออยากจะชักจูงให้คนคล้อยตามไอเดียใหม่ ๆ คุณจะต้องกางแผนออกมาดูแล้วปักหมุดว่าใครอยู่ตำแหน่งไหน ระดับใด มองให้ออกว่าจะพุ่งเข้าไปชักจูงคนนั้นด้วยวิธีการไหน จะใช้ใครเป็นผู้นำทางความคิดของเขาได้ไหม มองหาว่าใครอาจจะเป็นภัยคุกคามในแผนการนี้ ถ้าสามารถทำให้คนนั้นกลายมาเป็นพันธมิตรได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

=====

ให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ 

การรู้เขารู้เราย่อมทำให้เรามีชัยชนะทุกครั้ง กรณีนี้ก็เช่นกัน ถ้าหากหาได้ว่าสิ่งที่คนเหล่านี้อยากได้คืออะไร คุณจะสามารถใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจได้ง่ายขึ้น ทุกคนมักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าหากตัดสินใจตามที่คุณนำเสนอพวกเขาจะได้อะไรกลับไป ถ้าหากผลลัพธ์มันตรงกับภายในใจล่ะก็ คุณย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน 

ทั้งหมดนี้คือวิธีการจูงใจให้คนคล้อยตาม จงอย่าลืมว่า ทุกสิ่งควรจะเป็นไปในทางบวก สร้างคุณค่ามูลค่า มากกว่าจะเป็นการขู่เข็ญคุกคาม 

===== 

เรียบเรียงจาก “How to Increase Your Influence at Work” โดย Rebecca Knight จาก Harvard Business Review 16 กุมภาพันธ์ 2018

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

3 กติกาง่าย ๆ ที่ทำให้ทุกฝ่ายมีความสุขในการประชุม

3 กติกาง่าย ๆ ที่ทำให้ทุกฝ่ายมีความสุขในการประชุม

เวลาเดินเข้าไปในห้องประชุม คุณจะต้องเจอคนต่าง ๆ เหล่านี้แน่นอน หัวหน้า คนพูดเยอะ และคนไม่ค่อยพูด (หรือไม่พูดเลย) 

ประเด็นสำคัญสำคัญในการประชุมก็คือ ทุกคนที่ถูกเชิญเข้าร่วมประชุม ควรจะมีบทบาทต่อหัวข้อที่ต้องการความคิดเห็นและการตัดสินใจ คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการประชุมได้อย่างแท้จริงโดยที่ทุกคนรู้สึกพึงพอใจ ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกบังคับ ถูกครอบงำ หรือถูกเรียกเข้ามาให้เป็นตรายางรับรองการประชุมเฉย ๆ

=====

 

‘Tsedal Neeley’  นักเขียนของ Harvard Business Review ออกแบบการประชุมโดยกำหนดว่าควรจะมีกฎ 3 ข้อสำหรับคน 3 แบบ เพื่อที่จะให้การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

1.กฎสำหรับหัวหน้าทีม

 สิ่งที่คนกลุ่มนี้ต้องท่องเอาไว้ก็คือ สร้างสมดุลในการประชุม ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม คอยดูว่าแต่ละคนที่มีส่วนร่วมนั้น มีบทบาทมากไหน รับฟังกันหรือเปล่า และได้มีโอกาสพูดอย่างทั่วถึงและเหมาะสมหรือไม่ 

หากพบว่าใครพูดน้อยหรือไม่พูดเลย ก็ควรจะขอให้คนนั้นได้กล่าวอะไรสักหน่อย ถ้าเจอคนที่พูดไม่คล่องนักก็ต้องคอยช่วยเหลือ ช่วยเสริมประเด็น หรือซักถามให้เคลียร์ 

หน้าที่สำคัญอีกอย่างก็คือ คอยสรุปและจับใจความสิ่งที่สมาชิกในที่ประชุมพูดออกมา ถ้ามีอะไรที่ไม่ชัดเจนก็ต้องทำให้กระจ่างชัดที่สุดด้วย

=====

 

2.กฎสำหรับคนที่พูดคล่องหรือพูดเยอะ 

สิ่งที่ต้องจำเอาไว้ก็คือ อย่าครอบงำคนอื่นมาก ไม่งั้นอาจจะทำให้เกิดบรรยากาศที่ชวนหมั่นไส้ได้  สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ ใช้ภาษาที่เข้าใจได้ง่ายไม่ว่าใครก็รู้เรื่อง อย่าเล่นศัพท์เทคนิคหรือสลับภาษาไปมาจนน่าเวียนหัว ควรลดจังหวะการพูดให้ช้าลงสักหน่อย ไม่งั้นยิ่งพูดจะยิ่งมัน จึงยิ่งดังและยิ่งเร็ว

ถ้าอยากให้เกิดบรรยากาศที่ดี อย่าเสนอตัวพูดไปหมดทุกเรื่อง ลองฝึกที่จะตั้งใจฟังคนอื่นพูดบ้าง และที่สำคัญ คอยถามคนอื่น ๆ ว่าเข้าใจและเคลียร์ในสิ่งที่คุณสื่อสารออกไปหรือไม่

=====

 

3.กฎสำหรับคนที่พูดไม่เก่งหรือไม่พูด

 สิ่งที่ควรจดจำก็คือ หาทางมีส่วนร่วม เพื่อให้การประชุมสมบูรณ์ คุณควรจะหาทางพูดหรือแสดงความคิดเห็นออกมาบ้าง ถ้าการประชุมนั้นเปิดโอกาสให้พูดแบบเวียนไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงคิวก็อย่าหลีกเลี่ยงหรือลุกหนีไปเข้าห้องน้ำ 

อย่าหลุดไปใช้ภาษาส่วนตัวหรือภาษาท้องถิ่น คอยหมั่นถามคนอื่นเวลาที่พูดเสร็จว่าเข้าใจในสิ่งที่เราสื่อสารหรือไม่ เคล็ดลับอีกอย่างสำหรับการมีส่วนร่วมโดยไม่ต้องมีทักษะการพูดที่ดีมากก็คือการฟังแล้วถามในกรณีที่ไม่เข้าใจ หรืออยากจะให้คนพูดอธิบายเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่าง

เพียงทำตามกฎ 3 ข้อเท่านี้ก็จะทำให้การประชุมออกมาราบรื่น สร้างการมีส่วนร่วมของทุกคน และผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจสำหรับสมาชิกอย่างแน่นอน

ระวัง! ถ้าคุณเป็นหัวหน้าและเป็นฝ่ายที่พูดมากด้วย คุณอาจทำให้การประชุมขาดประสิทธิภาพไปจนถึงทีมพังเลยก็ได้ อ่าน ที่นี่ ครับ

=====
เรียบเรียงจาก “Global teams that work” โดย Tsedal Neeley จาก Harvard Business Review ตุลาคม 2015

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

4 เทคนิคทำให้ทีมเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

4 เทคนิคทำให้ทีมเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในเรื่องที่คนทำงานยุคนี้ต้องเผชิญอย่างแน่นอนก็คือ ‘การเปลี่ยนแปลง’ สิ่งนี้อาจทำให้คนที่ไม่ค่อยชอบอัพเดทเกิดอาการงุนงงจนวิงเวียนได้  เพราะโลกทุกวันนี้ยังหมุนเร็วจนทำให้ทักษะการทำงานทั้งหมดต้องปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

ผลจากการสำรวจในปี ค.ศ.  2018 พบว่า บรรดาทักษะอันดับต้น ๆ ที่ธุรกิจเรียกร้องจากคนทำงาน เช่น การใช้เทคโนโลยีสืบค้นข้อมูล ฯลฯ ล้วนเพิ่งปรากฏให้เห็นในช่วง 3 ปีมานี้เท่านั้น

=====

เพราะต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลง อุปนิสัยรักการเรียนรู้จึงจำเป็นสำหรับคนทำงานยุคใหม่ คนทำงานยุคนี้จำเป็นต้องกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และค้นหาคำตอบในสิ่งต่าง ๆ เพื่อนำไปปรับใช้กับการทำงานในอนาคตกระทั่งเกิดคำพูดที่คล้ายคลึงกันในบรรดาองค์กรชั้นนำว่า … 

 “ตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สุด ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบกระเทือนทางธุรกิจ คือ ความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมการเรียนรู้ในแต่ละองค์กรนั่นเอง” 

 

กล่าวโดยสรุปก็คือในโลกการทำงานยุคใหม่ องค์กรไหนมีแต่คนที่ชอบเรียนรู้ องค์กรนั้นจะได้เปรียบเสมอ แล้วอะไรคือเทคนิคที่จะช่วยสร้างให้เกิดวัฒนธรรมชอบเรียนรู้ในทีมล่ะ  คำตอบอยู่ด้านล่างนี้แล้ว

=====


ควรสร้างระบบ รางวัล

ถือเป็นเรื่องปกติที่คนชอบเรียนรู้ มักจะหาทางเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แต่การชอบเรียนรู้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน  จะว่าไปแล้ว ต่างคนต่างมีงานต้องทำเป็นทุนเดิม หลายคนจึงมักจะบ่นว่า จะหาเวลาที่ไหนไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้ ฉะนั้น มันจะกระตุ้นได้ดีกว่าและเร้าใจกว่า ถ้ามีระบบการให้รางวัลมาส่งเสริม รางวัลสำหรับคนในทีมที่เรียนรู้และพัฒนาสิ่งใหม่ได้

=====

ให้ Feedback ที่มีคุณภาพ  

 หลายครั้งเมื่อการทำงานผ่านพ้นไปจนได้ผลลัพธ์และต้องตามมาด้วยการประเมินก็มักจะมีการ Feedback แบบง่ายๆ แต่ไม่ได้อะไรนอกจากการสรุปว่า “ดี” หรือ “แย่”  ทั้งที่จริงแล้ว การ Feedback ให้เห็นว่าอะไรที่คนนั้นยังขาด สามารถเพิ่มและสร้างเสริมได้ จะช่วยทำให้ทีมเกิดการเรียนรู้ นำไปพัฒนาต่อยอดได้อีกมากมาย

=====

ทำให้เป็นตัวอย่าง 

ถ้าเริ่มต้นด้วยการที่ผู้นำของทีมเป็นคนที่รักการเรียนรู้ ทำให้คนในทีมเห็นเป็นรูปธรรม ได้เห็นว่าผู้นำทีมชอบค้นคว้าและพัฒนาอะไรใหม่ๆ แล้วมาแบ่งปัน ชอบหาเวลาไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อมายกระดับประสิทธิภาพการทำงานของทีม บรรดาลูกน้องก็จะเห็นเป็นตัวอย่าง คล้อยตามผู้นำของพวกเขาได้ไม่ยาก แรงบันดาลใจชั้นดีย่อมมาจากการได้เห็นบรรดาหัวหน้าทำแล้วประสบความสำเร็จนั่นเอง

=====

เลือกคนช่างสงสัยมาร่วมทีม 

 บางทีการจะฝึกฝนคนให้ปรับเปลี่ยนนิสัยก็ค่อนข้างยาก วิธีการที่อาจจะง่ายกว่าก็คือการไปสรรหาเอาคนซึ่งมีนิสัยแบบที่เราต้องการเข้ามาร่วมทีมได้เลย หากอยากได้วัฒนธรรมของทีมช่างเรียนรู้ ก็จงไปเลือกคนที่มีลักษณะช่างคิด ช่างสงสัย เพื่อที่จะเข้ามาสร้างบรรยากาศการค้นหาคำตอบ การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปพร้อมๆ กับคนในทีม งานวิจัยได้บอกเอาไว้ชัดว่า คนที่มีลักษณะนิสัยช่างสงสัยและเรียนรู้ จะยิ่งเข้ามาสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้กับองค์กรมากขึ้น และเป็นการเรียนรู้แบบไม่จบสิ้นเสียด้วย



ทั้งหมดนี้ คือเทคนิคการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้แก่องค์กร เราไม่จำเป็นจะต้องยึดถือแบบแผนการเรียนรู้เดิมๆ ที่ปล่อยให้คนเข้ามาทำงาน และค่อยๆ เรียนรู้แบบเก่าตามยถากรรม หากแต่จะต้องสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาผ่านแนวคิดการเลือกคนที่เหมาะ การให้ Feedback ที่ดี การให้รางวัล ตลอดจนถึงการทำเป็นตัวอย่าง และเมื่อทำได้ตามเทคนิคเหล่านี้ องค์กรก็จะรุดหน้าได้ด้วยบุคลากรที่เรียนรู้และรับมือความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน

 

=====

เรียบเรียงจาก 4 Ways to Create a Learning Culture on Your Team” โดย Tomas Chamorro-Premuzic and Josh Bersin จาก Harvard Business Review 12 กรกฎาคม 2018

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962







ยิ่งเป็นอิสระจากความคิดชีวิตยิ่ง Productive

ยิ่งเป็นอิสระจากความคิดชีวิตยิ่ง Productive

ผมรู้ครับว่าคุณใช้ ‘ความคิด’ ในการทำงาน ไอเดียดีดีมากมายพร่างพรูออกจากสมองอันชาญฉลาดของคุณ คุณสร้างสรรค์วิธีการทำงานใหม่ ๆ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ลุล่วงไป และคุณก็วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับมาด้วยสมองหรือความคิดของคุณนี่แหละ

ไม่แปลกเลยถ้าเราจะเทิดทูนบูชาความคิด เพราะมันมีพลานุภาพสูง ใช้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมันก็ช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงสร้างอารยธรรมของมนุษย์ด้วย แต่คุณรู้ไหมครับว่า ความคิด นี่แหล่ะที่ทำร้ายทำลายเรา(รวมถึงสังคมมนุษย์) ได้เช่นกัน

=====

ทุกสิ่งที่มีพลังงานสูงมักมีสองด้านเสมอ ไฟที่ร้อนแรงสามารถให้ความร้อน ความอบอุ่นและเผาทำลายเราได้ น้ำที่มีคุณประโยชน์ก็ท่วมบ้านเรือนและคร่าชีวิตของเราได้ 

‘ความคิด’ ก็เช่นเดียวกัน เราใช้ประโยชน์จากการคิดถึงอดีต(โดยมากมักเกิดโดยอัตโนมัติ) เพื่อเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์และข้อมูลความรู้ในการทำงาน เราคิดจินตนาการถึงอนาคต(สิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น) เพื่อสร้างนวัตกรรม วิธีแก้ปัญหา และตั้งเป้าหมาย 

=====

 

แต่ถ้าไม่ระวัง การคิดถึงอดีตมักนำมาซึ่งความเคียดแค้น ความเกลียดชัง ความหงุดหงิดรำคาญ ความโมโห และไม่พอใจ ส่วนการคิดถึงอนาคตก็นำมาซึ่งความกลัว ความวิตกกังวล และความเครียด 

วิธีการที่ดีที่สุดในการทำงานอย่าง Productive ก็คือ การใช้ความคิดให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกเป็นทาสความคิดจนเกิดความรู้สึกเชิงลบทั้งหลายเหล่านั้น และต่อไปนี้คือคำแนะนำจากประสบการณ์ตรงในการฝึก ‘ออกจากความคิด’ ของผม

=====


1. ทำสมาธิทุกวัน

มีวิธีการทำสมาธิมากมายที่ไม่ใช่แค่การนั่งหลับตาอยู่นิ่ง  ๆ คุณอาจถนัดในการเคลื่อนไหวมือ 14 จังหวะ(ตามแนวทางหลวงพ่อเทียน) หรือใช้การเดินจงกรม การระบายสี การลืมตาแล้วรู้สึกลมหายใจ ฯลฯ วิธีไหนก็ได้ที่ถูกกับจริตของคุณแล้วทำให้เกิดสมาธิ ไม่ถูกความคิดลากจูงไปมาเพียงวันละ 15 – 30 นาทีก็ถือเป็นการฝึกออกจากความคิดที่ดีมาก ๆ แล้ว

=====

2. ฝึกอยู่กับปัจจุบันอย่างไม่ตัดสิน

เราทุกคนมีแนวโน้มที่จะตัดสินปัจจุบันว่าชอบ / ไม่ชอบ  ดี / ไม่ดี อยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยความต้องการส่วนตัวและประสบการณ์เก่า ๆ ในการตัดสินนั้น ลองตั้งแอพพลิเคชั่น Mindfulness Bell ในมือถือของคุณเพื่อให้มันส่งเสียงเตือนให้คุณกลับมาอยู่กับปัจจจุบันอย่างแท้จริงโดยปล่อยวางทุกสิ่งที่คิด กังวล โมโห โกรธแค้น ไม่พอใจลง(ชั่วคราวก่อนก็ได้ครับ) 

=====

3. เขียนบันทึกทุกวัน

ใช้เวลาสั้น ๆ 10 – 20 นาทีก่อนนอน เป็นอิสระจากมือถือ(ก่อน) แล้วหยิบสมุดคู่กายขึ้นมาเขียนบันทึกความคิด ความรู้สึกโดยรวมในวันนั้น มีเรื่องอะไรติดค้างในหัวทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวให้จัดลงไปในสมุดให้หมด ถ้าเป็นสิ่งที่สามารถ take action อะไรบางอย่างได้ให้เขียนระบุสิ่งที่จะทำกับวันที่แล้วเสร็จลงไปด้วย นี่คือวิธี Clearing สมองและออกจากความคิดที่มีพลังมาก เพื่อที่คุณจะสามารถเข้านอนด้วยหัวสมองที่โล่งและอยู่กับปัจจุบันได้อย่างแท้จริง 

ลองนำทั้งสามวิธีไปฝึกฝนอย่างจริงจังต่อเนื่องอย่างน้อยสามสิบวันแล้ววิเคราะห์ผลที่ได้รับกับตัวเอง เพราะผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินวิธีการเหล่านี้มามากกว่าร้อยครั้งแล้ว แต่คุณก็น่าจะรู้นะครับว่าสิ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่คุณคือการลงมือทำไม่ใช่การอ่าน ดู ฟัง แล้วท่องจำไปบอกคนอื่น 

=====

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านทีมเวิร์คและการสร้างความร่วมมือในองค์กร (Team Collaboration  expert)


Learning Hub Thailand เราพัฒนาคนในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093 925 4962

ระวัง! คุณอาจเป็นหัวหน้าที่พูดจนทีมพัง

ระวัง! คุณอาจเป็นหัวหน้าที่พูดจนทีมพัง

คุณอาจคิดว่าหัวหน้ามีหน้าที่สั่งการและพูดคุยกับลูกน้อง แต่ก็ใช่ว่าคนเป็นหัวหน้าจะต้องพูดอะไรเยอะแยะไปหมด มีการสำรวจพบว่าลูกน้องจำนวนไม่น้อยบ่นว่า หัวหน้าของตัวเองพยายามสื่อสารอะไรเยอะเกินไปจนกระทบมาถึงเวลาทำงานที่มีน้อยลง 

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางชิ้นกลับให้ข้อมูลอีกแบบว่า การสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและมีปริมาณพอสมควร จะทำให้งานก้าวหน้าได้มากขึ้น

สรุปแล้ว หัวหน้าควรจะพูดมากแค่ไหน คำตอบก็คือ การสื่อสารที่ไม่ทำให้เสียเวลาทำงาน แต่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอย่างเต็มที่ หรือเรียกอีกอย่างว่า พูดแต่พอดี อย่าให้มากหรือน้อยเกินไปนั่นเอง และต่อไปนี้คือ หลักการที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ 

=====


สื่อสารสองทาง

เมื่อหัวหน้าพยายามสื่อสารวิสัยทัศน์และวิธีการทำงาน ส่วนใหญ่มักจะพูดไปเรื่อยอย่างที่ใจคิด ซึ่งลูกน้องในทีมก็มักจะฟังไปตามหน้าที่ แต่หัวหน้าต้องทำให้การพูดคุยมีความหมายจริง ๆ โดยการให้อีกฝ่ายได้พูด และหัวหน้าต้องเป็นฝ่ายฟังบ้าง

เมื่อมีการประชุม หัวหน้าอาจจะมีหน้าที่พูดเป็นส่วนใหญ่ แต่ต้องไม่ลืมรับฟัง และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้นก็อาจเชิญให้คนในทีมร่วมกันแสดงความคิดเห็นด้วย

=====

อย่าขัดจังหวะการทำงาน

เมื่อเห็นว่าลูกน้องในทีมกำลังสาละวนกับการทำงาน  เช่น พยายามปิดจ๊อบให้สำเร็จ หัวหน้าไม่ควรผลีผลามเข้าไปสร้างบทสนทนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายก็จงปล่อยให้คนในทีมได้อยู่ใน โซนของตัวเองต่อไป (หมายถึง การทำงานด้วยสภาวะลื่นไหล มีสมาธิสูง) เพราะเมื่อใดที่คนกำลังโฟกัสกับงานของตัวเองอย่างเต็มที่ก็ย่อมไม่อยากถูกขัดจังหวะอย่างแน่นอน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ช่วงเวลาที่หัวหน้าจะพูดคุยกับลูกน้องได้ดีที่สุดจึงมักจะเป็นช่วงเริ่มต้นทำงานตอนเช้า หรือช่วงใกล้จะเลิกงาน (แต่ถ้าลูกน้องรีบจะออกไปทำธุระอย่างอื่น ก็อย่าไปขวางทางเขาเด็ดขาด)

=====

หาทางพูดคุยแบบตัวต่อตัว(อย่างน้อย)เดือนละครั้ง

เพื่อให้ไอเดียและงานต่างๆ ดำเนินไปตามแผน สมาชิกในทีมควรได้พูดคุยกับหัวหน้าแบบตัวต่อตัวเดือนละครั้ง  และเพื่อไม่ให้การพูดคุยนี้เป็นไปตามพิธี ลูกทีมควรจะได้รับโจทย์ให้หาประเด็นที่ต้องแก้ไขเพื่อเข้ามาพูดคุยกับหัวหน้าและในทางตรงกันข้าม เรื่องดี ๆ ก็สามารถนำมาพูดคุยได้เช่นกัน ในขณะที่เรื่องที่ควรปรับปรุงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีประโยชน์ได้

=====


ไม่ใช่แค่เปิดประตูรอลูกน้องมาปรึกษา

โดยปกติหัวหน้างานมักจะบอกลูกน้องว่า “ประตูห้องทำงานผมเปิดอยู่เสมอ เข้ามาปรึกษาได้” ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น หัวหน้าจะต้องมีการกระทำเชิงรุก ส่งเสริมให้คนในทีมแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีประเด็นอะไรเกิดขึ้น หัวหน้าควรส่งเสริมให้คนในทีมได้ร่วมกันพูดคุย มองหาอุปสรรคและก้าวข้ามไปด้วยกัน 

สรุปแล้วการพูดมากของหัวหน้านั้นอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่การพูดไม่ถูกเวลา ไม่ถูกจังหวะ และพูดโดยไม่รับฟังต่างหากที่เป็นปัญหา การส่งเสริมให้ลูกน้องได้พูดและหัวหน้ารับฟังพร้อมกับสร้างวัฒนธรรมการแชร์ความเห็นคือทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

===== 

เรียบเรียงจาก “Don’t Be the Boss Who Talks Too Much” โดย Hjalmar Gislason จาก Harvard Business Review 3 พฤษภาคม 2019

 

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

4 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมพร้อมก่อนคุยเรื่องยาก

4 สิ่งสำคัญที่ควรเตรียมพร้อมก่อนคุยเรื่องยาก

หนึ่งในช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสในการทำงาน คือ การที่เราต้องคุยหรือแจ้งข่าวที่แม้แต่เราเองยังลำบากใจ เช่น  การเชิญคนออกจากงาน ทั้ง ๆ ที่คนนั้นยังเป็นที่รักใคร่ในหมู่เพื่อนร่วมงาน แถมเขาเองก็ยังมีภาระด้านการเงินอีกมากมาย 

แต่ผลงานที่ผิดพลาดและไม่เข้าเป้าเอาเสียเลยก็ทำให้การคุยเรื่องที่ยากเกิดขึ้นจนได้ และคุณก็ไม่มีทางเลือกนอกจากการเดินหน้าคุยเรื่องยากแบบนี้ให้ลุล่วงไป

=====

ตำราต่าง ๆ บอกวิธีจัดการสถานการณ์เช่นนี้ กลยุทธ์การพูดหรือคำแนะนำด้านการสนทนาดี ๆ มีให้อ่านมากมาย ประเภทว่า เราจะเริ่มต้นประโยคแรกอย่างไรดี  เราจะแสดงความห่วงใย (ทั้งที่กำลังจะไล่เขาออก) ได้อย่างไร เราจะยังคุมสถานการณ์และมุ่งเป้าไปยังสิ่งที่ต้องการได้อย่างไร

งานวิจัยบอกว่า ปัจจัยชี้ขาดว่าคุณจะทำภารกิจนี้ได้สำเร็จหรือไม่ ไมใช่ทักษะในการพูดแต่เป็นการเตรียมตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนถึงการนัดหมายพูดคุย

 ถ้าคุณกำหนดเวลาพูดคุยไว้ตอนบ่าย 2 โมง นั่นแปลว่า ช่วงเวลาที่สำคัญอันจะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้ คือการเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ตอนบ่ายโมงครึ่งนั่นเอง  

=====

ต่อไปนี้คือ 4 ข้อที่คุณจะต้องเตรียมตัว ถ้าอยากให้การคุยเรื่องยากผ่านไปได้อย่างราบรื่น

1.ตั้งเข็มทิศให้ถูกต้อง

คุณจะต้องมีเป้าหมายในการพูดที่แน่ชัด และพุ่งตรงไปสู่ทิศทางนั้น อย่าได้ไขว้เขวเด็ดขาด สมมติว่าอยากจะเชิญพนักงานสักคนออก แต่ดันไปตั้งเข็มทิศไว้ที่การอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบ อยากหาวิธีการที่นิ่มนวลที่สุด เชื่อเลยว่าผ่านไปนานแค่ไหน ก็ไม่มีวันจะสะสางปัญหาได้ แถมยังคอยคิดเอาใจช่วย หลอกตัวเองว่าเขาไม่ได้แย่ขนาดที่จะต้องไล่ออกอีกด้วย  

ฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ว่า เป้าหมายจริงๆ ของเราคืออะไร สำหรับคนอื่นๆ คืออะไร สำหรับความสัมพันธ์ที่มีระหว่างกันคืออะไร และคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียคืออะไร  ในกรณีนี้ ถ้าจะเชิญออกก็จงให้ออก แต่จงคิดอย่างมีมนุษยธรรม ว่าจะหาทางช่วยเหลือต่อไปอย่างไร คนที่เคยร่วมงานจะต้องแบกภาระแทนแค่ไหน หรือคนมีส่วนได้ส่วนเสียจะได้รับผลอย่างไร

=====

2.วางอารมณ์ให้พอดี

อารมณ์ที่มากหรือน้อยเกินไปมักจะทำลายการพูดคุยเรื่องยาก ๆ  บางทีเราก็โกรธ หวาดกลัว เจ็บปวด หรือป้องกันตัวเองเกินไป ทั้งที่งานวิจัยบอกเราว่า อารมณ์ที่เรารู้สึกรู้สานั้น บางทีไม่ได้มีส่วนอะไรกับความรู้สึกของคนที่เราพูดคุยหรือเจรจาด้วยเลย

อย่างแรกคือต้องไม่คิดว่าตัวเองเป็น เหยื่อ ของสถานการณ์ เราไม่ต้องมาเจ็บปวดอะไรทั้งสิ้นกับการต้องเผชิญหน้าพูดคุย และอย่าไปมองว่าอีกฝ่ายคือผู้ร้ายที่จะคอยทำให้เราช้ำใจ แต่ให้มองว่าตัวเองกำลังเป็น “นักแสดง” ที่ต้องเล่นตามบท ตามอารมณ์ที่ถูกกำกับไว้ และอีกฝ่ายหาใช่ผู้ร้ายต้องหวาดกลัว แต่เป็นมนุษย์ที่สามารถเข้าอกเข้าใจได้และมีเหตุผลได้ 

=====

3.ใส่ข้อเท็จจริงเข้าไปก่อน

การเริ่มต้นพูดคุยเรื่องหนักๆ ด้วยข้อสรุปของเรานั้น ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ แต่มันควรเป็นการเริ่มต้นจากให้ข้อเท็จจริง ข้อมูลต่างๆ ที่ยอมรับกันทุกฝ่าย แล้วค่อยๆ ตะล่อมไปสู่บทสรุป จะดีกว่า ลองนึกดูว่าถ้าเปิดมาด้วยการบอกว่าคุณไม่ดีพอ คุณถูกไล่ออก คงจะไม่เข้าทีนัก แต่ลองปรับเป็น การพูดถึงสิ่งที่เขาทำแล้วไม่เข้าท่า พูดถึงมาตรฐานการประเมินผลงาน พูดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นชัดแจ้งก่อน แล้วค่อยสรุปท้ายสุดจะดีกว่า

=====

4.ผสมความมั่นใจเข้ากับการรับฟังอีกฝ่าย

ความมั่นใจจะทำให้เราทำงานพูดคุยนี้สำเร็จลุล่วงได้ แต่มันจำเป็นที่จะต้องมีการเปิดรับความคิดเห็นและความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วย การรับฟังว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร มีเหตุผลอะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง จะทำให้รู้สึกว่าเราไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ ว่ากันว่าหนทางที่จะโน้มนำให้อีกฝ่ายคล้อยตามเรา ไม่ใช่แค่ลมปากของเรา แต่เป็นการใช้หูรับฟังเสียงของอีกฝ่าย ฟังอย่างตั้งใจและจริงใจ จะทำให้อีกฝ่ายไม่ต่อต้านสิ่งที่เราสรุปในท้ายที่สุดแน่นอน

บางครั้งในการคุยหรือเจรจาเรื่องยากก็จำเป็นต้องใช้วิธีสร้างเซอร์ไพรซ์ให้แก่อีกฝ่ายบ้าง อ่านวิธีการสร้างเซอร์ไพรซ์ในการเจรจาได้ที่นี่ 

=====

เรียบเรียงจาก “4 Things to Do Before a Tough Conversation” โดย Joseph Grenny จาก Harvard Business Review 12 มกราคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

 

Active Listening ทักษะการฟังที่ช่วยให้งานสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพสูง

Active Listening ทักษะการฟังที่ช่วยให้งานสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพสูง

โดยปกติแล้วคนเราจะจำในสิ่งที่ได้ยิน เพียงร้อยละ 25 – 50 เท่านั้น

นั่นแปลว่า ตลอดเวลา 10 นาทีที่เราคุยกับเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หรือคนรัก เราจะสนใจฟังและจดจำสิ่งที่เขาพูดได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ 

=====

ในบรรดาทักษะสำคัญในการสื่อสารและเรียนรู้ทั้ง 4 อย่าง  คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน ผู้คนมักจะให้คุณค่ากับการพูดและการเขียนมากที่สุด รองลงมาคือการอ่าน ส่วนการฟังคนมักจะไม่ค่อยสนใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง การฟัง คือ ทักษะที่สำคัญมากถึงขนาดที่ทำให้การทำงานประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และยังช่วยให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นอีกด้วย

=====

ลองนึกถึงการฟังแล้วได้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ฟังจนเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างแตกฉาน ฟังแล้วเกิดความเพลิดเพลิน สบายใจหรือฟังแล้วได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ประโยชน์มากมายเหล่านี้ที่น่าจะทำให้ถึงเวลาที่คุณจำเป็นต้องฝึกทักษะ “Active Listening” หรือ การฟังอย่างตั้งใจ กันแล้ว

===== 

Active Listening คือ การมีสติตลอดเวลาที่ฟัง ไม่เพียงรู้ว่าข้อความที่ได้ยินคืออะไร แต่ยังรวมไปถึงการเข้าใจประเด็นของสิ่งที่ได้ยินอีกด้วย

 หลักการเบื้องต้น คือ การมีสมาธิ กับ สติ ไม่ถูกสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศรอบตัวทำให้ไขว้เขว ไม่คิดฟุ้งหรือตอบโต้สิ่งที่ได้ยิน 

เคล็ดลับง่าย ๆ ก็คือ เวลาฟังอะไรให้ทวนสิ่งที่ได้ยินเป็นระยะ ๆ ทำให้เรายังจดจ่อกับเรื่องราวได้ดี รวมไปถึงการทำให้อีกฝ่ายได้รับรู้ด้วยว่า เรากำลังตั้งใจฟังเขาอยู่  

การทวนนี้ทำได้ตั้งแต่การทวนคำพูดของเขา  การตอบรับสั้น ๆ เช่น อืม อ่อ  การใช้ภาษาท่าทาง เช่น การพยักหน้า หรือทำทั้งหมดนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ 

=====

อย่างไรก็ตาม ให้ระวังการพยักหน้าตอนกำลังฟัง เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าคุณกำลังเห็นพ้องต้องกันกับเขาไปเสียทุกเรื่อง ให้ทำแค่พอประมาณเพื่อให้รู้ว่าคุณกำลังตั้งใจฟังเขาอยู่ก็เพียงพอแล้ว 

สรุปแล้ว เคล็ดลับสำหรับการเป็น “นักฟังที่ดี” ได้แก่ การเดินตาม 5 วิธีการดังนี้

1.สนใจผู้พูด

เมื่อฟังใครพูดก็มุ่งเน้นความสนใจไปยังคนที่กำลังพูด คอยสังเกตภาษากายหรือน้ำเสียงของเขาด้วย เริ่มจากมองไปยังผู้พูด ถ้าคิดว่ามีอะไรที่จะมากวนจิตใจของเราก็ให้ทิ้งไปก่อน  อย่าคิดตอบโต้ระหว่างฟัง และคอยหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะรบกวนสมาธิคุณ  เช่น คนอื่นที่คุยกันอยู่ข้างๆ และสุดท้ายคือการอ่านภาษาท่าทางของผู้พูดให้ได้ว่าเขาสื่อความว่าอย่างไร

=====

2.แสดงให้เห็นว่าเรากำลังฟัง

ทำได้ตั้งแต่การพยักหน้าเป็นระยะๆ (แต่อย่าทำบ่อยจนคล้ายการเห็นด้วยไปเสียหมด) มองตา ยิ้มให้หรือแสดงออกทางสีหน้าบ้าง ทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราสนใจในสิ่งที่เขาพูด และช่วยให้ผู้พูดมีกำลังใจว่าไม่ได้พูดอยู่คนเดียว ด้วยการตอบรับบ้างเป็นครั้งคราว

=====

3.สะท้อนกลับไปบ้าง

เมื่อเราฟัง เราควรจะให้ฟีดแบ็คด้วยการประมวลผลคำพูดของเขาเป็นระยะ ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการทวนสิ่งที่พูดว่า “ที่ได้ยินมานี่ หมายความว่า…” “แบบนี้มันก็แปลว่า…”  หรือถ้าเป็นไปได้ ให้ตั้งคำถามกลับไปบ้าง เช่น “ตรงที่บอกว่า… อันนี้หมายความว่ายังไงนะครับ” หรือคุณจะช่วยสรุปสิ่งที่ได้ยินออกมาเป็นระยะๆ ก็ได้เช่นกัน

=====

4.อย่าด่วนตัดสิน

การฟังก็คือการฟัง ไม่ใช่การหาทางตอบโต้ ดังนั้น การฟังอย่างตั้งใจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการกวนใจผู้พูด ปล่อยให้เขาได้พูดจนจบก่อนที่จะโต้แย้งหรือตั้งคำถามยากๆ และระหว่างที่ได้ยินความคิดเห็นอะไร อย่ารีบเร่งไปถกเถียงจนกว่าคุณจะฟังจนครบถ้วนแล้วจริง ๆ 

=====

5.ตอบกลับให้เหมาะ

การตอบกลับควรจะทำอย่างมีศิลปะและจริงใจ ไม่ใช่การแสดงว่าเห็นด้วยในสิ่งที่คุณไม่ได้เห็นด้วยจริง ๆ การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นสามารถทำได้ ซึ่งก็ต้องเป็นความคิดเห็นที่มีเหตุผลประกอบและอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน

===== 

ทั้งหมดนี้ล้วนต้องฝึกฝน เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเคยชินกับการฟังแบบผ่าน ๆ ฟังแบบจับใจความแบบได้บ้างไม่ได้บ้าง

แต่เมื่อการฝึกฝนจนก้าวหน้าและผลักดันให้ตัวเองกลายเป็นนักฟังอย่างจริงจัง  คุณจะประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับคนอื่นๆ และเกิดประสิทธิภาพต่อชีวิตและการงานอย่างแน่นอน 

สุดท้ายนี้ หากคุณต้องการฝึกฝนการฟังอย่างจริงจังและช่วยให้ทีมมีทักษะการฟังที่ดีขึ้น เราขอแนะนำหลักสูตร “Executive Communication ทักษะการสื่อสารของผู้บริหารยุคใหม่” ที่คุณจะได้ฝึกการฟังหลากหลายรูปแบบและการสื่อสารที่จะช่วยสร้างทีมเวิร์คที่ดีขึ้นได้ คลิกดูได้ที่นี่ครับ

ทำไม ‘เซอร์ไพรส์’ จึงเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดในการเจรจา

ทำไม ‘เซอร์ไพรส์’ จึงเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดในการเจรจา

โดยปกติแล้วการเจรจามักมีแบบแผนที่ชัดเจนและคาดหวังผลลัพธ์กันอย่างแน่นอน ผู้เจรจาจึงไม่ค่อยอยากให้มีเรื่องเซอร์ไพรส์ เพราะมันอาจทำให้สิ่งต่าง ๆ อยู่นอกเหนือการควบคุม

หลายคนมักจะนึกถึงคำว่า เซอร์ไพรส์ เป็นเหตุการณ์ในลักษณะ จู่ๆ ก็ด่ากราด ขอยุติการเจรจา ขอเพิ่มผลประโยชน์ให้มากกว่าเดิม หรือกระทั่งเกิดการใช้กำลัง

 แต่การเซอร์ไพรส์ก็ใช่ว่าจะต้องเป็นไปในทางลบเสมอไป เพราะหากใช้เซอร์ไพรซ์ให้เป็นมันจะสร้างผลลัพธ์ทางบวกได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่น เกิดการร่วมมือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การทำให้ระบบแย่ ๆ ที่อยู่มานานได้รับการแก้ไขนั่นเอง

=====

 

เซอร์ไพรส์ คือ สภาวะที่เกิดกับสมองและความคิดของเรา อันประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่

 1) หยุดนิ่ง  2) หาทางออก 3) ปรับเปลี่ยน  4) แชร์ 

เมื่อได้ยินหรือได้พบสิ่งที่ไม่คาดฝันเราจะเกิดภาวะหยุดนิ่งก่อน สมองจะเริ่มหาคำอธิบายและทางออกของสิ่งนั้น ไม่นานนักเราจะปรับเปลี่ยนมุมมองและสุดท้ายก็จะส่งต่อแบ่งปันให้แก่คนอื่น
=====

การทำเซอร์ไพรส์กับคู่เจรจาจำเป็นต้องวางแผนเสียก่อนว่าจะเล่นมุกเซอร์ไพรส์อย่างไรให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด แต่เราก็ไม่สามารถคาดหวังว่ามันจะลงเอยด้วยดีได้ทุกครั้งไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเราหมั่นใช้ทักษะและฝึกฝนให้ดี เซอร์ไพรส์ในทางบวกน่าจะช่วยทำให้การเจรจาสำเร็จพึงพอใจได้ทุกฝ่าย

เช่น เทคนิคดังต่อไปนี้

=====

1.การใช้คำถาม

โดยปกติ แต่ละฝ่ายมักจะมี “ผลลัพธ์ในใจ” ที่คาดหวังอยู่แล้ว และคิดว่าอีกฝ่ายก็มักจะมาเพื่อเจรจา ขอเพิ่ม ขอลด ขอปรับหรือขอให้ชะลอ แต่การทำลายสิ่งที่อีกฝ่ายคาดหวังว่าจะได้ยินก็คือเซอร์ไพรส์ซึ่งอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเจรจา นั่นคือ การใช้คำถามที่อีกฝ่ายไม่คิดว่าจะได้ยิน

เช่น เมื่อผู้จัดการจะต้องต่อรองเรื่องค่าแรงกับลูกน้อง แน่นอนว่าฝ่ายลูกน้องจะเรียกเงินที่น่าจะสูงพอสมควร ส่วนฝ่ายเจ้านายก็มักจะต่อรองให้เพิ่มนิดหน่อยหรือไม่ก็ยืนกรานไม่ปรับใดๆ ลูกน้องย่อมคาดหมายว่าจะเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่หากผู้จัดการเปลี่ยนจาก “ที่คุณเสนอมามันเกินงบประมาณของทีม” ไปใช้คำถามที่น่าสนใจอย่าง “ลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ ทุกวันนี้คุณประสบปัญหาเรื่องการเงินยังไงบ้าง แชร์ให้ผมเข้าใจหน่อย” 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ลูกน้องจะได้แชร์ความต้องการอย่างแท้จริงในชีวิต ทั้งคู่จะมีความเข้าใจกันมากขึ้น เริ่มมองหาความเป็นไปได้ที่จะทำงานและอยู่รอดได้จริงๆ มากขึ้นด้วย

=====

 

2. พูดว่า “ได้ แต่ว่า….”

การเจรจาที่มีแต่ “ได้” และ “ไม่ได้” คือการตั้งกำแพงระหว่างกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งทั่วไปก็คาดหวังว่าจะทำลายกำแพงของอีกฝั่งเพื่อที่ตัวเองจะได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ 

แต่การเซอร์ไพรส์โดยการตอบรับ แต่ยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติมในทางสร้างสรรค์ จะช่วยให้อีกฝ่ายเริ่มคิดหาความร่วมมือ ในการสร้างตัวเลือกใหม่ๆ และลดภาวะเผชิญหน้าในการต่อรองลง

ลองนึกถึงการตอบรับแต่สร้างเงื่อนไขดังนี้ 

“ผมอยากได้เงินเพิ่ม 10% “ได้สิ ถ้าคุณลดต้นทุนได้ 10%

“ผมอยากได้ค่าลิขสิทธิ์ในหนังสือเพิ่ม” “ได้สิ ถ้ามันสามารถขายได้ 1 พันเล่ม”

“ผมอยากทำงานทางไกลจากที่บ้าน” “ได้สิ แต่อาจจะต้องลดเงินเดือนลงบ้าง”

=====

 

3.เปิดฉากด้วยการสร้างความร่วมมือและปรองดอง

เมื่อต้องเจรจาในข้อขัดแย้งสักอย่าง ต่างฝ่ายย่อมมีกำแพงและตั้งธงเอาไว้ว่าตัวเองจะต้องได้เท่าไหร่ แต่เซอร์ไพรซ์คือแทนที่จะเกิดการเผชิญหน้าด้วยข้อยัดแย้ง ฝ่ายหนึ่งกลับสร้างสะพานเชื่อมทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันโดยพูดให้รู้สึกว่านี่คือความร่วมมือที่จะทำให้ทั้งคู่มีความสุขในตอนท้าย 

สมมติว่า เพื่อนบ้านเล่นดนตรีเสียงดังมากๆ เมื่อเราจะเข้าไปเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้านในวันหนึ่งเพื่อขอให้เขาลดเสียงลง แทนที่จะเป็นการต่อว่าต่อขานหรือตักเตือนให้ “เงียบๆ หน่อย” แต่กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการชวนคุยเรื่องดนตรี แล้วชวนกันฟังเพลงที่ชอบ จะทำให้โทนของการพูดคุยถูกเซ็ทให้เริ่มด้วยความปรองดอง และการขอให้เบาเสียงในตอนท้ายนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยมากๆ

จดจำเอาไว้ว่า การเซอร์ไพรส์ ไม่ใช่การดูถูก การวิพากษ์วิจารณ์ หรือใช้คำเหยียดหยาม แต่จะต้องเป็นเซอร์ไพรส์ในทางบวก เช่น จู่ ๆ ก็เริ่มด้วยการขอโทษ ใช้ความเป็นพวกเดียวกัน หรือแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ เป็นต้น

ถ้าคุณกำลังจะต้องไปเจรจาต่อรองเรื่องยาก ๆ แนะนำให้คุณอ่านบทความเพื่อเตรียมพร้อมก่อนคุยเรื่องยากได้ ที่นี่ 

=====

เรียบเรียงจาก “When Surprise Is a Good Negotiation Tactic” โดย Roi Ben-Yehuda and Tania Lunaจาก Harvard Business Review 3 ตุลาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

แปลกแต่จริง! ยิ่งช่วยกันคิดยิ่งติดอยู่ในปัญหา

แปลกแต่จริง! ยิ่งช่วยกันคิดยิ่งติดอยู่ในปัญหา

เรื่องน่าเบื่อของคนทำงานยุคใหม่ คือ การประชุม แต่เรื่องที่เลวร้ายที่สุดคือการประชุมที่สุดท้ายแล้วไม่ได้อะไร แถม…ปัญหายิ่งแย่ลงกว่าเดิม

ถ้าถามถึงสาเหตุของปัญหานี้ สิ่งที่มักจะได้ยินก็คือ…

หัวหน้าขี้เกียจ นั่งหน้ามึนโดยไม่ยอมตะล่อมทุกคนเข้าสู่ประเด็นจริง ๆ ของการประชุม รวมถึงไม่ยอมสรุปผลให้ดี

ผู้จัดการจัดการประชุมแบบไม่มีจุดมุ่งหมาย ที่เลวร้ายกว่านั้นคือจัดการประชุมแค่เพราะต้องการแสดงอำนาจ

คนร่วมประชุมไม่ใส่ใจ คิดถึงแต่งานส่วนตัว มาร่วมประชุมโดยไม่เตรียมตัว

ฯลฯ

=====

ทีนี้ลองวิเคราะห์กันต่อไปว่าระหว่างนั่งคิดแก้ปัญหาคนเดียว กับการมาสุมหัวรวมกันเพื่อประชุมแก้ปัญหา สองรูปแบบนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์อะไรได้บ้าง

ทำไมแก้ปัญหาคนเดียว แล้วออกมาดี?

โดยปกติ เวลาเราแก้ปัญหาต่างๆ จะมีขั้นตอนอยู่ 5 ขั้น ได้แก่ นิยามปัญหา คิดหาทางแก้ออกมาหลายๆ ทาง ประเมินวิธีแก้ เลือกทางที่เหมาะสม และสร้างแผนการแก้ไขที่ทำได้จริง

แต่นักจิตวิทยาบอกว่า มนุษย์ไม่ได้คิดแก้ปัญหาเรียงตามลำดับเช่นนี้เสมอไป บางทีเราเริ่มด้วยการหาทางแก้โดยที่ยังไม่รู้ว่าปัญหาแท้จริงคืออะไร แล้วเราก็ประเมิน พอประเมินเสร็จแล้วดูไม่เข้าทีจึงค่อยกลับมานิยามปัญหาใหม่อีกรอบ วนกลับไปในขั้นตอน 1-3 ก่อนจะไปสองขั้นสุดท้ายได้  หลายครั้งที่ทุกอย่างเป็นไปแบบนี้แทบจะอัตโนมัติ

วิธีการแบบนี้เรียกว่าการแก้ปัญหาตามสัญชาตญาณ  ซึ่งหลายครั้งก็เข้าที เพราะเราทำจนชินแล้วบางทีมันก็ได้ผล เรียกว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของการแก้ปัญหาคนเดียวเลย 

=====

แต่ทำไมแก้ปัญหาแบบสุมหัวถึงออกมาย่ำแย่?

คำตอบก็คือ เราแก้ปัญหาคนเดียวแบบอัตโนมัติได้ แต่เมื่อคนแต่ละคนมารวมตัวกัน ระบบอัตโนมัติของแต่ละคนทำงานไม่สัมพันธ์กับคนอื่น เมื่อคนหนึ่งลากประเด็นไปสู่ขั้นที่ 3 แล้ว บางคนเพิ่งนึกได้ว่าควรจะกลับมานิยามในขั้นที่ 1 ใหม่ และกว่าเริ่มจะดันไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ก็อาจจะมีคนคิดทางแก้ในขั้นที่ 2 เพิ่มขึ้นมาได้อีก มันจึงมักจะวุ่นวายสับสน จนกลายเป็นความโกลาหลเสมอ

=====

 

สิ่งที่ควรทำคือ เราต้องคำนึงว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหนของ 5 ขั้นตอนของการแก้ปัญหา

1.ถ้ายังไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร หรือยังไม่เข้าใจปัญหา ก็ไปที่ขั้นแรก คือ นิยามปัญหา’ 

2.ถ้ายังไม่มีลิสต์ของทางเลือกการแก้ปัญหาที่เพียงพอ ก็ไปที่ขั้นที่สอง คือหาตัวเลือก’ 

3.ถ้ายังไม่รู้ว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของทางแก้ปัญหาที่ลิสต์มา มีอะไรบ้าง ก็ไปขั้นที่ 3 คือประเมินตัวเลือกต่างๆ’ 

4.เราใช้เวลาถกเถียงอภิปรายในทางเลือกต่างๆ เพียงพอแล้วหรือยัง  ถ้ายังไม่พอก็ให้อยู่ในขั้นที่ 4 คือ  ‘การเลือกช้อยส์ที่เหมาะสม’ 

5.ได้การแก้ปัญหาหรือยัง  ถ้ายังไม่ได้ก็จงร่วมกันสร้างแผนซึ่งอยู่ในขั้นที่

===== 

เลือกใช้ “การประชุมแบบมีระบบที่ชัดเจน” ดูสิ

การประชุมแบบนี้มีการวางโครงสร้างเอาไว้ก่อน ทำโดยสร้างเทมเพลตเป็น 3 ช่องใหญ่ๆ ช่องแรก คือหัวข้อที่จะแก้ปัญหากัน ช่องที่สอง คือกระบวนการแก้ปัญหา และช่องที่สาม คือผลลัพธ์ที่สามารถวัดประเมินได้

ในหนึ่งเรื่องที่จะประชุมแก้ปัญหา ให้เริ่มจากช่องหนึ่งไปสองและไปสามจะถือว่าเรื่องนั้นเสร็จสิ้น จากนั้นค่อยไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ที่ลิสต์ไว้ ใช้วิธีการช่องที่ 1 -3 เช่นเดียวกัน

เช่น ช่องแรกคือประเด็นต้องแก้ปัญหา ได้แก่ หากลยุทธ์การขายใหม่ๆ ให้ได้ ช่องที่สองคือกระบวนการแก้ปัญหา ได้แก่ ร่วมกันในที่ประชุมสร้างแผนการขายใหม่ๆ ด้วยกัน และช่องที่สามคือผลลัพธ์จากการรวมหัวกัน ได้แก่ ลิสต์ของสิ่งที่ต้องทำ คนรับผิดชอบและระยะเวลา 

เพียงเท่านั้น การประชุมจะเป็นการรวมหัวแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมได้อย่างแท้จริง

===== 

เรียบเรียงจากบทความ  “Why Groups Struggle to Solve Problems Together” โดย  Al Pittampalli พิมพ์เมื่อ  7 พฤศจิกายน 2019 ใน Harvard Business Review

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962