ให้ Feedback อย่างไร ทีมจึงพัฒนาไวขึ้น

ให้ Feedback อย่างไร ทีมจึงพัฒนาได้ไวขึ้น

การ Feedback หรือ การรีวิวผลงาน , การประเมินผลงาน เป็นขั้นตอนที่จำเป็นต้องมีในองค์กรต่าง ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าผลการทำงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร 

ดูเผิน ๆ วิธีเหล่านี้เหมือนจะดี เพราะหลังจากรวบรวมความคิดเห็นและบันทึกรวบรวมสำหรับพนักงานแต่ละคนครบหนึ่งปีแล้วก็ควรจะมีการสื่อสารไปบ้างเพื่อทำให้เขาเห็นข้อบกพร่องแล้วเกิดการปรับปรุง  

แต่เชื่อไหมว่า โดยส่วนใหญ่แล้วการรีวิวมักจะสร้างความหวาดหวั่นมากกว่า เหตุผลสำคัญก็เพราะการรีวิวผลงานนั้นมักจะสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว พนักงานมักรู้สึกประมาณว่าต้อง “เข้าห้องเชือด” ซึ่งทุกคนก็ลุ้นว่าจะโดนด่ามากน้อยแค่ไหน แล้วจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่น่าอึดอัดนี้ไปได้หรือไม่

=====

ในความเป็นจริง การรีวิวและประเมินผลงาน หรือการ Feedback การทำงานนั้น ควรจะทำให้คนรับฟังรู้สึกว่าได้รับข้อเสนอแนะ และเข้ามาร่วมกันสร้างหนทางไปสู่อนาคต

และควรจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง  ช่วยกันประคับประคองให้เกิดการทำงานในระดับที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นมากกว่า

เช่นนี้แล้ว การให้ Feedback จึงถือเป็นทักษะที่จำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกฝน เพื่อก่อให้เกิดผลดีตามมามากที่สุด ดังหลักการต่อไปนี้

=====

การให้ Feedback อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ไตร่ตรองถึงแรงจูงใจ

ที่จะ feedback ก่อน ว่าทำไมถึงจะต้อง feedback วัตถุประสงค์คือการปรับปรุงการทำงาน และแก้ไขสถานการณ์ใช่หรือไม่ ฉะนั้น การจะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ควรทำให้กลายเป็นพื้นที่ของการด่าทอหรือสร้างความรู้สึกแย่ ๆ ให้เกิดขึ้น ในทางกลับกัน การ feedback เชิงบวกและมุ่งหาการแก้ไขอย่างตรงจุด จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยต้องไม่ลืมหลักการ “เป็นธรรมและสมดุล” ด้วย 

=====

2. เลือกเวลาให้เหมาะสม

การ feedback ไม่ใช่การเซอร์ไพรส์ที่จู่ ๆ ก็โผล่มา แต่ควรจะเกิดขึ้นภายหลังจากมีเรื่องต้องแก้ไขไม่นานนัก เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าสถานการณ์ยังเต็มไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน ก็ควรรอให้ทุกฝ่ายสงบสติอารมณ์เสียก่อน แล้วค่อยให้ feedback  ไม่เช่นนั้น ทุกอย่างอาจพังครืนให้เสียใจภายหลังได้

=====

3.ทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นเรื่องปกติ

เมื่อมีอะไรต้องปรับปรุงก็ควรหาทาง feedback ไป จนคนร่วมทีมรับรู้ว่าจะต้องมีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ควรรอเวลากำหนดชัดเจนตายตัวในระยะห่าง เช่น ทุกหนึ่งปี หรือทุกสามเดือน

จริงอยู่ว่าการ feedback ตามวาระจะต้องมีอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีการ feedback อย่างไม่เป็นทางการ หรือตามสถานการณ์ด้วย 

=====


การตระเตรียมเบื้องต้น ทำได้ ดังนี้ 

  • ควรทำให้เข้าใจง่ายๆ และควรทำให้คนทำงานสามารถเตรียมรับมือได้ว่าจะมีการ feedback เกิดขึ้น  (แต่ไม่ใช่การมานั่งอ่านสคริปต์)  คุณควรทบทวนสิ่งที่ต้องการจะพูดออกไปให้เคลียร์ที่สุดก่อน แล้วค่อยสื่อสาร ถัดมาคือ ไม่ควรให้ความคิดเห็นแบบทึกทักเอาเองหรือการพูดอ้อมโลก
  •  ชี้ให้ตรงจุด ว่าอะไรกันแน่ที่เขาควรปรับปรุง เช่น อย่า feedback ว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” แต่คุณควรชี้เป้าให้ชัดว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้เขาไม่เป็นมืออาชีพ เช่น  ทำเสียงดังเกินไป ทำตัวสนิทสนมเกินไป หรือแต่งตัวไม่เหมาะสม
  • เลือกคำพูดที่สร้างสรรค์ คือคำพูดที่ไม่ทำให้คนฟังรู้สึกว่าถูกประเมินอย่างรุนแรง เช่น หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “ไม่เคยเลย” , “ทั้งหมดที่ทำ” , “ทำแบบนี้ตลอด” และควรใช้คำแทนความคิดความรู้สึกของตัวเอง เช่น  “ผมคิดว่า…” เพื่อให้เข้าใจว่าทั้งหมดนี้คือทัศนะส่วนบุคคลที่เสนอแนะอย่างเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง คนฟังจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกตีตราว่าใคร ๆ ก็คิดว่าตนเองไม่ดี

ทักษะการ Feedback ควรฝึกควบคู่กับทักษะการโค้ช อ่านบทความ โค้ชอย่างไรที่จะเพิ่มศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เพื่อความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น คลิกที่นี่

=====

การวิจารณ์ที่ดีและส่งผลยอดเยี่ยมต่อคนฟัง คือ การเสนอแนะแบบเป็นส่วนตัว

ดังที่มีคนกล่าวบ่อยๆ ว่า เวลาที่ชื่นชมใครให้ชมต่อหน้าคน แต่เวลาตำหนิหรือขอให้ใครแก้ไขควรบอกเป็นการส่วนตัว ซึ่งควรเลือกสถานที่ซึ่งทำให้คุยกันได้ชัดเจน โดยไม่ถูกรบกวน 

ในการ feedback  ควรจะโฟกัสให้ตรงจุด ไม่เกินเลยไปกว่าประเด็นหรือเรื่องที่จะ feedback  และควรมองหาสิ่งที่ปรับปรุงแก้ไขได้  เช่น การมาทำงานสาย ไม่ใช่ไปบอกว่าเขาเป็นคนพูดจาไม่ดี นั่นแปลว่า  คุณควรหาทางพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นบวกมากที่สุด จริงอยู่ว่าคนที่ถูกเรียกเข้าไปคุยอาจจะทำงานผิดพลาด แต่หัวหน้าจะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนคนนี้รู้สึกว่าได้รับพลังงานบวก จนอยากกลับมาปรับปรุงและทำงานได้ดีกว่าเดิม


อย่าลืมว่าทั้งคนให้ feedback และคนรับจะต้องรู้สึกถึงสิ่งที่ควรปรับปรุงร่วมกัน จะต้องเป็นการร่วมกันพัฒนาปรับปรุงเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย และมีความชัดเจนในข้อเสนอแนะด้วย 

เมื่อ feedback กลับไป ก็ต้องไม่ลืมติดตามผลด้วยว่าหลังจากนั้นเป็นอย่างไร ต้องมั่นใจให้ได้ว่าสิ่งที่พูดคุยกันไปนั้นจะทำให้เกิดผลตามที่ต้องการได้ในเวลาต่อมา 

=====

หากคุณต้องการพัฒนาทักษะและกระบวนการ Positive Feedback เพื่อพัฒนาทีมให้เก่งขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด ขอแนะนำหลักสูตรสำหรับองค์กร “High Impact Coaching  & Positive Feedback” ซึ่งทำให้ผู้เข้าอบรมมีวิธีการให้ Feedback ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง คลิกดูได้ที่นี่ครับ

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

 

สุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังโน้มน้าวใจให้ทุกคนเชื่อมั่น

สุดยอดเทคนิคเพิ่มพลังโน้มน้าวใจให้ทุกคนเชื่อมั่น

การจะสร้างองค์กรที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ  คุณจำเป็นต้องมีทักษะการโน้มน้าวใจคน ซึ่งสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ด้วยตัวเอง  

ต่อให้มีตำแหน่งสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะโน้มน้าวใจคนได้เสมอไป ในขณะที่บางคนไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยแต่จับพลัดจับผลูต้องมานำทีมแบบไม่เป็นทางการ คนกลุ่มนี้หลายคนพยายามค้นหาวิธีการว่าทำอย่างไรที่จะให้คนอื่นยินดีรับฟังและนำสิ่งที่เขาบอกไปปฏิบัติตาม

====

การจะโน้มน้าวใจคนอื่นได้มีเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาอยากจะฟังคุณ  นั่นหมายความว่าคุณจะต้องเป็นคนที่ดูมีคุณค่าจนน่ารับฟังซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับยุคนี้

เพราะแต่ละคนล้วนมีสื่อมากมายรายล้อมตัว สังคมก็มีบรรยากาศแห่งความเร่งรีบ มีแหล่งข้อมูลให้เสพบริโภคจนเต็มไปหมด การจะทำให้คนอื่นยินดีรับการจูงใจจากคุณต้องมีเคล็ดวิธีที่ถูกต้อง ดังนี้

====

เริ่มจากการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี 

หลักการง่าย ๆ ก็คือ “ถ้าเขาชอบคุณ เขาก็อยากจะฟังคุณ”  นี่คือโอกาสที่จะชักจูงให้พวกเขาคล้อยตาม การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นเป็นก้าวแรกที่ดีที่สุด ผู้คนในทีมจะเริ่มลดการ์ดลงจนมองเห็นความตั้งใจและพลังงานที่คุณอยากจะส่งไปให้พวกเขาได้

====

ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี 

คนทุกคนล้วนต้องการมีตัวตน และอยากเป็นคนสำคัญ หากคุณอยากจะชักจูงใครสักคน คน ๆ นั้นจะต้องอยากรับฟังคุณด้วยความเต็มใจ การทำให้เขารับรู้ได้ว่าคุณเป็นฝ่ายเริ่มรับฟังเขาก่อน ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาอยากจะพูดก่อน  เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อีกฝ่ายอยากจะให้ความสำคัญแก่คุณกลับ ซึ่งสิ่งแรกสุดที่เขาจะทำให้เขาได้ก็คือการรับฟังนั่นเอง 

 
ซึ่งหนึ่งในทักษะการฟังที่มีประสิทธิภาพคือการฟังอย่างใส่ใจ หรือ active listening ที่คุณสามารถอ่านบทความและฝึกฝนได้ที่นี่

====

มีภาษากายที่เหมาะสม 

จัดวางบุคลิกท่าทางให้ดูน่าเชื่อถือและเหมาะสม  ไม่กอดอกปกป้องตัวเอง ขณะพูดและฟัง จัดวางท่วงท่าแขนขาให้อีกฝ่ายเห็นถึงความมั่นคงแน่วแน่ วิธีการพูดที่มั่นคงจริงจังไม่อ่อนแอทำให้อีกฝ่ายอยากจะรับฟังด้วยความสบายใจไปพร้อม ๆ กับการรู้สึกถึงพลังอำนาจที่สะกดให้พวกเขาเคลิ้มคล้อย ทั้งหมดนี้นับเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณต้องฝึกฝน

====

ทำให้คนอื่นเห็นว่าคุณชำนาญเรื่องที่จะพูดจริงๆ

 วิธีการคือการเอาตัวคุณและชื่อของคุณไปผูกติดกับเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นในงานสัมมนาวิชาชีพ การเข้าร่วมโปรแกรมอบรมต่างๆ หรือมีบทบาทเป็นผู้นำสักอย่างในด้านนั้นๆ  วิธีการเหล่านี้จะทำให้คนในสังคมรับรู้ถึงการมีตัวตนในด้านดังกล่าว ทำให้ใคร ๆ พร้อมที่จะเปิดอกรับฟังคุณ

=====

วางกลยุทธ์อย่างเหมาะสม

 เมื่ออยากจะชักจูงให้คนคล้อยตามไอเดียใหม่ ๆ คุณจะต้องกางแผนออกมาดูแล้วปักหมุดว่าใครอยู่ตำแหน่งไหน ระดับใด มองให้ออกว่าจะเข้าไปชักจูงคนนั้นด้วยวิธีการไหน จะใช้ใครเป็นผู้นำทางความคิดของเขา มองหาว่าใครอาจจะเป็นภัยคุกคามในแผนการนี้ ถ้าสามารถทำให้คนนั้นกลายมาเป็นพันธมิตรได้จะเป็นเรื่องที่ดีต่อคุณมาก ๆ 

====

ให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ 

การรู้เขารู้เราย่อมทำให้เรามีชัยชนะทุกครั้ง กรณีนี้ก็เช่นกัน ถ้าหากหาได้ว่าสิ่งที่คนเหล่านี้อยากได้คืออะไร คุณจะใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจได้ง่ายขึ้น

ทุกคนมักจะคิดอยู่เสมอว่าถ้าหากตัดสินใจตามที่คุณนำเสนอพวกเขาจะได้อะไรกลับไป ถ้าหากผลลัพธ์มันตรงกับภายในใจล่ะก็ คุณย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน 

ทั้งหมดนี้คือวิธีการจูงใจให้คนคล้อยตาม จงอย่าลืมว่า ทุกสิ่งควรจะเป็นไปในทางบวก สร้างคุณค่ามูลค่า มากกว่าจะเป็นการขู่เข็ญคุกคาม 

====

ทักษะการโน้มน้าวใจผู้อื่นและการเจรจาต่อรองเป็นทักษะที่จะทำให้คุณเป็นต่อในการทำงาน เราขอแนะนำหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery เพื่อฝึกฝนเทคนิคการโน้มน้าวใจและการเจรจาต่อรองสำหรับหัวหน้างาน คลิกที่นี่ 
===== 

เรียบเรียงจาก “How to Increase Your Influence at Work” โดย Rebecca Knight จาก Harvard Business Review 16 กุมภาพันธ์ 2018

ทความโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962

สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานขี้วีนอย่างไรให้ได้ผล

สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานขี้วีนอย่างไรไห้ได้ผล

  สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ที่ทำงานเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ ทำให้อยากตื่นขึ้นมาและกระตือรือร้นที่จะไปทำงาน ก็คือบรรยากาศในการทำงาน

ซึ่งเพื่อนร่วมงานก็คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างบรรยากาศเหล่านั้น

ข่าวร้ายก็คือเราไม่สามารถเนรมิตเพื่อนร่วมงานน่ารักๆ พูดคุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ รักใคร่ชอบพอเหมือนเพื่อนสนิทได้ ใครมีบุญวาสนาได้พบพานกับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานที่ดีก็ย่อมสุขใจ

แต่หากเราพบเจอเข้ากับเพื่อนร่วมงานประเภท “ขี้วีนขี้เหวี่ยง”  “พูดจาขวานผ่าซาก” หรือ “วาจายิ่งกว่ามีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ที่พร้อมจะเชือดเฉือนให้เราแหว่งวิ่นทุกครั้งที่เข้าใกล้แล้วล่ะก็ที่ทำงานอันเป็นสถานที่ที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวันก็เป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจได้ง่ายๆ

แต่อย่าเพิ่งท้อแท้ไป บทความนี้มีวิธีการดีๆ ที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นมาฝาก ดังนี้

====

1.น้ำขุ่นอยู่ในน้ำใสอยู่นอก

ทุกคนย่อมไม่อยากพูดดีกับคนที่พูดและทำไม่ดีกับเรา  แต่การทำกิริยาแบบ “แรงมาก็แรงกลับ” ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด แต่จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมงานดิ่งลงเหวมากกว่าเดิม

หากคุณต้องการให้การสื่อสารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรเริ่มจากตัวเราก่อน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ละวางเรื่องขุ่นข้องหมองใจลงชั่วคราว  ยิ้มกว้างๆ แล้วพูดคุยด้วยอารมณ์ที่สดใส

อย่าให้อีกฝ่ายจับได้เด็ดขาดว่าแท้ที่จริงคุณไม่อยากพูดคุยกับเขาหรือเธอคนมากเท่าไหร่ แม้ขั้นตอนนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่เป็นเรื่องที่ฝึกฝนได้แน่นอน

====

2.ปลดปล่อยความรู้สึกแย่ให้ถูกจังหวะ

อึดอัดใช่ไหมกับการต้องฝืนทำดีกับคนที่มีนิสัยขี้วีนขี้เหวี่ยง การปลดปล่อยความรู้สึกด้านลบออกมาเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ เพราะจะทำให้คุณมีสภาวะจิตใจที่ดีขึ้นได้

แต่การระบายความรู้สึกออกมานั้นควรเลือกทำให้ถูกที่ ถูกคน และถูกจังหวะ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายตามมา

ให้มองหาเพื่อนที่คุณไว้วางใจได้สักคน จะเป็นเพื่อนที่คุณสนิทสนมมานานที่คุณสามารถระบายความในใจให้เขาฟังได้อย่างไม่เคอะเขิน และตัวเขาต้องมีทัศนคติที่ดีมากพอที่จะมองโลกด้วยใจเป็นกลาง เพื่อที่เขาจะได้ช่วยมองในมุมของคนนอกและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อคุณในสถานการณ์ที่เลวร้ายได้

====

3.เปลี่ยนมุมมองใหม่ เข้าใจมากขึ้น

การมองจากมุมมองของคุณเพียงมุมเดียวไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น ลองเปลี่ยนไปมองจากมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งว่า “เกิดอะไรขึ้นในชีวิตเขากันนะ  จึงทำให้เขาเป็นคนแบบที่เป็นอยู่นี้

วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณเริ่มเข้าใจว่านิสัยวีนเหวี่ยงที่เพื่อนร่วมงานของคุณเป็น เกิดจากสภาพกดดันจากปัญหาครอบครัว ปัญหาทางการเงิน หรือแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพที่เขาประสบอยู่ จนทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ขี้วีนขี้เหวี่ยงของเขาได้

เมื่อเข้าใจปัญหาจากมุมมองของเขาแล้วจะทำให้คุณเกิดความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงานได้มากขึ้น เมื่อใดที่เขาทำนิสัยไม่น่ารักเหล่านั้น คุณก็เพียงคิดเสียว่า “โลกช่างโหดร้ายกับเขาเสียเหลือเกิน” แล้วคุณจะเริ่มรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาขึ้นมา

การเปลี่ยนมุมมองคือทักษะที่คุณฝึกฝนได้ โดยต้องมีวิธีฝึก Self – Awareness แบบ Step by Step ควบคู่ไปด้วย คลิกอ่านบทความที่นี่

====

4.สร้างมิตรด้วยกิจกรรม

เมื่อคุณได้เรียนรู้และเปิดใจยอมรับ “นิสัยไม่น่ารัก” ของเพื่อนร่วมงานได้บ้างแล้ว ขั้นตอนถัดมาซึ่งอาจจะยากขึ้นมาอีกหน่อยก็คือ ให้หาโอกาสพูดคุยสร้างความสนิทสนมกับเขาให้มากขึ้น

หรือหากเป็นไปได้ให้ชวนเขาไปทำกิจกรรมหลังเลิกงานร่วมกัน เลือกกิจกรรมที่คุณสองคนชอบหมือนๆ กัน เช่น การหาของกินอร่อยๆ ดูหนังด้วยกันสักเรื่อง หรือเข้าฟิตเนสด้วยกัน

เมื่อมีโอกาสทำกิจกรรมนอกเหนือจากการทำงานร่วมกัน จะทำให้คุณสองคนรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกดีต่อกันมากขึ้น เทคนิคนี้จะทำให้การสื่อสารระหว่างทั้งสองเป็นไปได้ด้วยดีมากขึ้นเมื่อต้องทำงานร่วมกันในโอกาสต่อไป เรียกได้ว่าเป็นเทคนิคการสร้างมิตรด้วยกิจกรรม นั่นเอง

====

5.อยู่ห่างๆ หากยังไม่พร้อม

เทคนิคต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น อาจทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานบางคนดีขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็ย่อมมีเหมือนกันที่สำหรับ “คนบางคน” จะยังไม่พบความเปลี่ยนแปลงแม้ว่าเราจะลองครบทุกวิธีแล้วก็ตาม

หากเป็นแบบนั้นก็คงต้องใช้เทคนิคข้อสุดท้ายก็คือ “อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ” กล่าวคือ เมื่อยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งเกิดการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน  เกิดรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ให้พยายามหลีกเลี่ยงการติดต่อกันไปก่อน ระหว่างนี้ใช้วิธีการสื่อสารผ่านคนกลางที่พูดคุยได้ทั้งสองฝ่าย หรือพยายามติดต่อกันเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น จนกว่าเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับคุณแล้ว

การเปลี่ยนแปลงบุคคลอื่นให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการนั้นทำได้ยาก เพราะสุดท้ายแล้วคนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็คือตัวของเขาเอง สำหรับตัวคุณเองก็เช่นเดียวกัน คุณสามารถเลือกที่จะ “รู้สึกมีความสุข” ได้ แม้ว่าจะมีเพื่อนร่วมงานขี้วีนขี้เหวี่ยงอยู่ใกล้ๆ ในทุกวันก็ตาม

====

คุณสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานขี้วีนให้ดีขึ้นได้ด้วยการฝึกทักษะการสื่อสารเชิงรุก การโน้มน้าวใจ ในหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery ดูรายละเอียดคลิกที่นี่

บทความโดย
Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข
 
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093-925-4962
 
 

โน้มน้าวใจทีมงานอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุด

โน้มน้าวใจทีมงานอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุด

หนึ่งในคำถามที่มีคนถามมากที่สุด เมื่อผมได้รับเชิญไปจัดอบรมเรื่องทักษะการสื่อสารให้กับองค์กรต่าง ๆ คือ “จะโน้มน้าวใจทีมงานยังไง ให้ได้ผล”

ผู้คนส่วนใหญ่อยากรู้ว่า มีเทคนิควิธีการอะไร ที่จะโน้มน้าวใจคนอื่นให้คล้อยตามเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ทีมงาน หรือกระทั่งคนในครอบครัว

ผมอาศัยหลัก Persuasion Mastery ครับ.. หากคุณอยากจะมีพลังในการโน้มน้าวผู้คน นี่คือ 3 สิ่งที่ควรโฟกัส และฝึกทำให้ได้ครับ

====

1. POWER – มีพลังงานสูง

คุณไม่อาจโน้มน้าวใจใครได้ ถ้าเขาสนใจบ้างไม่สนใจบ้าง ดังนั้น คนที่มีพลังงานต่ำ ทำตัวน่าเบื่อ น้ำเสียงท่าทางซังกะตาย ไม่อาจโน้มน้าวใครได้อย่างแน่นอน

การมีพลังงานสูง ไม่ใช่ต้องเสียงดัง ทำตัวไฮเปอร์ตลอดเวลา เทคนิคง่าย ๆ คือ “การดำรงอยู่กับสถานการณ์และคนตรงหน้าอย่างเต็มเปี่ยม ให้พลังในตัวเราโฟกัสกับคน ๆ นั้น และสิ่ง ๆ นั้น เต็มที่”

นั่นก็คือการรับฟัง ให้ความใส่ใจ ให้ความสำคัญ สบตา และกระตือรือร้นที่จะสนทนากับคนตรงหน้าอย่างแท้จริง

====

2. UNDERSTANDING – มีความเข้าใจที่แท้จริง


การสนทนากับใครให้เกิดผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าว เจรจาต่อรอง นอกจากการมีพลังงานสูงแล้ว คุณต้องมีความเข้าใจในตัวเองอย่างชัดเจน ว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร สิ่งใดทำได้ สิ่งใดไม่สามารถทำได้

ความชัดเจนในตัวเอง ทำให้คุณมีจุดยืนในการเจรจาต่อรอง และสามารถเปิดเผยความรู้สึกและความจริงในใจได้

แต่การรู้ตัวเองก็เป็นเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือคือการรับฟัง การทำความเข้าใจ ว่าจุดยืนของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร เขาต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร อะไรที่เขาสามารถทำได้และไม่ได้

Active Listening ทักษะการฟังที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้คนในทีม คือหนึ่งทักษะสำคัญที่ช่วยให้คุณมีความเข้าใจที่แท้จริง เรียนรู้และฝึกฝนคลิกที่นี่

เมื่อมีความเข้าใจที่แท้จริงจากทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีจะเกิดขึ้น คุณจะเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างเดียว และนั่นจะเปิดพื้นที่ตรงกลางในการสนทนาและสื่อสาร ให้มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี จะทำให้ผู้คนไว้วางใจและคล้อยตามในที่สุด

====

3. POSSIBILITY – มองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ


การตั้งธงไว้ก่อน มีคำตอบล่วงหน้า ย่อมทำให้เกิดการถกเถียงกันได้ง่าย เกิดความเครียด และอาจทำให้บางฝ่ายรู้สึกเสียโอกาส

การพยายามประนีประนอม ก็ยังเป็นการเจรจาต่อรองที่ไม่ได้ผลนัก เพราะต้องยอม ต้องลดสิ่งที่ต้องการ แต่ละฝ่ายอาจรู้สึกว่าต้องยอมแลก หรือต้องสูญเสียบางอย่าง

หากคุณมีความเข้าใจในความต้องการของตัวเองและอีกฝ่ายอย่างชัดเจน คุณพูดคุยอย่างเท่าเทียมไปสักพัก จะตกผลึกจนเจอพื้นที่แห่งความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ซึ่งบางครั้งไม่ได้มีในตัวเลือกเดิม และอาจเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายคิดไม่ถึงมาก่อน

ความเป็นไปได้ใหม่นี้ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้มากขึ้น เป็น Win-Win Situation เป็นไปในทิศทางที่ทั้งคู่ต้องการ

เมื่อสามารถเปลี่ยนจากการต่อรอง เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับสิ่งใหม่ ทำให้สองฝ่ายได้มากกว่าเดิม คุณย่อมจะได้รับความร่วมมือและความเต็มใจกว่าการต่อรองหลายเท่า

กล่าวโดยสรุป การโน้มน้าวใจให้ได้ผล ไม่ได้มาจากว่า ต้องพูดยังไง หรือตั้งธงแค่จะเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว.. คุณควรต้องมี Mindset ที่พร้อมจะรับฟัง ทำความเข้าใจ เปิดรับโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากการสนทนากับอีกฝ่าย นั่นเอง

ลองนำวิธีการทั้งสามนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ ผมเชื่อว่าคุณจะได้รับโอกาสดี ๆ และมีคนเต็มใจร่วมมือกับคุณ แน่นอนครับ

====

ถ้าคุณอยากฝึกทักษะการโน้มน้าวใจเพื่อให้คนในทีมของคุณทำสิ่งดีดีเพื่อเป้าหมายขององค์กร ขอแนะนำหลักสูตร Persuasion and Negotiation Mastery ดูรายละเอียด คลิกที่นี่

บทความโดย
CEO เรือรบ
ผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

4 แนวทางทำทีมขนาดเล็กให้สำเร็จขนาดใหญ่

4 แนวทางทำทีมขนาดเล็กให้สำเร็จขนาดใหญ่

ในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้เช่นนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการ ผู้บริหารธุรกิจหลายคนน่าจะตระหนักแล้วว่าทีมขนาดเล็ก(Small Team) เหมาะกับยุคที่มีลักษณะดังกล่าวมากขนาดไหน

เพราะทีมขนาดเล็ก( 4 – 8 คนโดยประมาณ) มีแนวโน้มที่จะปรับตัว เปลี่ยนแปลง สร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง และผุดไอเดียใหม่ ๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมและแก้ปัญหาได้มากกว่าทีมใหญ่ที่เคลื่อนตัวได้ช้ากว่า 
====

หลายคนรับรู้ถึงพลังของทีมขนาดเล็ก แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเราควรโฟกัสไปที่การพัฒนาเรื่องอะไรบ้างเพื่อทำให้ทีมขนาดเล็กสามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีขนาดใหญ่ได้

จากการศึกษาและร่วมงานกับทีมขนาดเล็กใหญ่มามากมาย ผมได้เรียนรู้ว่ามีอยู่ 4 ประเด็นที่หัวหน้าและคนในทีมจำเป็นต้องสร้างและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทีมขนาดเล็กทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
====

1. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

การสื่อสารคือกุญแจของความสำเร็จในทุกธุรกิจ และจำเป็นต่อการทำงานเป็นทีมทุกขนาด แต่การสื่อสารจะสำคัญมากขึ้นสำหรับทีมขนาดเล็กที่มีคนในทีมไม่ถึงสิบและต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

การสื่อสารจะช่วยเพิ่มความเข้าใจ เพิ่มความไว้วางใจ เพราะมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคนในทีมจะไม่ต้องตรวจเช็คว่าคนในทีมทำงานหรือเปล่า หรือทำได้ดีไหมบ่อยจนเกินไป และเมื่อทุกคนโฟกัสกับงานที่อยู่ตรงหน้าตัวเองก็ช่วยให้งานเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง
====

2. สร้างวัฒนธรรมแห่งทีมที่สร้างแรงบันดาลใจ

ความกระตือรือร้น พลังใจ และความมุ่งมั่นคือองค์ประกอบที่สำคัญของทีมที่ประสบความสำเร็จ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างทีมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยการทำให้ทุกคนในทีมรับรู้ถึงเหตุผล (Why) ในการทำงานนั้น

เพื่อความสำเร็จที่มากขึ้น คุณควรร่วมกันกำหนด Why ที่สอดคล้องกับ Why ในการมาทำงานนี้ของแต่ละคนโดยการหา ‘จุดร่วม’ ให้เจอ

สิ่งสำคัญที่สร้างความแตกต่างคือการที่ผู้นำมี Mindset และลงมือทำทุกอย่างสอดคล้องกับ Why นั้นอย่างไม่ขัดแย้งในทุกกิจกรรมที่ทำ
เมื่อทุกคนในทีมตระหนักถึง Why ในการทำงานเป็นประจำ ทีมจะมีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น

อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่สำคัญคือวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ อ่านวิธีการสร้างและพัฒนาได้ใน 4 เทคนิคสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในทีม คลิกที่นี่
====

3. ลงทุนกับทีมของคุณเสมอ

ไม่สำคัญว่าคนในทีมจะมีความสามารถมากขนาดไหน ถ้าคุณคือหัวหน้าทีมคุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกำลังส่งเสริมการเติบโตและการเรียนรู้ของทุกคนในทีม ทั้งทักษะที่เกี่ยวกับงานและทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

คุณอาจจะกำหนดวันฝึกอบรมทีมประจำเดือน (หรือประจำสัปดาห์ไปเลยก็ได้) สร้างพื้นที่ให้คนในทีมมาแบ่งปันความรู้แก่กัน หาคนมาช่วยเทรนคนในทีม และมีสวัสดิการสมัครเรียนคอร์สทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างสม่ำเสมอด้วย

====

4. ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างชาญฉลาด

การเป็นทีมขนาดเล็กไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำงานทั้งหมดด้วยตัวเอง จงทบทวนว่าทีมของคุณมีและไม่มีทรัพยากรใดบ้าง โดยลิสต์ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

จากนั้นก็ติดต่อ freelancer ที่มีวินัยและมีความสามารถสูงที่จะมาช่วยให้โปรเจคนั้นสำเร็จลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบกราฟิกสำหรับแคมเปญที่กำลังจะมาถึงหรืองานไอทีภายใน จำไว้ว่าการขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านที่ทีมของคุณไม่ถนัดจะช่วยให้ทีมของคุณบรรลุศักยภาพอย่างแท้จริง 

สุดท้ายไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าทีมหรือสมาชิกในทีม คุณก็คือส่วนหนึ่งที่จะทำให้ทีมขนาดเล็กกลายเป็น ‘แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์’ ได้

ขอเพียงแค่อย่าลืมโฟกัส 4 เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนฟอร์มทีมและมุ่งเน้นทั้งสี่เรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ตลอดการเดินทางของทีมของคุณ

====

การทำงานร่วมกันภายในทีมมี Mindset และทักษะมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Team Communication & Collaboration คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่


เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

Productivity & Team Collaboration Facilitator 
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Personal Productivity และการร่วมมือร่วมใจในทีม 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

สร้างแรงจูงใจให้ทีมด้วย 3 หลักการที่คุณทำได้ง่าย ๆ

สร้างแรงจูงใจให้ทีมด้วย 3 หลักการที่คุณทำได้ง่าย ๆ

หนึ่งในปัญหาที่ทุกคนต่างเคยพบเผชิญคือ การหมดพลัง หมดแรงจูงใจในการทำงาน

ไม่ว่าจะเกิดจากปัญหารุมเร้า คุยกับลูกค้าไม่รู้เรื่อง ขาด passion ฯลฯ ต่างก็ทำให้เราและคนในทีมหมดพลังได้ทั้งนั้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งในทีมที่ยังมีพลังเพียงพอที่จะทำงาน ลองกระตุ้นตัวเองเพิ่มขึ้นอีกสักนิดที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้แก่คนในทีมดูไหมครับ เพราะแรงจูงใจก็ไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟบนไส้เทียน นั่นคือยิ่งนำไปจุดต่อที่ไหนความสว่างไสวก็แผ่กระจายเป็นวงกว้าง

ในทางตรงกันข้ามถ้าคนรอบตัวของคุณทยอยหมดแรงจูงใจทีละคน สองคน อีกไม่นานคุณก็จะถูกความมืดมิดกลืนกินไปด้วยอย่างแน่นอน
====

ปราชญ์ยุคกรีกชื่อดังอย่าง ‘อริสโตเติล’ ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้คนในสังคมดี เขาจึงคิดค้นโมเดลในการเป็นผู้นำทีมที่จะสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนในทีมเอาไว้(บ้างก็ว่าอริสโตเติลคิดค้นขึ้นมาเพื่อการสื่อสารเป็นหลัก) โดยเรียกว่าหลักการ Etos, Pathos และ Logos

หลักการนี้จะให้ความสำคัญที่คุณลักษณะส่วนตัวของผู้ที่จะสร้างแรงจูงใจมากกว่าเทคนิคหรือวิธีการภายนอก ภายใต้แนวคิดที่ว่าการเป็นแบบอย่างและมีแรงจูงใจจากภายในอย่างแท้จริงสำคัญที่สุด รองลงมาคือการสร้างความสัมพันธ์ผ่านการมีความรู้สึกร่วมกับผู้อื่น สุดท้ายคือการใช้หลักการและเหตุผลเพื่อสื่อสารกับความคิดของคนในทีม
====

Etos

คือ คุณลักษณะ คุณสมบัติ และจริยธรรมที่แท้จริงภายในตัวเรา ซึ่งรวมถึงความน่าเชื่อถือของเรา มีทักษะ ความสามารถ และความแน่นอนที่คนอื่นไว้วางใจได้ ซึ่งเกิดจากการที่เราสามารถสร้างแรงจูงใจให้แก่ตัวเองได้นั่นเอง

แนวทางประยุกต์ใช้หลักการ Etos

สร้างกฎ กติกา ข้อตกลงส่วนตัวขึ้นมาแล้วรับผิดชอบต่อกฎ กติกา ข้อตกลงนั้น มุ่งมั่นรับผิดชอบหน้าที่ทุกด้านของตัวเองอย่างมีวินัย ถ้าคุณทำสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่องมากพอ คุณจะไว้วางใจตัวเองและมีแรงจูงใจภายในอย่างแท้จริง
====

Pathos

คือ การรู้สึกร่วม การมี Empathy กับผู้อื่น มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง หลักการนี้จะทำให้คุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งเป็นรากฐานในการสร้างแรงจูงใจให้ผู้อื่นนั่นเอง

แนวทางประยุกต์ใช้หลักการ Pathos

บริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง โดยการหมั่นบันทึกความรู้สึกตัวเองเรื่อย ๆ ระหว่างวัน จากนั้นฝึกการฟังผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นโดยการเดาความรู้สึกของเขาหลังจากรับฟังเรื่องราวของเขาแล้ว

ทำให้เพื่อนร่วมงานไว้วางใจด้วยการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ เป็นหนึ่งทักษะสำคัญที่เกี่ยวกับ Pathos อ่านวิธีการฝึกคลิกที่นี่
====

Logos

คือ การใช้ตรรกะ เหตุผล หลักการ ผู้นำหลายคนติดอยู่ที่เพียงหลักการนี้ซึ่งเป็นหลักการวงนอกสุด เพราะมนุษย์ล้วนทำหรือไม่ทำอะไรด้วยความรู้สึกลึก ๆ ไม่ใช่เหตุผล การให้แต่เหตุผลแก่คนในทีมจึงไม่สามารถจะจูงใจให้เขามีพลังในการทำงานขึ้นมาได้

แนวทางประยุกต์ใช้หลักการ Logos

หมั่นศึกษา หาความรู้ใส่ตัวเอง ทั้งเรื่องงานและเรื่องการทำงานเป็นทีมภาวะผู้นำ จากนั้นให้ฝึกสรุปความสิ่งที่ได้อ่าน ได้เรียนมาให้เข้าใจง่ายเพื่อที่จะนำไปถ่ายทอดสื่อสารให้คนในทีมของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายคุณคงเห็นภาพแล้วว่า ตัวตนที่แท้จริงของผู้นำทีมอย่างคุณคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ต่างจากรากของต้นไม้ใหญ่ การโฟกัสไปที่เทคนิค วิธีการเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจการเปลี่ยนที่ตัวตนของคุณ

ก็เหมือนต้องการผลหรือดอกโดยไม่ได้ให้อาหารรากของต้นไม้ ท้ายที่สุดผลหรือดอกที่คุณเก็บเกี่ยวก็จะไม่แห้งเหี่ยวไปและไม่งอกงามขึ้นมาอีกตลอดกาล

====

การทำงานร่วมกันภายในทีมมี Mindset และทักษะมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Team Communication & Collaboration คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่


เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

Productivity & Team Collaboration Facilitator 
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Personal Productivity และการร่วมมือร่วมใจในทีม 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

6 วิธีสร้างความสัมพันธ์ในทีมให้แข็งแกร่ง

6 วิธีสร้างความสัมพันธ์ในทีมให้แข็งแกร่ง

ลองจินตนาการว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนในทีมคือสะพานเชือกที่มีปลายข้างหนึ่งอยู่ที่คุณและปลายอีกข้างผูกยึดกับอีกคน

จินตนาการต่อไปว่าคุณมี ‘เรื่องหนักอึ้ง(คำวิพากษ์ วิจารณ์ คำตำหนิ เรื่องลบ ๆ ทั้งหลาย)’ ที่ต้องการสื่อสารกับคนนั้น ถ้าสะพานเชือกระหว่างคุณกับเขาแข็งแรงมันจะลำเลียงสารหนักอึ้งไปถึงอีกฝ่ายได้ดีกว่าสะพานที่อ่อนแอและขาดง่ายอย่างแน่นอน

หลักการสะพานความสัมพันธ์ช่วยอธิบายเหตุการณ์ที่ทุกคนเคยประสบนั่นคือทำไมเราจึงสื่อสารเรื่องเปราะบางกับบางคนได้ดีกว่าอีกคน
====

ถ้าอยากให้การสื่อสารภายในทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมขอเสนอให้คุณพัฒนาสะพานความสัมพันธ์ให้แข็งแรงเอาไว้ด้วยวิธีการที่สามารถนำไปประยุกต์ได้ไม่ยาก 6 วิธี ดังนี้ 

1. เข้าใจผู้อื่นก่อนเสมอ

มนุษย์ทุกคนปรารถนาความเข้าใจไม่ต่างจากอ็อกซิเจนสำหรับหายใจ แต่การเรียกร้องให้อีกฝ่ายมาทำความเข้าใจเราก่อนเป็นแนวทางที่ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ ก่อนจะสื่อสารกับใครครั้งต่อไปลองถามตัวเองว่าคุณตั้งใจรับฟังเขาดีพอหรือยัง และรู้หรือไม่ว่าลึก ๆ แล้วเขาต้องการอะไรกันแน่

หนึ่งในทักษะสำคัญที่ช่วยให้คุณเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริงก็คือ การสร้างความไว้วางใจด้วยทักษะการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ คลิกอ่านที่นี่
====

2. ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย

ลองจดจำเรื่องเล็ก ๆ เกี่ยวกับเขาด้วยการแอบจดใส่สมุดบันทึก โดยเฉพาะวันสำคัญของเขา สิ่งที่เขาให้คุณค่าเป็นพิเศษ สิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบ แล้วแสดงมันออกมาด้วยการให้ของขวัญ ทำสิ่งพิเศษแก่เขา ตลอดจนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาด้วยความจริงใจ
====

3. รักษาสัญญา

ไม่มีอะไรจะทำลายสะพานความสัมพันธ์ได้มากเท่ากับการผิดสัญญาที่คุณให้ไว้กับอีกฝ่าย จดจำสัญญาเหล่านั้นให้ขึ้นใจแล้วรักษามันยิ่งชีวิตของคุณเอง จำไว้ว่าอย่าให้สัญญาในสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้โดยเด็ดขาด
====

4. ระบุความคาดหวังของคุณให้ชัดเจนที่สุด

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์คือการที่คุณมีความคาดหวังบางอย่างต่ออีกฝ่ายแล้วไม่ได้สื่อสารมันออกมา เมื่อความคาดหวังเหล่านั้นถูกเก็บสะสมเอาไว้ มันจะระเบิดออกมาจนกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงในอนาคตได้ หนทางที่ดีคือการสื่อสารความคาดหวังนั้นออกมาให้เขาได้รับรู้อย่างตรงไปตรงมา
====

5. มีความซื่อสัตย์ จริงใจ เป็นคนที่ไว้วางใจได้

มีความสัมพันธ์กับทุกคนในทีมด้วยหลักการซื่อสัตย์ จริงใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง พูดถึงคนอื่นด้วยหลักการที่ระลึกไว้เสมอว่าเขาสามารถมานั่งฟังเรื่องนี้ได้เสมอแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ตาม
====

6. กล่าวขอโทษอย่างจริงใจเมื่อทำผิดพลาด

เพราะเราคือมนุษย์ธรรมดาที่อาจทำบางเรื่องผิดพลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นละเลยการทำความเข้าใจ หลงลืมเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอีกฝ่าย หรือมีเหตุให้ต้องผิดสัญญา เมื่อรู้ตัวว่าทำผิดพลาดให้รีบกล่าวขอโทษให้เร็วที่สุดภายใต้พื้นฐานความจริงใจในการที่จะแก้ไขความผิดพลาดนั้นจริง ๆ

ลองนำหลักการทั้ง 6 ไปประยุกต์ใช้กับความสัมพันธ์ภายในทีมของคุณ แล้วจะพบว่าสะพานความสัมพันธ์คือหัวใจในการสื่อสารระหว่างกันภายในทีมอย่างแท้จริง

ทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรือมีความขัดแย้งจึงเป็นโอกาสที่คุณจะได้ทบทวนความแข็งแรงของสะพานเชือกเส้นนั้นแล้วล่ะครับ

====

การทำงานร่วมกันภายในทีมมี Mindset และทักษะมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Team Communication & Collaboration คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

เขียนโดย

อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

Productivity & Team Collaboration Facilitator
(ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity และ Team Collaboration) 

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

 

สุดยอดเทคนิคช่วยให้ Remote team ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

สุดยอดเทคนิคช่วยให้ Remote team ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ลำพังนั่งทำงานอยู่ด้วยกันก็ยังเป็นเรื่องท้าทายที่จะทำงานเป็นทีมให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

 แล้วถ้าต้องนั่งอยู่คนละที่ ต้องประชุมและทำงานร่วมกันผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างทุกวันนี้ล่ะก็ ความท้าทายย่อมจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวอย่างแน่นอน

====

         ความท้าทายจากการทำงานคนละที่ (Remote work) แต่มุ่งเน้นให้เกิดการร่วมมือร่วมใจทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ (Team Collaboration) นั้นมีปัจจัยตั้งแต่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไปจนถึงความสัมพันธ์ของคนในทีมเลยทีเดียว

         จากการที่ได้เป็นที่ปรึกษา วิทยากร และ Facilitator ช่วยคนทำงานเป็นทีมในยุค Remote work เช่นนี้ ผมพบว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกันต่ำมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. สัญญาณอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ การที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่มีคุณภาพ หรือแม้กระทั่งขาดหายเป็นบางช่วงล้วนส่งผลต่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกันทั้งสิ้น

  2. พื้นที่ในการทำงาน จากการสำรวจของผมพบว่ามีคนไม่ถึงครึ่งที่มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการนั่งทำงานจริงจังอยู่ที่บ้าน ส่วนคนอีกครึ่งล้วนประสบปัญหาเรื่องพื้นที่และบรรยากาศในการทำงานที่บ้านทั้งสิ้น

  3. สุขภาพ สมาธิ การจดจ่อ คนยุคนี้ทำกิจกรรมมากกว่า 80% อยู่หน้าจอ ทั้งการทำงาน การเสพข้อมูลข่าวสาร และการพักผ่อนล้วนเกิดขึ้นที่หน้าจอ ซึ่งส่งผลให้เหนื่อยล้าทั้งดวงตาและสมองได้ง่าย

====

         จริงอยู่ที่เป็นเรื่องยากมากถ้าจะให้การทำงานแบบ Remote work มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการนั่งทำงานร่วมกันในออฟฟิศ แต่ผมมองว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำได้ยากเป็นเพราะ Remote work คือวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ที่คนทำงานเพิ่งได้ประสบเท่านั้น

         นั่นหมายความว่าถ้าเราเรียนรู้ และฝึกฝนรูปแบบการทำงานแบบนี้ก็ย่อมจะทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

          เปรียบเหมือนคนทำงานที่ใช้กระดาษเป็นเอกสารหลักในการบันทึกข้อมูลและสื่อสารกันภายในองค์กรมาตลอด กระทั่งวันหนึ่งที่เทคโนโลยีเข้ามา Disrupt วิธีการทำงานที่ใช้เอกสารเยอะ ๆ ให้กลายเป็นการสื่อสารผ่านโปรแกรมและจัดเก็บข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ คนทำงานจำนวนมากก็ยังไม่ชินเลยต้องเรียนรู้และปรับตัวเช่นกัน

และธุรกิจ องค์กรที่จะอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกวันนี้ได้ก็คือองค์กรที่คนทำงานสามารถทำงานทางไกลร่วมกันเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Remote Collaboration Team) นั่นเอง

====

         หลังจากศึกษาบทความเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันในโลกยุคใหม่ ทำความเข้าใจเพื่อสร้างเครื่องมือตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรและทีมงานที่ต้องทำงานทางไกลร่วมกัน ทำให้ผมได้ ‘สุดยอดเทคนิค’ ในการทำงานร่วมกัน แม้ว่าทุกคนจะอยู่คนละที่กันก็ตาม

         ผมตั้งชื่อเทคนิคนี้ว่า 3Cs for Remote Collaboration Team ซึ่งประกอบด้วยเทคนิคสำคัญ 3 ข้อ ดังนี้

====

 

1.Check Team Members ทำความเข้าใจสมาชิกในทีมของคุณ

พื้นฐานในการทำงานร่วมกันอยู่ที่การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ให้คุณใช้ 4 Areas of Home office life ซึ่งเป็นแกนตัดกันสองแกน ดังนี้

แกนนอนคือ แกนพื้นที่ในการทำงานโดยฝั่งซ้ายคือ Personal space (พื้นที่ส่วนตัวสูง) ส่วนฝั่งขวา คือ Shared space (พื้นที่ที่ต้องแบ่งกันใช้กับคนในบ้านสูง)

แกนตั้ง คือ แกนลักษณะครอบครัวที่อยู่ โดยฝั่งบนสุดคือ Extended Family (ครอบครัวขยาย) คือ ครอบครัวมีคนเยอะ และหลายรุ่น โดยคนทำงานจะต้องมีภาระหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กในบ้านด้วย

ฝั่งล่างสุด คือ Single Family (ครอบครัวเดี่ยว) คือ คนทำงานอยู่คนเดียวหรืออยู่กับคนในครอบครัวไม่เกิน 3-4 คน และไม่มีภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลคนในครอบครัว

ให้สมาชิกในทีมแต่ละคนสำรวจชีวิตการทำงานที่บ้านของตัวเองว่าตกอยู่ในพื้นที่ไหนของแกนทั้งสอง (พื้นที่ส่วนตัว – ครอบครัวขยาย, พื้นที่แบ่งกันใช้ – ครอบครัวขยาย, พื้นที่แบ่งกันใช้ – ครอบครัวเดี่ยว และ พื้นที่ส่วนตัว – ครอบครัวเดี่ยว) ให้แต่ละคนได้พูดคุยกันเพื่อทำความเข้าใจกันและกันให้มากขึ้น

====

2.Communication for effective teamwork สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

         ยิ่งมีข้อจำกัดในการสื่อสารกันมากเท่าไหร่ สมาชิกในทีมยิ่งต้องเพิ่ม Mindset และ Skill ในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพมากเท่านั้น เอาชนะข้อจำกัดด้านพื้นที่ เทคโนโลยีด้วยหลักคิดและทักษะในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยแนวทางต่อไปนี้

  • ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพูดคุยอย่างแท้จริง ผู้นำอาจใช้วิธี Check รายชื่อคนที่พูดแสดงความคิดเห็นแล้วทีละคน และจะไม่จบการประชุมถ้ายังมีคนที่ไม่ได้พูด
  • กำหนดให้มีการเปิดกล้องและให้คนพูดทีละคนเท่านั้น คนที่เหลือควรฝึกการฟังและถ้าอยากพูดเป็นคนต่อไปต้องสรุปประเด็นของคนที่พูดก่อนหน้าให้ได้เสียก่อน
  • กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ทุกคน เช่น ฟาหรือคนนำการประชุม คนจดบันทึก คนคุมเวลา คนสังเกตพลังงานของสมาชิกในทีม เป็นต้น

====

3.Clear Goals and Objective ทำให้เป้าหมายและวัตถุประสงค์ชัดเจน

         ระวังการสูญเสียเวลาโดยได้ผลลัพธ์ต่ำ นี่คือหนึ่งในหลุมพรางของการทำงานทางไกลที่หลายทีมประสบ บางทีมรู้สึกดีอยู่ลึก ๆ ที่ได้ใช้เวลาประชุมกันมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน (และทุกวัน) ทั้งที่ได้ผลลัพธ์น้อยนิดหรือแทบไม่ได้เลยก็ตาม

         วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นก็คือการทำให้เป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการทำสิ่งต่าง ๆ ชัดเจนที่สุด ผมแนะนำให้ใช้ 5W 1H ในการสรุปสิ่งสำคัญในการประชุมนั้น ๆ ดังนี้

         Why – เพราะอะไรทีมถึงต้องทำสิ่งนั้น

         What – เป้าหมายที่ทีมต้องการคืออะไร

         How – ขั้นตอนการทำให้เป้าหมายในวันนั้นสำเร็จเป็นอย่างไร

         Who – ใครคือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบแต่ละขั้นตอน

         Where – สถานที่ทำหรือจัดเก็บสิ่งนั้น(เป็นในระบบคอมพิวเตอร์ก็ได้) อยู่ที่ไหน

         และ When – กำหนดเวลาเริ่มทำและเวลาส่งมอบให้ชัดเจน

         ถ้าทุกคนในที่ประชุมรับรู้และเข้าใจ 5W 1H ที่ว่านี้ตรงกัน การประชุมนั้นจึงจะถือว่ามีประสิทธิภาพและมีเป้าหมายกับวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนครับ

         อย่าปล่อยให้การทำงานร่วมกันแบบคนละที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้า หมดพลัง และทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป

ลองนำ 3Cs for Remote Collaboration Team ไปประยุกต์ใช้จริงทันทีที่อ่านบทความนี้จบ เพื่อที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ดีดีของการทำงานแบบ Remote work ที่ลูกค้าของผมหลายคนได้สัมผัสมาแล้วนะครับ

มีเทคนิคอีกมากเกี่ยวกับการประชุมออนไลน์หรือ Virtual Meeting ที่คุณจำเป็นต้องรู้ อ่าน ประชุมออนไลน์อย่างไรให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์มากที่สุด คลิกที่นี่

====

การทำงานร่วมกันภายในทีมมี Mindset และทักษะมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Team Communication & Collaboration คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

เขียนโดย

อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน

Productivity & Team Collaboration Facilitator

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

ร่วมงานกันอย่างไร ไม่ให้หมดไฟไปเสียก่อน

ร่วมงานกันอย่างไร ไม่ให้หมดไฟไปเสียก่อน

ว่ากันว่าเหนื่อยกับงานไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยกับคนนี่สิที่ถือเป็น ‘ที่สุดแห่งความเหนื่อย’

และหากต้องทำงานที่ต้องเจอกับคนหลากหลายประเภท (หรือจะเรียกว่า ร้อยพ่อพันแม่) ความกดดันและตึงเครียดก็ยิ่งถาโถมมากขึ้นหลายเท่า

====

การทำงานในปัจจุบันไม่ได้หมกตัวอยู่แค่ในออฟฟิศ แต่มีการกระจายตัวไปหลายที่ มีโมเดลการทำงานใหม่ ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ความสลับซับซ้อนในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ยังทำให้มีการทำงานเกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาอีกด้วย

การวิจัยเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันพบว่า คนยุคนี้ต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมองค์กร เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำตามคำบัญชาของเจ้านาย รับมือกับลูกค้าเอาแต่ใจ ไปจนถึงเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยเข้าท่า

ทั้งหมดนี้ ทำให้คนทำงาน “รับมือไม่ไหว” และสะสมจนเกิดอาการที่เรียกว่า Burn Out (ภาวะหมดไฟ)จากการทำงานมากขึ้น

และต่อไปนี้คือแนวทางความเข้าใจและหนทางแก้ไข
====

‘หนักเกินเหตุ’ สองรูปแบบที่คุณต้องรู้

การทำงานหนักเกินเหตุมี 2 รูปแบบที่ทำให้คนทำงานถึงขั้นร่างสลายได้ แบบแรกเรียกว่า ‘เห็นผลทันตา’ ส่วนแบบที่สองเรียก ‘สะสมเรื้อรัง’

การทำงานจัดหนักเพื่อให้เห็นผลทันตา มักจะเกิดขึ้นเมื่อต้องทำงานกับคนอื่น ๆ โดยต้องเพิ่มปริมาณงานมากกว่าปกติ ประเภทมีงานด่วนที่ต้องทุ่มเวลาทั้งสัปดาห์จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน
คุณต้องทำเพราะไม่อยากจะได้ชื่อว่ากลายเป็นคนนอกกลุ่มหรือไม่ให้ความร่วมมือ

และลึก ๆ คุณก็อยากจะได้รางวัลตอบแทน เช่น ได้เลื่อนขั้นด้วย ฉะนั้น หากเจ้านายขอคุณก็ต้องทำ หากเพื่อนบอกคุณก็ต้องช่วย ในขณะที่คุณก็ยังมีงานตามหน้าที่อยู่ด้วย

รูปแบบสะสมเรื้อรังนั้นน่ากลัว เพราะไม่ใช่การที่จู่ ๆ คุณก็ถูกกระชากมาทำงานโหดอย่างฉับพลัน แต่เป็นการค่อย ๆ สะสม ค่อย ๆ เพิ่มพูน ค่อย ๆ ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จากทำงานของตัวเองคนเดียวจะเริ่มรับผิดชอบมากขึ้น มีคนมาเกี่ยวข้องมากขึ้น สะสมเครือข่ายการทำงานไม่สิ้นสุด

รู้ตัวอีกทีคุณก็อาจจะกลายเป็นคนที่ทำงานทั้งวันทั้งคืน ใครทำอะไรคุณก็โผล่ไปช่วยทุกอย่าง จนร่างกายเริ่มพัง จิตใจเริ่มเสื่อมสลาย มีอาการห่อเหี่ยวซึมเศร้าสะสมในตัวเอง

การนอนหลับพักผ่อนให้ถูกต้องคือวิธีการสำคัญที่ช่วยในเรื่องนี้ได้ มีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าคนที่นอนไม่ดีมีโอกาส Burn out มากกว่าปกติสามเท่า อ่าน 3 เทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพการนอนเพื่อชีวิตที่ Productive มากขึ้น คลิกที่นี่
====

ทำไมเป็นคนแบบนี้

พฤติกรรมทำงานให้ส่วนรวมแบบจัดหนักเกินไปมักเกิดจากความต้องการสร้างชื่อเสียงให้คนรู้ รวมถึงต้องการลดความตึงเครียดในการทำงานร่วมกัน (เพราะเมื่อมีการปฏิเสธ คนก็จะเริ่มทำหน้าตึง คิ้วขมวดใส่กัน)

หรือบางที อาจจะมาจากนิสัยเต็มใจทำเพื่อส่วนรวมมากเกินไป โดยไม่ได้ยั้งคิดว่ามันทำลายสุขภาพของตัวเอง

การรับมือกับภาวะช่วยงานมากเกินต้องเริ่มต้นจากการรู้ก่อนว่า ทำไมคุณถึงจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานนั้น หรือทำไมคุณถึงเข้าไปช่วยทำงานของส่วนรวม เมื่อไตร่ตรองให้รอบคอบเพื่อค้นหาที่มาที่ไปจะทำให้คุณเริ่มเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง

และนั่นคือจุดเริ่มต้นคือการปรับทัศนคติของตัวเองก่อน
====

ทำอย่างไรให้งานส่วนรวมไม่ทำร้ายเรา

การปฏิเสธให้เป็น ถือเป็นก้าวแรกในการรับมือกับนิสัยทำงานส่วนรวมมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือทำลายสังคมแม้แต่น้อยหากจะบอกคนอื่นว่า เราไม่อาจทำงานนั้นได้ด้วยเหตุผลที่น่ารับฟัง แถมเรายังได้ความรู้สึกมั่นใจและเคารพตัวเองกลับคืนมาอีกด้วย

ถัดมา คือการปรับบทบาทหน้าที่ ตารางงาน และเครือข่ายการทำงาน เพื่อไม่ให้คุณต้องตกอยู่ในวงล้อมของการทำงานส่วนรวม และลดการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ที่ไม่มีความจำเป็นออกไปให้หมด เรียกกระบวนการนี้ว่า การปรับภูมิทัศน์การทำงานของตัวเอง

เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเผลอไปรับปากทำงานส่วนรวมที่ไม่สำคัญสำหรับคุณ รวมถึงปรับวิธีประสานงานให้เกิดผลดีกับตัวเอง บางอย่างใช้ reply all บางอย่างใช้ cc ในการตอบอีเมล์ เพื่อให้ภาระไม่ตกอยู่กับคุณในตอนท้าย

วิธีการทั้งหมดนี้ จะทำให้คุณสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่ทุกข์ทรมานกับการต้องร่วมงานกับคนมากๆ หรือรับงานส่วนรวมมาใส่ตัว และท้ายที่สุด คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงอาการเหนื่อยเกินทน หรือภาวะหมดไฟได้อีกด้วย

====

การทำงานร่วมกันภายในทีมมี Mindset และทักษะมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ขอแนะนำหลักสูตร Team Communication & Collaboration คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

เรียบเรียงจาก “Collaboration Without Burnout” โดย Rob Cross, Scott Taylor, and Deb Zehner จาก Harvard Business Review กรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2018

เรียบเรียงโดย

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

การค้นพบใหม่ในการสร้างทีมที่ยอดเยี่ยม

การค้นพบใหม่ในการสร้างทีมที่ยอดเยี่ยม

เคยสงสัยไหมครับว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้ดีและประสบความสำเร็จ

หลายคนอาจทึกทักว่าเป็นเรื่องที่ ‘จับต้องไม่ได้’ เพราะมันเป็นศิลปะและเคมีความเข้ากันได้ส่วนบุคคลซึ่งมองอย่างไรก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์เลย

แต่ในความจริงแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ทีมยอดเยี่ยมคือวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ ที่สามารถสังเกตและมีตัวชี้วัดได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ มันเป็นเรื่องที่สามารถสอนกันได้ด้วย
====

มองหาสิ่งเดียวกัน

เมื่อทำการสำรวจพฤติกรรมของทีมที่ ‘คลิก’ กัน เราพบว่าทีมที่ประสบความสำเร็จมีวิธีการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม

มีงานวิจัยเพียงน้อยนิดที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ แต่เราเชื่อว่ามันคือส่วนที่สำคัญที่สุด ยิ่งเราสำรวจทีมต่าง ๆ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นงานหน้าบ้านหรืองานหลังบ้าน เราศึกษาโดยการติดเครื่องมือที่อยู่ในรูปเข็มกลัดเพื่อใช้เก็บข้อมูลเสียง ภาษาร่างกาย ทั้งของเจ้าตัวและคู่สนทนา ตลอดจนรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมายกับสมาชิกในทีม

ข้อมูลที่ได้ช่วยยืนยันว่า ‘การสื่อสาร’ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จของทีม เราพบว่าการสื่อสารกันนอกห้องประชุมของสมาชิกมีส่วนในความสำเร็จเป็นอย่างมาก
====

หลังจากแนะนำให้ผู้จัดการลองย้ายเวลาเบรกของทุกคนในทีมเป็นเวลาเดียวกันแล้ว เราพบว่าทีมทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น ทีม Call Center ได้รับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 10% เลยทีเดียว

จากการเก็บข้อมูลพนักงานจำนวนราว 2,500 คนจากหลากหลายองค์กรเป็นเวลาร่วม 7 ปี ผลที่ได้จากทีมที่ประสบความสำเร็จชัดเจนถึงขนาดที่เราสามารถทำนายล่วงหน้าได้เลยว่าทีมไหนจะชนะรางวัลการประกวดแผนธุรกิจ

สิ่งที่เราพบจากสมาชิกในทีมที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้น ได้แก่

1. โดยเฉลี่ยทุกคนในทีมพูดคุยและรับฟังกันในปริมาณเท่า ๆ กัน
2. คนในทีมมองหน้าและสนทนากันอย่างกระตือรือร้นและมีพลังงานสูง
3. ทุกคนในทีมสื่อสารระหว่างกันเองโดยไม่ได้คุยแต่กับหัวหน้าทีมเพียงอย่างเดียว
4. คนในทีมพูดคุยปรึกษากันระหว่างประชุม
5. สมาชิกในทีมพักเป็นระยะ และออกไปคุยกับคนอื่นนอกทีมเพื่อนำข้อมูลกลับมาแลกเปลี่ยนกันภายในทีมเสมอ
====

อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความสำเร็จของทีมส่วนใหญ่กลับไม่ได้มาจากความสามารถส่วนบุคคลอย่างที่หลายคนเคยเข้าใจ สิ่งที่ดีที่สุดในการสร้างทีมเวิร์คคือการเรียนรู้วิธีการสื่อสารและแนะนำให้สมาชิกในทีมทำตามแบบแผนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

วิธีการนำข้อมูลจากการวิจัยไปใช้เพื่อพัฒนาทีมที่มีประสิทธิภาพ

1. ทำให้เห็นภาพ

ด้วยการแสดงข้อมูลในรูปของแผนภาพกราฟฟิกที่ดูง่าย กราฟฟิกจะช่วยให้เห็นจุดอ่อนของทีมที่อาจไม่ทันสังเกต เช่น สมาชิกที่ไม่ค่อยออกความเห็น

====

2. ฝึกสอน

 แสดงแผนภาพความร่วมมือของสมาชิกในแต่ละวันเพื่อกระตุ้นความร่วมมือ ทำให้สมาชิกที่เป็นจุดอ่อนได้เห็นการทำงานของตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่นและนำไปปรับปรุงได้

หนึ่งในวิธีฝึกสอนและพัฒนาคนในทีมที่ดีที่สุดก็คือการโค้ช อ่าน โค้ชอย่างไรถึงจะเพิ่มศักยภาพได้อย่างเต็มที่ คลิกที่นี่

3. ปรับสมดุลการทำงาน 

นำข้อมูลที่เครื่องมือบันทึกได้มาเปรียบเทียบกับผลงานของทีม แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่ได้มีผลต่อการทำงานอย่างแท้จริง เช่น วันที่การประชุมไม่ได้เรื่อง ข้อมูลจากเครื่องมือจะแสดงให้เห็นว่าวันนั้นสมาชิกในทีมมีการสื่อสารที่ไม่ราบรื่นอย่างไร 

การสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพไม่ได้มาจากโชคช่วย หรือเกิดจากเพื่อนร่วมทีมที่เก่งและฉลาดในระดับสุดยอดแต่เพียงอย่างเดียว แต่มันสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ผ่านการเก็บข้อมูลจนทำให้เราค้นพบกุญแจสำคัญของทีมที่ดี นั่นคือ ‘การสื่อสาร’

สมาชิกในทีมที่หลายคนเรียกว่า ‘มีความเป็นผู้นำ’ แท้จริงแล้ว ก็คือคนที่มีความสามารถในการสื่อสารกับทุกคนอย่างเท่าเทียมและกระตุ้นให้เกิดพลังงานในการสนทนา ซึ่งยิ่งเรามีคนแบบนี้ในทีมมากเท่าไร ทีมก็ยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง

====

คุณสามารถเป็นหัวหน้าทีมหรือช่วยให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ถ้าเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการสื่อสารและทักษะการทำงานร่วมกัน ขอแนะนำหลักสูตร Team Communication & Collaboration คลิกดูรายละเอียดที่นี่

เรียบเรียงจาก “The New Science of Building Great Teams” โดย Alex “Sandy” Pentland จาก Harvard Business Review เมษายน 2012

เรียบเรียงโดย

Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Ads, Google Analytics

    Statistics

  • Google Analytics

    Statistics

  • Facebook

    Marketing/Tracking

  • ActiveCampaign

    Functional

  • ActiveCampaign

    Marketing/Tracking

Save