อยากสำเร็จต้องเปลี่ยนการ ‘รู้ตัว’ ให้กลายเป็น ‘ปรับตัว’ ด้วยวิธีการนี้

อยากสำเร็จต้องเปลี่ยนการ ‘รู้ตัว’ ให้กลายเป็น ‘การปรับตัว’ ด้วยวิธีนี้

“รู้ว่าต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง…แต่ชั้นก็ยังปรับตัวไม่ได้”

นี่คือปัญหาที่เกาะกุมใจของใครหลายคน เราทุกคนล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า การรู้ตัว (self-awareness) อันหมายการถึงรู้จุดแข็ง จุดอ่อน ความรู้สึก ความคิด และคุณค่าของตัวเอง ในห้วงเวลาต่างๆ บ้างไม่มากก็น้อย 

แต่ถ้าอยากประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง เพียงแค่รู้ตัวยังไม่พอแต่เราจะต้องไปไกลกว่านั้นอีกก้าว นั่นคือการปรับตัวให้ได้ หรือที่เรียกว่า มีความสามารถที่จะบริหารจัดการตัวเอง (self-management) นั่นเอง

=====

ปัญหาจริงๆ ของเรื่องนี้ก็คือ หลายคนรู้ตัวเองว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร และยังรู้อีกว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไข แต่ขั้นตอนแก้ไขนี่แหล่ะที่ไม่ง่ายเลย เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมีข้ออ้างต่าง ๆ มากมาย จนไม่สามารถจัดการตัวเองได้ในที่สุด  เคล็ดลับเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือเบื้องต้นให้สามารถลงมือทำได้จริง

เริ่มจากอยู่กับปัจจุบันขณะ รู้ว่า ณ ตอนนี้กำลังทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้างทั้งภายนอกและภายในใจเรา 

ชั้นที่สอง พิจารณาว่าจะทำอะไรต่อไป สิ่งที่ทำนั้นจะส่งผลอะไรตามมา และถ้าไม่เป็นอย่างที่คิด จะแก้ปัญหาอย่างไร

ขั้นสุดท้าย เลือกทำในสิ่งที่จะเกิดผลดีที่สุด แม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่สุดเลยก็ตาม

=====

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำเหล่านี้มักจะพังพาบไม่เป็นท่า เพราะท้ายที่สุด แล้วมนุษย์มักจะเลือกหนทางที่ง่ายที่สุดและสะดวกที่สุดเสมอ เช่น รู้ตัวว่าถ้าปรับวิธีการพูดแล้วจะดีขึ้นแต่แทนที่จะลงมือปรับปรุงทันที กลับหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงแล้วเลือกใช้วิธีการพูดแบบเดิมไปก่อน เพราะการปรับนั้นจะต้องลงทุนลงแรงและทำให้ขาดความมั่นใจในช่วงแรก

เมื่อธรรมชาติมนุษย์เป็นเช่นนี้  เราจึงมีเทคนิค 6 ประการเพื่อกำราบตัวเอง และบริหารจัดการตัวเองให้สำเร็จอย่างเด็ดขาด

1.เลือกมาเลย ว่าจะเริ่มทำที่ไหน

ถ้าปัญหานี้มักเกิดในห้องประชุม ก็ต้องเริ่มต้นที่ห้องประชุมนี่แหละ

=====

2. สังเกตดูดีๆ ว่าอะไรที่เป็นอุปสรรคในการปรับปรุงตัวเอง

เช่น ไม่ยอมปรับปรุงเพราะมัวแต่ห่วงหล่อ เพราะห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง หรือเพราะเราต้องการผลลัพธ์บางอย่างจากการทำแบบเดิมอยู่ เป็นต้น
=====

3. พิจารณาทางเลือกดีๆ และคิดล่วงหน้าไปเลยว่าจะเกิดผลอะไรตามมา 

การใช้ความคิดพิจารณาทางเลือกทั้งหลายจะทำให้เรามองเห็นภาพและรับมือได้ดีขึ้น 

=====

4. ทำแผนขึ้นมา

เมื่อมีแผนการที่ชัดเจนเป็นลำดับขั้นตอนอะไรต่อมิอะไรก็จะง่ายขึ้น

=====

5.ทำตามแผนนั้นซะ!

ลงมือทำทันที หลังจากวางแผนเสร็จ  ไม่ต้องมาเสียเวลาหรือรอดูฤกษ์ยามอะไรแล้ว

=====

6.ทำอีก ทำไปซ้ำๆ

ทำซ้ำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  จนกว่าจะสามารถ “ปรับตัว” ได้อย่างแท้จริง

เท่านี้แหละ คุณจะไม่เพียง “รู้ตัว” ว่ามีปัญหาและควรปรับปรุงอะไร แต่คุณยังสามารถที่จะ “ปรับตัว” โดยจัดการตัวเองได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ถ้าอยากพัฒนาตัวเองจากจุดที่อยู่ไปสู่ความสำเร็จที่ต้องการ ขอแนะนำหลักสูตรการปรับตัวเพื่อสร้างอุปนิสัยแห่งความสำเร็จ คลิกที่นี่

=====

เรียบเรียงจาก “How to Move from Self-Awareness to Self-Improvement” โดย Jennifer Porter จาก Harvard Business Review 19 มิถุนายน 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 093 925 4962

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเก่งมาก ‘ล้มเหลว’

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้นำเก่ง ๆ ‘ล้มเหลว’

เคยเห็นผู้นำเก่งๆ ที่สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไหม?

เชื่อว่าทุกคนคงมีภาพคนเช่นนั้นอยู่ในใจ แต่ถ้าจะบอกว่าผู้นำเช่นนั้นก็ประสบความล้มเหลวได้เหมือนกันล่ะ คุณคิดอย่างไร  

ไม่ใช่ทุกคนที่จะเก่งไปหมดทุกอย่าง และคนที่เก่งก็อาจจะล้มเหลวด้วยสาเหตุที่คุณนึกไม่ถึงมาก่อน  

ผู้นำ หรือ หัวหน้า นั้นมีอย่างน้อยสองแบบ แบบแรกโฟกัสไปยังการสร้างผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เช่น สร้างสินค้ามาแรงในตลาด ทำยอดขาดสูงลิบลิ่ว ส่วนแบบที่สองโฟกัสไปยังการสร้างความสัมพันธ์กับคนในทีม 

=====

บรรดาผู้นำที่สร้างผลลัพธ์ได้เก่งกาจ หลายครั้งก็มักจะโฟกัสไปยังผลงานที่จับต้องได้มากจนเกินไป หากเป็นเช่นนั้น เขาอาจจะละเลย…

– ความใส่ใจที่มีต่อลูกน้อง

– การสร้างความสัมพันธ์ การสร้างทีมที่ดี

-การให้แรงบันดาลใจ

ผู้นำบางคนถึงกับคิดว่า ถ้าให้ความสนใจกับมนุษย์มากเกินไปจะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่บรรลุผลเลยด้วยซ้ำ !

ผลการศึกษายืนยันว่า ผู้นำที่เน้นผลลัพธ์ของการทำงานมากเกินไป จะเอาแต่สร้างตัวเลขและยอดรายได้จนกระทั่งลืมเรื่องอื่นๆ จนเมื่อนำทุกองค์ประกอบมาประมวลเป็นคะแนน ผู้นำแบบนี้กลับสอบตก เพราะสิ่งที่เขาทำไม่สมดุล ทำให้เกิดผลที่เสียหายต่อองค์กร บรรยากาศในการทำงานแย่ ลูกน้องต่างหมดใจที่จะทำงานด้วย ทั้งหมดนี้ยืนยันได้จากตัวเลขการลาออกของพนักงาน

=====


ผู้นำที่เก่งจริงจะสร้างสมดุลระหว่างงาน (ทำให้งานสำเร็จ) กับคน (ให้แรงบันดาลใจ พัฒนา สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดพลัง) ซึ่งผู้นำส่วนใหญ่มักไม่ค่อยทำอย่างหลัง บางคนขาดทักษะด้านนี้หรือไม่เชื่อในเรื่องการสร้างสัมพันธ์กับคนเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากกลัวควบคุมคนไม่ได้ หรือกลัวทำให้มีเวลาไปสร้างผลงานน้อยลง

แต่ถ้าหากอยากจะเป็นผู้นำที่ไม่ล้มเหลว คุณต้องไม่โฟกัสไปยังผลงานมากเกินไป โดยใช้วิธีการเหล่านี้ 

=====

ลองฟังฟีดแบ็ค 

ลองถามคนที่เกี่ยวข้องในการทำงานว่าเราสร้างสมดุลของการโฟกัสได้ดีหรือยัง ให้อีกฝ่ายคิดเป็นคะแนนกลับมาก็ได้ ถ้าคะแนนฝั่งของการโฟกัสไปยังผลงานมากเกินไป คุณควรจะหันกลับมาให้ความสนใจเกี่ยวกับคนบ้าง

=====

โฟกัสไปยังคนด้วยความตั้งใจ

ให้เวลากับคนที่ทำงานร่วมกันและลูกทีม หาเวลาพูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนเรื่องงาน อาจจะไปดื่มกินเพื่อรู้จักกันให้ดี กระชับความสัมพันธ์ ซึ่งควรจะทำให้เป็นธรรมชาติ ไม่ได้รู้สึกฝืนใจทำ ซึ่งจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจที่ได้ทำงานร่วมกัน

=====

สังเกตตัวเองให้ดี

ลองสังเกตว่าคุณทำอะไรเร็วเกินไป หรือไม่ค่อยมีความอดทนหรือเปล่า เพราะนั่นแปลว่าคุณกำลังคิดแต่จะสร้างผลลัพธ์ มองเห็นแต่เป้าหมาย ลองสร้างสติระลึกตัวเอง หรือตั้งคำถามว่า เราทำอะไรเร็วไปไหม การที่เราไม่ยอมปล่อยวางหรือทำอะไรให้ช้าลง นั้น เรากำลังกลัวอะไรอยู่หรือเปล่า

=====

ทำลายความเชื่อผิดๆ

คนเรามักจะมีความเชื่อผิดๆ ในการทำงาน เช่น เชื่อว่าตนเองทำบางเรื่องไม่ได้ ซึ่งส่งผลให้มีพฤติกรรมที่ไม่โอเคตามมา ลองหาเวลาคุยกับคนที่สร้างสมดุลระหว่างผลงานกับสร้างคนได้ดี ลองถามเคล็ดลับว่าทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันแล้วนำมาปรับใช้กับตัวเอง

=====

ฝึกจัดการตัวเอง

เมื่อระลึกตัวเองได้แล้วว่าอะไรเข้าท่า อะไรไม่เข้าท่าสำหรับคุณและทีมของคุณ   ขั้นตอนต่อไปคือการฝึกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น การไม่เที่ยวไปส่งอีเมลเกี่ยวกับงานสำคัญในช่วงวันหยุด เลิกย้ำเตือนให้คนอื่นใช้ความพยายามมากขึ้น หรือใช้เวลาในการหันมาเอาใจใส่สอนงานลูกน้อง เป็นต้น 

ถ้าคุณคือ ‘คนเก่ง’ ที่เพิ่งก้าวขึ้นมาบริหารทีม บริหารคนเป็นครั้งแรก คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่คนเก่งๆ อย่างคุณอาจพลาดได้ คลิกที่นี่

เรียนรู้และฝึกฝนทักษะย่อยของการเป็นผู้จัดการทีมและการบริหารคนที่ประสบความสำเร็จในหลักสูตร First Time Manager ที่นี่ 

===== 

เรียบเรียงจาก“Why Highly Efficient Leaders Fail” โดย Rebecca Zucker ตีพิมพ์เมื่อ  12 กุมภาพันธุ์ 2019 ใน Harvard Business Review

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 0939254962

แนวทางการทำงานร่วมกับคนที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ

แนวทางการทำงานร่วมกับคนที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ

เวลาทำงานร่วมกันก็ย่อมจะต้องมีการแสดงความคิดเห็น แล้วในทุกองค์กรก็มักจะมีคนที่เสนอความคิดเห็นที่มีเหตุผล เป็นประโยชน์ต่องาน แต่ในขณะเดียวกันก็จะมี “คนเก่งจอมมั่น” ที่เชื่อว่าตัวเองถูกเสมอ แม้ว่าจะเคยนำสิ่งที่เขาเสนอไปปฏิบัติจริงแล้วไม่เวิร์คมาแล้วก็ตาม
====

นี่คือสถานการณ์ที่ต้องรับมือด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะกับหัวหน้า เพราะถ้าทำตามที่เขาแนะนำตลอดก็อาจส่งผลลบต่อทีมและงานในหลาย ๆ ด้าน แต่ถ้าไม่ทำตามคำแนะนำก็อาจทำให้คนนั้นรู้สึกว่าความภาคภูมิใจในตัวเองถูกทำลายจนอาจจะไม่เสนอไอเดียที่เป็นประโยชน์ต่อไป

ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าจะปวดหัวเวลาทำงานร่วมกับ “คนเก่งจอมมั่น” แต่ก็มีวิธีที่สามารถช่วยป้องกันปัญหาที่ชวนเหนื่อยใจลักษณะนี้ได้ และยังทำให้เกิดผลงานที่เป็นรูปเป็นร่างและมีประสิทธิภาพตามมาได้อีก ด้วยวิธีต่อไปนี้
====

หาต้นตอของความเก่งและมั่นให้เจอ

คนเราจะเก่งและมีความมั่นใจจากหลายเหตุผล แต่เหตุผลที่พบบ่อยนั้นเกิดจากความสำเร็จในการทำงานครั้งก่อน ๆ หลังจากที่เคยแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจจนเกิดผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วทำให้ครั้งต่อ ๆ ไป เขาก็จะพยายามรักษาความสำเร็จเดิมเอาไว้ด้วยการแสดงออกว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้องแน่นอน

สิ่งที่คุณสามารถทำได้คือควบคุมบทสนทนาให้เป็นไปอย่างราบรื่น และปราศจากการโต้แย้งอย่างรุนแรง ลองพยายามดึงจังหวะ ดึงอารมณ์ของผู้เข้าร่วมประชุมไม่ให้พุ่งสูงจนเกินไป

ถ้ามีคนน็อตหลุดขึ้นมาเพราะตกลงกันไม่ได้จริง ๆ ก็อาจต้องหาโอกาสประชุมแยกนอกรอบเพื่อพูดคุยปรับความเข้าใจ และปรับมุมมองให้เข้าใจกัน อย่างน้อยก็จะรักษาความมั่นใจของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้เขารู้สึกว่าตัวเองทำพลาดหรือหมดประโยชน์ต่อทีม
====

เปิดโอกาสให้ผู้อื่นมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นบ้าง

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำเป็นประจำคือการเปิดกว้างให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน นั่นคือการบอกทั้งข้อดีและข้อเสียในแต่ละประเด็นอย่างตรงไปตรงมา

การให้คนในทีมมีส่วนร่วมและช่วยกันประเมินมุมมองของงานอย่างหลากหลายจะก่อให้เกิดความคิดที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจครั้งสำคัญ ๆ แล้วยังทำให้แต่ละคนมีความมั่นใจโดยที่ไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นมาจนทำลายบรรยากาศและผลของการทำงานอีกด้วย
====

เสริมสร้างบรรยากาศให้คนอยากฟังและอยากแสดงความคิดเห็น

เมื่อต้องทำงานกับคนที่เก่งและมั่นมาก ๆ อาจส่งผลให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกว่าคุณค่าของตนเองลดลงจนไม่กล้านำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง

แนวทางแก้ไขปัญหานี้ คือ เมื่อต้องประชุม แสดงความคิดเห็น สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการเป็นผู้ฟังที่ดีและโทนเสียงในการพูด ทั้งสองอย่างนี้ต้องมาควบคู่กันจึงจะสามารถลดปัญหานี้ลงได้

เพราะทุกคนล้วนมีมุมมองเป็นของตนเอง และทุกมุมมองต่างมีความสำคัญ โทนเสียงเวลาแสดงความคิดเห็นมีผลต่อความรู้สึกของผู้ฟัง ว่าจะทำให้ผู้ฟังคล้อยตามได้มากแค่ไห

ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย คนอื่นจึงจะกล้าแสดงความคิดเห็นออกมาแล้วจะไม่มีใครรู้สึกอายในความคิดเห็นของตนเอง

และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ท้ายที่สุดทุกคนจะกล้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา จะเกิดความความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จนการทำงานราบรื่นในท้ายที่สุด
====

เรียบเรียงจาก How to Work with Someone Who Thinks They’re Always Right โดย Ron Carucci and Jarrod Shappell จาก Harvard Business Review 26 มิถุนายน 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

ให้ฟีดแบ๊คอย่างไรไม่ให้เสียสัมพันธ์

ให้ฟีดแบ๊คทีมอย่างไรไม่ให้เสียสัมพันธ์

“กฎมีไว้แหก” ใครสักคนเคยพูดคำนี้ให้ผมได้ยินตั้งแต่สมัยเด็ก แล้วผมก็จดจำคำกล่าวที่ดูเท่เล็ก ๆนี้มาตลอด

จนกระทั่งได้มาทำงานไปสักพักจึงรู้ว่าคำกล่าวนี้มีหลายนัยยะที่ต้องตีความมิเช่นนั้นจะเป็นอันตรายต่อการทำงานและชีวิตเป็นอย่างยิ่ง

====

ประการแรกคือ กฎที่เราไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง และ / หรือ ไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมสร้างกฎนั้นขึ้นมา คือกฎที่เราควรนำมาพูดคุยทบทวนร่วมกันเพื่อค้นหาเหตุผลที่แท้จริงของการตั้งกฎนั้น แล้วจึงพิจารณาร่วมกันว่าจะใช้ต่อ ยกเลิก หรือปรับเปลี่ยนกฎนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับคนในทีมและบริบททางสังคม
====

ประการที่สองคือ คำว่า ‘แหกกฎ’ ในที่นี้หมายถึงการคิดต่าง คิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์ซึ่งจำเป็นต้องคิดให้หลุดไปจากค่านิยมและวัฒนธรรมที่ทำตาม ๆ กันมาไม่ได้หมายถึงการตะบี้ตะบันทำผิดกฎอย่างที่หลายคนเข้าใจแต่อย่างใด
====

จะให้ฟีดแบ๊คอย่างไรถ้ามีคนละเมิดกฎ

เพื่อแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเนื่องจากการละเมิดกฎของทีม ทุกคนในทีมควรตกลงร่วมกันเมื่อเกิดกรณีมีคนละเมิดกฎ ซึ่งสามารถนำแนวทาง ‘ให้ฟีดแบ๊ค’ ที่ Blair Singer โค้ชและนักขายมืออาชีพเขียนไว้ในหนังสือ Team Code of Honor ไปประยุกต์ใช้ ดังนี้

1. เริ่มต้นให้ถูกกาลเทศะ

ไม่ควรแจ้งว่าจะให้ฟีดแบ๊คต่อหน้าลูกค้า พาร์ทเนอร์ เพื่อนร่วมงานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นโดยตรง จำไว้ว่าเราต้องการช่วยให้เขาปรับปรุงพฤติกรรม ไม่ได้ต้องการโจมตีที่ตัวตนของเขาแต่อย่างใด
====

2. เข้าใจและยอมรับความรู้สึกของคุณเองก่อน

เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ในใจคุณลึก ๆ อาจรู้สึกไม่สบายใจ กังวล ไปจนถึงโมโห โกรธ ให้ทำความเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้น แล้วยอมรับอย่างไม่ต้องไปคิดตัดสินความรู้สึกนั้นจนความคิดความรู้สึกของคุณสงบลงแล้วค่อยให้ฟีดแบ๊คเพื่อป้องกันไม่ให้บานปลายไปสู่ความขัดแย้ง
====

3. ขออนุญาตเจ้าตัวก่อนเข้าสู่การให้ฟีดแบ๊ค

ถามเจ้าตัวก่อนว่า เวลานี้ ๆ สะดวกคุยเรื่องนี้ ๆ กันไหม แจ้งให้เขาทราบว่าต้องการฟีดแบ๊คพฤติกรรมของเขา เพื่อช่วยปรับให้ดียิ่งขึ้น ถ้าเขาบอกไม่สะดวกให้ถามหาวัน เวลาที่สะดวกจากเขา และไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เกินไป( 1 – 3 วัน แล้วแต่ประเด็น)
====

4. แก้ไขที่พฤติกรรมไม่ใช่ตัวบุคคล

การแปะป้ายว่าเขาเป็น “คนเลว” “ขี้เกียจ” “ห่วยแตก” หรือคำแปะป้ายตัดสินต่าง ๆ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดใด เปลี่ยนมาพูดถึงพฤติกรรมของเขาโดยระบุให้ชัดเจนแทน “ผมรู้มาว่าคุณเอาข้อมูลที่เพื่อนทำไว้ไปใช้โดยไม่ได้ถามเจ้าของก่อน” “คุณไม่ได้ส่งมอบงานตามกำหนด” การโฟกัสที่พฤติกรรมจะช่วยให้เขาไม่รู้สึกว่าเรากำลังโจมตีที่ตัวตนของเขาแต่เป็นการพูดถึงพฤติกรรมที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขของเขาแทน
====

5. บอกสิ่งที่ผิดพลาดแล้วเสนอความช่วยเหลือ

เชื่อมโยงจากข้อ 4 คุณควรระบุพฤติกรรมที่ผิดพลาดไปจากกฎ “กฎของเราระบุว่าต้องมาทำงาน 9.00 น. ซึ่งคุณมาถึงที่ทำงาน 9.45 น. ติดต่อกันมาทั้งสัปดาห์นี้ ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น(ถามสิ่งที่เกิดกับเขาด้วย) ต้องการให้ผมช่วยอะไรไหม” เป็นต้น
====

6. ย้ำเตือนถึงสิ่งที่บุคคลนั้นต้องเปลี่ยนแปลง

เมื่อพูดคุยจนได้ข้อสรุปที่เขาจะเปลี่ยน(ควรมาจากความยินยอมของเขาอย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง) แล้ว ให้ตัวเขา คุณรวมถึงคนในทีมที่มีส่วนเกี่ยวข้องย้ำเตือนออกมาเป็นข้อสรุปที่เขาจะทำเพื่อเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง และควรทำออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย
====

7. แสดงการรับรู้พฤติกรรมที่เป็นไปในแนวทางที่ตกลงกันไว้แล้ว

เมื่อเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะในช่วงแรกนั้น เขาต้องการการรับรู้และ กำลังใจเป็นอย่างมาก จงแสดงการรับรู้อย่างเปิดเผยเสมอ ไม่ว่าจะชมต่อหน้า หรือพิมพ์อีเมลชื่นชมสิ่งที่เขาทำก็ได้

Blair ย้ำว่า กฎที่ไม่ได้ยึดมั่นให้ทุกคนปฏิบัติตามจะไร้ค่าลงไปเรื่อย ๆ และทำให้ผู้คนในทีม ในองค์กร หรือในสังคมคิดว่ามันไม่มีความหมายอะไรจนนำไปสู่วลี ‘กฎมีไว้แหก’

และนี่แหล่ะคือจุดเริ่มต้นของการทุจริตและอาชญากรรมทั้งหลาย
====

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านทีมเวิร์คและวัฒนธรรมองค์กร (Teamwork & Culture Expert)

Learning Hub Thailand เราพัฒนาคนในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

จะทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้าอย่างไร

จะทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้าอย่างไร

นี่คือเรื่องเล่าของผู้บริหารหญิงคนหนึ่งที่ชื่อ ซูซาน

เธอได้เข้าไปทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่ง อะไร ๆ ก็เหมือนจะดีในช่วงแรก แต่ซูซานก็เจอปัญหาสำคัญในการทำงาน

เธอมีเพื่อนผู้บริหารคนหนึ่งชื่อ แพท ซึ่งทั้ซูซานและแพทต่างก็ไม่กินเส้นกันตั้งแต่ช่วงแรกที่ร่วมงานกัน

เมื่อเวลาผ่านไป อะไรต่ออะไรก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้นานก็อาจจะทำให้ผลงานที่ทั้งคู่ต้องรับผิดชอบย่ำแย่ลง และชีวิตการงานที่นี่ของทั้งสองก็อาจจะพังพินาศได้
====

เมื่อซูซานลองวิเคราะห์สถานการณ์ดู เธอพบว่าแพทเป็นคนที่มีทักษะการทำงานอยู่ในระดับสูง เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ และเป็นผู้บริหารที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชอบ แถมแพทยังไม่ใช่คนที่มีพิษมีภัยหรือบั่นทอนใครเลย

แต่ซูซานก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าเธอไม่ชอบแพทเอาเสียเลย เพราะเป็นมนุษย์คนละสไตล์กับเธออย่างแท้จริง

ซูซานพบว่าเธอเข้าไม่ถึงแพทเลย เธอรู้สึกว่าไม่ได้รับความสนใจหรือไม่ได้รับความสำคัญในการทำงานร่วมกัน

นอกจากนั้นทีมของซูซานยังถูกทีมของแพทปล่อยปละละเลย ไม่สื่อสารอย่างที่ควรจะเป็น หรือบางทีก็เหมือนว่าทีมของแพทหลีกเลี่ยงที่จะสื่อสารกับทีมของซูซาน
====

สุดท้ายแล้วซูซานก็ตัดสินใจคิดกลยุทธ์ที่จะทำงานร่วมกับแพท

แล้วซูซานก็ได้แนวทางในการทำงานร่วมกับคนที่ไม่ชอบหน้าทั้งหมด 6 ข้อ ดังนี้

 

1.ลองใช้เวลาอยู่ลำพังเพื่อสะท้อนสาเหตุความตึงเครียดที่มีต่อกันแล้วคิดทบทวนว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ลองคิดใคร่ครวญดูว่าทำไมถึงเกิดความรู้สึกไม่ชอบหน้ากันขึ้นมาได้ พึงระลึกไว้เสมอว่าคุณควรเรียนรู้จากทุกคนที่ได้พบเจอว่าคุณควรทำตัวอย่างไรเมื่อพบเจอคนที่แตกต่าง (แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย)

 

จำไว้ว่าการมีปฏิสัมพันธ์ การพบปะพูดคุยในฐานะเพื่อนร่วมงานนั้นสำคัญมาก และบางทีการที่เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีต่อกันหรือการไม่ชอบหน้ากันอาจจะเกิดจากตัวคุณเองก็เป็นได้
====

2.พยายามเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายให้มากขึ้น

วิธีการนี้สำคัญต่อความสำเร็จในอนาคตของคุณเอง ลองคิดดูว่า “ทำไมคนนั้นถึงทำแบบนั้น จะทำอย่างไรถึงจะจูงใจคนนั้นได้ คนนั้นมองเราอย่างไร คนนั้นต้องการอะไรจากเราบ้าง ฯลฯ”

การคิดในมุมของคนอื่นจะทำให้เห็นว่าอีกฝ่ายก็ต้องการประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับคุณ หมายความว่าเป้าหมายปลายทางของคุณกับเขาไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลยนั่นเอง
====

3.ทำตัวเป็นนักแก้ปัญหา มากกว่าจะเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์ หรือเป็นคู่แข่งกับเขา

เพื่อที่จะทำงานด้วยกันให้ได้ดีที่สุด คุณควรเปลี่ยนจากการมองว่าเขาเป็นคู่แข่งให้เป็นคนที่ร่วมงานกัน หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่คุณฝึกปฏิบัติได้คือการ ‘ให้’

ให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคุณ และเชิญชวนให้อีกฝ่ายบอกความรู้สึกของเขาเช่นกัน ก่อนจะหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน
====

4.ถามให้มากขึ้น

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด หลายคนมักจะเลือกบอกนู่นบอกนี่ ซึ่งอาจจะทำให้คุณดูเหมือนพวกชอบบงการและสร้างแรงกระเพื่อมในด้านลบเพิ่มขึ้นอีก

จะดีกว่าถ้าลองสร้างคำถามปลายเปิดดี ๆ ให้เขาได้ลองตอบและทั้งสองฝ่ายต่างก็รับฟังซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง
====

5.ระมัดระวังการสื่อสารระหว่างบุคคลให้มากกว่าเดิม

เพราะแต่ละคนมีสไตล์การสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งสไตล์ของเราอาจไปสะกิดต่อมความรู้สึกไม่ชอบหรือไปโดนจุดเปราะบางของเขา

ฉะนั้นจะเป็นเรื่องดีกว่าถ้าคุณมองเห็นความแตกต่างระหว่างกันแล้วลองประยุกต์ความไม่เหมือนกันนั้นให้เชื่อมเข้าหากัน หรือหาตัวช่วยอื่นๆ ที่จะทำให้สองคนสามารถสื่อสารกันได้ดีขึ้น

กระทั่งการมีตัวกลางที่คุณและเขาเคารพมาช่วยถ่ายทอดก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ได้เช่นกัน
====

6.ร้องขอความช่วยเหลือ

การขอให้อีกฝ่ายช่วยเหลือกลายเป็นเรื่องดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะวิธีนี้ทำให้คุณเป็นฝ่ายทลายกำแพงความตึงเครียด และแสดงให้อีกฝ่ายเห็นถึงความเชื่อมั่นที่คุณมีต่อเขา

มันคือการแสดงออกว่าคุณมองเห็นคุณค่า เห็นความเฉลียวฉลาดและประสบการณ์ของเขา
====

ซูซานได้ใช้หลักการเหล่านี้ในการจัดการปัญหากับแพท เธอพบว่าความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันดีขึ้น สื่อสารกันมากขึ้นและเกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

สุดท้ายทั้งคู่ต่างก็ชื่นชอบกันมากกว่าที่เคยคิดเอาไว้แต่แรกด้วย
====

เรียบเรียงจากบทความ “How to Collaborate with People You Don’t Like” โดย Mark Nevins ตีพิมพ์เมื่อ 4 ธันวาคม 2018 ใน Harvard Business Review


เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข –

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

อยากเคลียร์ปัญหาทีไร ทำไมยิ่งแย่กว่าเดิม

อยากเคลียร์ปัญหาทีไร ทำไมยิ่งแย่กว่าเดิม

หลาย ๆ คน พอมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน หรือคนใกล้ตัว ก็จะรีบเคลียร์ พยายามคุยให้จบ ซึ่งกลายเป็นแย่ลง… หลาย ๆ ครั้ง ก็มักจะบานปลายไปกันใหญ่… ถ้าเป็นแบบนี้ ควรจะแก้ยังไงดี?

ผมพอจะสรุปแนวทางจัดการปัญหาที่คนทั่วไปใช้ เมื่อเกิดความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด ได้ดังนี้

วิธีแรก เปิดอกเคลียร์กันด้วยเหตุผล

ทำแบบนี้ทีไร มักเกิดการโต้เถียงกัน สุดท้ายหากเหตุผลแน่นกว่า คุณเป็นฝ่ายถูก เขาก็ต้องยอมรับ แต่ทุกครั้งกลับพบว่า บรรยากาศระหว่างนั้นจะอึดอัดตึงเครียด และความสัมพันธ์หลังจากนั้นมักแย่ลงเสมอ

ต่างคนแยกจากกันด้วยความรู้สึกไม่ดี ทำให้บางคนออกห่าง ไม่มาปรึกษาคุณอีก หรือไม่สนิทกันเหมือนเดิม

บางครั้งก็จะมีปัญหาว่า คุณอยากจะเคลียร์ปัญหาเรื่องนี้ แต่อีกฝ่ายกลับหลบลี้หนีหน้า หรือบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอื่น หรือทำเฉยชาไม่สนใจ ก็ยิ่งทำให้โมโห และไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่คุยกันให้จบ ๆ ไป

วิธีที่สอง ไม่อยากเผชิญหน้า ทำเนียนเปลี่ยนเรื่องไป

การทำแบบนี้อาจทำให้สถานการณ์เบาลง แต่เมื่อปัญหายังไม่ถูกแก้ไข แล้วเกิดประเด็นปัญหาเดิมซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง และอีกครั้ง ทำให้ในที่สุดจะมีคนทนไม่ไหว ระเบิดออกมา อีกฝ่ายก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงไม่พอใจได้ขนาดนี้ ก่อนนี้ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรนี่นา

การรักษาสัมพันธ์โดยทำเปลี่ยนเรื่องไป หาเรื่องอื่นมาเอาใจ พยายามทำอะไรก็ได้ให้ลืม ๆ มันไป จะทิ้งปัญหาไว้ให้อยู่ในที่ ๆ เดิม รอวันปะทุขึ้นมาใหม่…

วิธีที่สาม ใช้วิธีอดทน และให้อภัย

ช่วงแรก ๆ ก็พอทนไปได้ นาน ๆ ไป คุณกลับรู้สึกเครียด อึดอัด เก็บกด มากเข้า ๆ วันหนึ่งก็จะปะทุ ปรี๊ดแตกทะลุปรอทขึ้นมา อีกฝ่ายก็จะตกใจ งง ไม่เข้าใจ แล้วถามว่า ทำไมเพิ่งจะมาบอกว่าไม่โอเคกับเรื่องนี้

คุณก็จะบอกอย่างเหลืออดว่า ไม่ชอบมาตั้งนานแล้ว แต่คิดว่าน่าจะสังเกตได้บ้าง เรื่องแค่นี้น่าจะรู้ได้เอง น่าจะปรับปรุงตัวเองได้ เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ น่าจะเข้าใจ เรื่องเล็ก ๆ ไม่น่าให้มันเป็นเรื่องเลย

แต่หารู้ไม่ว่า เพราะคุณเองนั่นแหละ ที่เก็บเรื่องเล็ก ๆ ไว้ จนบานปลายเป็นเรื่องใหญ่โต แล้วพอความสัมพันธ์ร้าวไปแล้ว ก็ยากที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้…

สรุปแล้ว ทั้งสามวิธี ไม่น่าจะใช่วิธีที่ดีในการจัดการความขัดแย้ง หรือดูแลความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตที่ผ่านมาของแต่ละคนนั้น ส่วนใหญ่ใช้วิธีทั้งสามนี่แหละ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา กลับไปกลับมา แล้วก็สงสัยว่า ทำไมความสัมพันธ์ไม่เวิร์ค

ตรงก็แล้ว หยวนก็แล้ว ไม่สนใจก็แล้ว แต่ทำไม ปัญหาไม่เคยหมดไปเสียที จะทำยังไงดี มีวิธีอื่น ๆ อีกไหม

ผมมีแนวทางที่ทำให้คุณสามารถจัดการกับความขัดแย้งในความสัมพันธ์ได้อย่างน่าทึ่ง.. สรุปออกมาเป็นกระบวนการ 7 ขั้นตอน ดังนี้

1. หยุดไว้ชั่วคราว

เมื่อเกิดความไม่ลงรอยใด ๆ ขึ้น ทำท่าจะบานปลาย เป็นการปะทะคารม ให้คุณหยุดการโต้เถียงทันที โดยการขอเวลานอก เดินแยกตัวออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน ป้องกันการลุกลามจนเป็นการทะเลาะที่รุนแรง

เพราะถ้าไม่เข้าใจกันแล้ว ต่างหาเหตุผลมาปกป้องความคิดตัวเอง จะไม่มีใครฟังใคร มีแต่อยากเป็นฝ่ายพูด และบังคับให้อีกฝ่ายเชื่อ หรือยอมตาม ซึ่งย่อมจะไม่เกิดผลใด ๆ นอกจากจะทำให้เหตุการณ์ตึงเครียดรุนแรงมากขึ้น

2. ดูแลใจตัวเอง

พอคุณห่างจากเหตุการณ์ออกมาแล้ว ตอนนี้ให้ใช้เวลาเงียบ ๆ กับตัวเอง ทิ้งระยะให้สงบสติอารมณ์ได้ก่อน แล้วเริ่มถามตัวเองว่า ไม่พอใจอะไร คุณไม่จำเป็นต้องทน หรือทำเป็นยินยอม ทั้งที่ใจจริงไม่ยอม และขอให้มองความต้องการของตัวเองให้ออก ว่าอยากให้ออกมาในรูปแบบไหน อะไรที่ขาดหายไป

3. พร้อมรับผิดชอบ

เมื่อชัดเจนกับตัวเองแล้ว ให้ถามตัวเองว่า คุณพร้อมจะเข้ามารับผิดชอบในความขัดแย้งครั้งนี้ไหม คนทั่วไป มักจะโทษอีกฝ่าย ว่าเป็นสาเหตุของเรื่องราว เขาทำให้เราเสียใจ เขาต้องมาขอโทษเราสิ เขาต้องทำนู่น ทำนี่ ให้พอใจ คุณถึงจะยอมดีด้วย ถ้าใครคิดแบบนี้ คงต้องรอไปอีกนาน เผลอ ๆ ไม่มีวันกลับมาดีกันได้อีกเลย

แต่หากมองให้ดี ทุกปัญหา คุณมีส่วนที่ต้องรับผิดชอบด้วยเสมออย่างน้อยครึ่งหนึ่ง แต่ให้มองว่า มีอะไรที่คุณทำได้ มีอะไรที่คุณแก้ปัญหาได้บ้าง เฉพาะในส่วนของตัวคุณเอง ให้คำมั่นกับตัวเองว่า จะรับผิดชอบสานสร้างความสัมพันธ์ให้กลับคืนมา

4. ปล่อยวางคำตัดสิน

เมื่อเข้าใจตนเองแล้ว ให้ลองมองว่า คุณจะวางความเห็นส่วนตัวไว้ชั่วครู่ แล้วเริ่มมองเหตุการณ์เดิมในมุมมองของอีกฝ่าย ไม่ต้องมองว่าใครผิดใครถูก คุณอาจจะไม่เข้าใจ แต่เป็นไปได้ไหม ว่าจะ “ยอมรับ” อย่างที่มันเกิดขึ้น อย่างที่เขาเป็นก่อน

5. ให้อภัย

ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ๆ คุณจะไม่สามารถสานสร้างความสัมพันธ์ใด ๆ กลับมาได้ หากยังโกรธ และไม่พร้อมจะให้อภัย คุณจะไม่สามารถเคลียร์ใจ คุยเปิดอกกับใครได้ หากยังมองว่าเขาผิด คุณถูก หรือเขาด้อยกว่า คุณเหนือกว่า

จะสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจได้ ต้องมาจากความเท่าเทียมและปราศจากการกล่าวโทษ

คุณต้องใช้จิตใจที่มีเมตตา เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ถึงจะให้อภัยคน ๆ หนึ่งได้โดยไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าเขายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่คุณสามารถให้อภัยเขาก่อนได้

6. กล้าเปราะบาง

ปล่อยวางความเป็นผู้ถูก ความที่คุณต้องดูดี วางหัวโขนใด ๆ ที่สวมใส่ไว้ ไม่ว่าอยู่ในฐานะอะไร แล้วยอมเปราะบาง ยอมห่วย ไม่ต้องดีก็ได้ ยอมอ่อนแอ ไม่ต้องเก่งก็ได้ เป็นเพียงคนธรรมดา ๆ ที่พร้อมจะเรียนรู้และรับฟัง พร้อมจะมองจากมุมมองที่แตกต่าง พร้อมจะทำความเข้าใจ และไม่ปกป้องตัวเอง

มาถึงจุดนี้ คุณสามารถปลดพันธนาการทางใจออกไปได้ คุณพร้อมแล้วที่จะเดินเข้าไปหาเขา ขอโทษในสิ่งที่ทำผิด ให้อภัยในความพลาดพลั้งไม่ตั้งใจของเขา คุณพร้อมจะเปิดใจและพร้อมที่จะรับฟัง เรียนรู้ในมุมมองของเขา

7. สื่อสารโดยไม่คาดหวัง

ให้คุณสื่อสารด้วยความเท่าเทียม เคารพในความคิดเห็น มุมมองของเขา ไม่พยายามยัดเยียดความคิดของคุณ ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงความคิดเขา ไม่พยายามแก้ไข ไม่คาดหวังว่าเขาจะเข้าใจ ตอบรับ หรือมาคืนดี นั่นไม่สำคัญเลย

สิ่งสำคัญก็คือ คุณเคลียร์ใจตัวเองได้หมดแล้ว ไม่ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ก็ไม่เปลี่ยนแปลงความรู้สึกของคุณที่มีต่อเขาได้

“คำพูด” ไม่ว่าจะเต็มไปด้วยเหตุผลมากแค่ไหน ไม่อาจเปิดใจของเขาได้ เท่ากับ “ท่าทีของคุณ” ที่เข้าไปพูดกับเขาด้วยความรักและมิตรภาพ ปราศจากโทสะและกำแพงแห่งอคติ เหมือนก่อนหน้านี้

มีข้อสังเกตว่า ข้อสุดท้ายนี้ เป็นเพียงข้อเดียว ที่คุณมีการกระทำหรือปฏิสัมพันธ์กับคู่กรณี ส่วนข้อ 1-6 นั้น เป็นการเตรียมเรื่องภายในใจของคุณเพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กระบวนการจัดการความขัดแย้งที่กล่าวมา ไม่ได้เกี่ยวกับเทคนิคการสื่อสาร ทักษะการพูด หรือการปฏิบัติตัวอย่างให้เหมาะสมอย่างไรเลย หัวใจสำคัญก็คือ “การจัดการอารมณ์ภายในใจ” ของคุณล้วน ๆ

ดังนั้น “ก่อนจะเคลียร์ปัญหากับใคร ให้เคลียร์ใจของตัวเองก่อน”

บทความโดย
CEO เรือรบ
ผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand

 เรายินดีออกแบบหลักสูตรเฉพาะ เพื่อพัฒนาคนในองค์กรของคุณ ปรีกษาเราได้ที่ Line @lhtraining 

ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ จะยิ่งฟังได้น้อยลง

ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ จะยิ่งฟังได้น้อยลง

ยุคดิจิทัล ปัญหาสำคัญที่สุดภายในองค์กร ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี สังคม เศรษฐกิจ แต่เป็น “ปัญหาเรื่องคน”

ปัจจัยที่ทำให้คนทำงานแล้วมีปัญหา คือ การสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน

ในที่ทำงาน แต่ละคนมีข้อมูลมากมาย มีความมั่นใจในตัวเอง ใคร ๆ ก็อยากเป็น “ผู้พูด” แต่ไม่ค่อยมีใครยอมเป็น “ผู้ฟัง”

การฟังที่มีให้กันน้อยลง ย่อมก่อให้เกิดปัญหา “ความล้มเหลวในการสื่อสาร” ก่อให้เกิดความผิดพลาด ปัญหาความขัดแย้งในการทำงาน บางทีก็ลามไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัวด้วย

“การฟัง” เป็นทักษะสำคัญ แต่น่าแปลกใจที่ผู้บริหารหลาย ๆ คนมักมองข้าม เพราะต่างคิดว่าตัวเองฟังเป็นอยู่แล้ว..

หารู้ไม่ว่า “การฟัง” กับ “การได้ยิน” ต่างกันอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น จากผลสำรวจพบว่า คนยิ่งเรียนสูง ประสบการณ์สูง อายุมาก ประสบความสำเร็จมาก มีแนวโน้มว่าจะมีทักษะการฟังที่ลดลง อย่างมีนัยสำคัญ

นั่นเพราะความเชื่อมั่นในตัวเอง ได้บดบังความสนใจที่มีต่อผู้อื่น

หากกล่าวกันตรง ๆ คนกลุ่มแรกที่ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่อง “การฟัง” น่าจะเป็นผู้บริหาร หรือผู้ใหญ่ในองค์กร นั่นเอง!

ถ้าอยากจะฟังให้มีคุณภาพ จะต้องใช้ “หัวใจ” ให้มากกว่า “หัวสมอง”

ผมขอแนะนำทักษะการฟังที่สำคัญ ให้กับผู้บริหารองค์กร หัวหน้าทีมทุกคน นั่นคือ “Deep Listening”

การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) คือ การฟังให้ลึกไปกว่าแค่คำพูด ฟังในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดได้อย่างเข้าใจ เช่น อารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติ และคุณค่าที่เขายึดถือ

โดยเราจะไม่ตีความ ไม่ด่วนตัดสิน ประเมินค่า ว่าถูกหรือผิด จะเป็นเพียงพื้นที่แห่งการฟังล้วน ๆ อยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น

หลายคนคงเริ่มรู้สึกกังวลว่า การฟังแบบที่ว่านี้ ในทางปฏิบัติจะทำยากมาก แต่คุณสามารถฝึกฝนพัฒนาทักษะนี้ได้ โดยมีเทคนิค 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. เป็นพื้นที่ว่าง

ก่อนจะรับฟังใคร หากในจิตใจคุณยังเต็มไปด้วยความคิด ความกังวล ย่อมไม่ได้รับฟังเขาอย่างแท้จริง คุณจะต้องเคลียร์จิตใจตัวเองให้เป็น “พื้นที่ว่าง” ให้ได้เสียก่อน

เมื่อจะฟังใคร ต้องพักวางสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังทำอยู่ หยุดความคิดและความกังวลทั้งปวง แล้วตั้งใจว่า คุณจะฟังเขาอย่างเป็นพื้นที่ว่าง พร้อมรับฟังอย่างเปิดใจ ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว

2.มองตา ใส่ใจ ให้ความสำคัญ

คนเราสื่อสารกัน ไม่ใช่แค่ด้วยภาษา แต่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ดังนั้น นอกจากการฟังสิ่งที่เขาพูดแล้ว คุณต้องสบตาผู้พูด เพื่อรับรู้อารมณ์ของเขาที่สื่อสารส่งผ่านมาทางสายตาด้วย

ยุคนี้ เราไม่ค่อยสบตากันในการพูดคุย เราก้มหน้า มองนู่นนี่ หรือทำสิ่งต่าง ๆ ไปด้วย ระหว่างที่ฟังอีกฝ่าย นั่นทำให้คุณพลาดสาระสำคัญในการเข้าถึงจิตใจซึ่งกันและกันไปอย่างน่าเสียดาย

การสบตา จะช่วยให้คนสองคน ได้เชื่อมต่อจิตใจซึ่งกันและกัน จนทำให้ผู้พูด รู้สึกสนิทสนม ไว้วางใจ และเปิดใจกับผู้ฟังได้อย่างรวดเร็ว

3. ไม่ถาม ไม่ขัด ไม่ตัดสิน

ระหว่างฟังอยู่ สำคัญมากที่คุณจะต้องปล่อยให้เขาพูดอย่างอิสระตามต้องการ โดยไม่ตั้งคำถาม ไม่ขัด และไม่ด่วนตัดสิน ว่าสิ่งที่พูดนั้น ผิดหรือถูก

แน่นอนว่า คุณอาจมีคำถาม หรือข้อสงสัย แต่จะดีกว่าไหม ถ้ารอให้เขาพูดสิ่งที่ต้องการจนจบเสียก่อน เพราะถ้าฟังให้ดี บางทีความสงสัยที่เกิดขึ้น อาจมีคำตอบอยู่ตรงนั้นแล้ว เพียงแต่คุณอาจใจร้อนตั้งคำถามไปก่อน

มากไปกว่านั้น คำถามของคุณ หลาย ๆ ครั้งเป็นคำถามเชิงอยากรู้ และคำถามเชิงชี้นำ นั่นไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายได้พูดความในใจออกมาอย่างเต็มที่ จะต้องคอยมาตอบคำถามคุณเป็นระยะ ๆ ทำให้การพูดของเขาติดขัด ไม่ลื่นไหล

หากไม่เห็นด้วยกับบางเรื่องที่อีกฝ่ายพูด คุณสามารถรับฟังจนจบได้ โดยไม่ต้องแสดงอาการขัดแย้ง เพราะนั่นจะทำให้บทสนทนากลายเป็นการตอบโต้กันไปมา

หัวใจสำคัญ ของการฟังอย่างลึกซึ้ง

การรับฟังที่ดี คุณไม่ต้องรีบหาว่า อะไรถูก อะไรผิด คุณเพียงรับฟังมุมมองที่แตกต่าง เพื่อสำรวจว่า อะไรที่เขารู้และเชื่อกันแน่ และสาเหตุที่เขาเชื่อแบบนั้น เป็นเพราะอะไร

แม้สิ่งที่เขาพูด อาจไม่ใช่ความจริงของคุณ แต่มันเป็นความจริงในโลกของเขา คุณจึงควรเคารพความเชื่อนั้น แล้วนั่นจะทำให้เขาพร้อมรับฟังคุณมากขึ้น เมื่อคุณเป็นฝ่ายพูด

การเป็นผู้ฟังที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป อยู่ที่คุณให้ความสำคัญกับมันหรือไม่ เมื่อฝึกใหม่ ๆ คุณอาจพลาด เผลอสวน เผลอตอบโต้ ก็ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง ยิ่งได้มีโอกาสฝึกฝนมากเท่าไหร่ ย่อมสามารถพัฒนาทักษะการฟังของคุณได้มากขึ้นเท่านั้น

วิธีฝึกง่าย ๆ ใช้เวลาเพียงวันละ 5-10 นาที ตั้งใจกับตัวเอง ว่าคุณจะฟังคนตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้เรียนรู้อะไรมากมายในชั่วขณะนั้น

แล้วจะพบว่า คนตรงหน้าคุยกับคุณอย่างสบายใจ และหลังจากคุยกันเสร็จ เขาจะรู้สึกดีมาก ๆ แม้ว่าคุณจะไม่ได้พูดอะไรเลยก็ตาม

ทั้งหมดนี้ คือ “เทคนิคฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง” ซึ่งหากคุณฝึกได้สม่ำเสมอ จะทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทุก ๆ ด้าน

เพราะการพัฒนาทักษะการฟัง จะทำให้คุณได้พัฒนาจิตใจไปพร้อม ๆ กันด้วย

เมื่อคุณฟังคนทุกคนได้มากขึ้น อัตตาของคุณก็จะลดลง ความขัดแย้งลดลง ความสุขในการทำงานและในครอบครัว ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

บทความโดย
CEO เรือรบ
ผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand


ปล. หากคุณต้องการฝึกทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และการสื่อสารเพื่อสร้างทีม ขอแนะนำ หลักสูตร “Executives Communication: ทักษะการสื่อสาร สำหรับผู้บริหารยุคใหม่ ”

คอร์สนี้เป็นหลักสูตรเชิงปฏิบัติการ มี Workshop และกิจกรรมหลากหลาย ที่ผมจัดให้กับองค์กรมหาชนมากกว่า 300 รุ่น คลิกอ่านที่นี่ครับ

คุณฟังเก่งแค่ไหน แน่ใจไหม ว่าคุณฟังเป็น?

คุณฟังเก่งแค่ไหน แน่ใจไหม ว่าคุณฟังเป็น?

หากคุณคิดว่าการฟังเป็นเรื่องง่าย ๆ ลองอ่านบทความนี้ให้จบนะครับ ผมจะเล่าถึง “หลุมพรางของการฟัง” ที่บ่งบอกว่า คุณอาจจะยังฟังไม่เป็น

หากคุณกำลังเจอปัญหาความไม่เข้าใจกัน มีความขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนมีสาเหตุหลัก ๆ มาจาก “ปัญหาในการฟัง” ทั้งสิ้น

น่าแปลกที่หลายคนคิดว่า การฟังเป็นเรื่องไม่สำคัญ จึงไม่ค่อยใส่ใจ อาจเพราะเห็นว่าเป็นความสามารถตามธรรมชาติที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทั้ง ๆ ที่ “การฟัง กับ การได้ยิน” นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การฟังที่แท้จริง ต้อง “ใส่ใจ” ไม่ใช่ “แค่ได้ยิน”

คุณมีความสามารถในการได้ยิน แม้ว่าจะไม่เข้าใจในเรื่อง ๆ นั้น.. ในชีวิตประจำวัน หากคุณไม่ได้สังเกตตัวเอง ก็อาจจะแค่ได้ยิน แต่ไม่ได้รับฟังอีกฝ่ายอย่างแท้จริง

ต่อไปนี้เป็น 4 หลุมพรางของการฟัง ที่คุณมักจะพลาดกัน (อ้างอิงจากหนังสือ “เอนหลังฟัง: ศิลปะการฟังอย่างลึกซึ้ง” โดย ภินท์ ภารดาม)

ใครที่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ฟังเก่งอยู่แล้ว หรือคิดว่าการฟังไม่ใช่เรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ ลองพิจารณาดูว่าที่ผ่านมา คุณมีการฟังแบบผิด ๆ แบบนี้บ้างหรือไม่


1. ใจลอย


บางคนมักจะบอกกับตัวเองว่าเป็นคน “สมาธิสั้น” ใครพูดนาน ๆ จะไม่เข้าใจ พอฟังได้นิดเดียว ใจก็จะลอยไปเรื่องอื่น แต่ปรากฎว่าหลายคนที่พูดแบบนั้น สามารถเล่นเกม หรือแชท ได้นาน ๆ ดูซีรี่ส์ได้เป็นวัน ๆ

คำว่า “สมาธิสั้น” นั้น อาจดูเป็นเพียงข้ออ้างในการฟัง

คนที่ใจลอยบ่อย ๆ เมื่อต้องฟัง หากลองวิเคราะห์หาสาเหตุ เป็นไปได้ 2 กรณี คือ 1. ไม่สนใจคนที่พูด 2. ไม่สนใจในเรื่อง ๆ นั้น

ซึ่งทั้ง 2 กรณีนี้ หากแม้ยังนั่งฟังอยู่ กริยาภายนอกดูเหมือนว่าเงียบฟัง แต่หากมองตาดู ก็จะรู้เลยว่า ใจเขาไม่ได้อยู่กับตัวแล้ว และหากถามถึงเรื่องราวที่เพิ่งคุยกันไป เขาจะรีบบอกปัดว่าเข้าใจ แต่ไม่สามารถจับประเด็นได้เลย

TIPS: ในกรณีนี้ อยู่ที่ “ความพร้อม” ในการฟัง หากคุณไม่สนใจจะสนทนาในเรื่องนั้น ก็ควรบอกอีกฝ่ายไปตรง ๆ ว่าติดธุระอะไรอยู่ หรือไม่สะดวกคุยตอนนี้

การทำทีว่าฟัง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ใส่ใจฟังนั้น จะสร้างความรู้สึกแย่ให้กับผู้พูดอย่างมาก ซึ่งคนที่พูดจะรู้สึกได้ว่า จริง ๆ แล้ว คุณฟังเขาอยู่หรือเปล่า


2. คิดล่วงหน้า


หลายคนมักคิดว่า การฟังที่ดีต้องคิดตามไปด้วย จะได้เข้าใจได้ดีขึ้น อันที่จริง การคิดก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ฟัง คุณมักเผลอ “คิดไปดักหน้า”

หมายถึง คิดวิเคราะห์ไปล่วงหน้าแล้วว่า คนพูดจะพูดอะไรต่อไป ถ้าเป็นคุณ ในสถานการณ์นี้จะทำอย่างไรดี เตรียมคำแนะนำ หาทางออก ไว้ให้เขาเสร็จสรรพ โดยที่ไม่รู้เลยว่า ขณะที่คุณคิดมโนไปนั้น ได้พลาดสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารอย่างแท้จริงไป

ส่วนบางคนก็ขี้สงสัย เมื่อฟังไม่ทันไร ก็ชอบตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกต หรือออกความคิดเห็นส่วนตัว จนกระทั่งผู้พูด ไม่ได้พูดสิ่งที่เขาต้องการ

TIPS : ฟังด้วยความว่าง อย่างมีสติรู้ตัว ไม่ขัด ไม่แทรก ปล่อยให้ผู้พูด พูดจนจบ แล้วหากมีคำถาม จึงสอบถามทีหลัง ไม่ด่วนให้คำแนะนำ หากคนพูดไม่ได้ร้องขอ


3. จมกับอารมณ์

ข้อนี้ คนเซนซีทิฟหรือใจอ่อน มักจะเป็น นั่นคือ เมื่อมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดมาระบายความทุกข์ให้ฟัง ก็จะจมไปกับเรื่องราว อารมณ์จะเอ่อขึ้นมาแบบท่วมท้น อินไปกับเรื่องนั้น ๆ

และหากคุณมีประสบการณ์ใกล้เคียง ทำให้ย้อนนึกถึงอดีต คุณก็จะจมดิ่งไปกับเรื่องของตัวเอง จนไม่ได้รับฟังอย่างแท้จริง

การที่คุณมีอารมณ์ร่วม และแสดงความเห็นอกเห็นใจในการฟัง ย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่หลาย ๆ ครั้ง อาการอินของคุณ หากมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า โกรธ เกลียดที่เกิดขึ้น อารมณ์รุนแรงเหล่านี้ย่อมบดบังการฟัง และครอบครองพื้นที่ในใจ จนทำให้ละเลยผู้พูด อยู่แต่เรื่องของตัวเอง

TIPS : เมื่อรู้สึกเกิดอารมณ์ร่วมอย่างมากในการฟัง ให้กลับมาระลึกรู้ อยู่กับลมหายใจเข้าและออก หรือรับรู้ถึงการเต้นของหัวใจ ใช้สติแยกแยะว่าคุณสามารถรับฟังเขาได้ แสดงความเห็นใจคนข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องจมไปกับอารมณ์นั้น

มองเห็นความทุกข์ของเรื่องราวนั้นว่าเป็นเพียงอดีต ที่แยกจากคนพูด แยกจากตัวเรา แล้วคุณก็จะสามารถฟังได้ โดยไม่ต้องไปเป็นความทุกข์เสียเอง


4. ตั้งธงในใจ

กรณีสุดท้าย คนที่ใจร้อนมักจะเป็นกันมาก หากไม่สังเกตให้ดี ก็จะมองไม่เห็นตัวเอง การฟังแบบตั้งธงในใจ จะเกิดขึ้น เมื่อคุณคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าผู้พูด

ทำให้เพียงเริ่มบทสนทนาได้ไม่นาน ก็จะปิดการฟังไป เพราะได้ตัดสินและมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดต่อไปอย่างไร ก็จะไม่ได้เข้าไปในใจเลย รอเพียงแต่ว่าเมื่อไหร่จะพูดจบ ตัวเองจะได้โอกาสพูดบ้าง

หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกเสียเวลา ไม่อยากรอให้อีกฝ่ายพูดจบ เพราะคิดว่าไม่จำเป็น ในเมื่อมีคำตอบที่ชัดเจนในใจอยู่แล้ว จึงมักขัดขึ้นมา แย่งพูดโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย

แต่หากลองคิดให้ดี การรีบด่วนตัดสินนั้น ย่อมมาจากข้อมูลเก่าที่คุณรับรู้ในอดีตเท่านั้น คุณจึงอาจพลาดข้อมูลสำคัญบางอย่าง ทำให้ตัดสินใจพลาด เพราะไม่ได้รับฟังจนจบนั่นเอง

TIPS : เมื่อรู้สึกอึดอัด ไม่อยากฟัง ให้พิจารณาว่าคุณกำลังตัดสิน หรือมีธงในใจอยู่แล้วใช่ไหม ถ้าหากใช่ ให้ลอง “ห้อยแขวนคำตัดสิน” นั้น ๆ ไปก่อน แล้วกลับมามีสติอยู่กับการฟังใหม่อีกครั้ง

พยายามรับฟังให้ลึกซึ้งกว่าเนื้อความ ให้ลึกลงไปถึงอารมณ์ ความเชื่อ มุมมองของผู้พูด ก็จะทำให้คุณเข้าใจผู้พูดได้ดีขึ้น

หลุมพรางในการฟัง ทั้ง 4 ประการ เป็นเรื่องที่หากไม่ตระหนักรู้ หรือสังเกตตัวเองให้ดีพอ คุณจะคิดว่าคุณฟังเป็นอยู่แล้ว แต่ที่ไหนได้ คุณไม่เคยฟังเลย!


“การฟัง เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน” และเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ มองข้ามไม่ได้.. หากมีทักษะการฟังที่ดี ก็จะมีความเข้าใจอีกฝ่าย คุณก็จะรู้ว่า ควรจะพูดกับเขาอย่างไร

การสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีคนพูดและมีคนรับฟัง หากคุณสนใจฝึกฝนแต่ทักษะการพูด ละเลยฝึกทักษะการฟัง ทำให้การสื่อสารขาดความสมดุล ย่อมส่งผลกระทบไปถึงประสิทธิภาพการทำงาน การเป็นผู้นำ มีปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัวและครอบครัวอย่างแน่นอน

บทความโดย
CEO เรือรบ
ผู้ก่อตั้ง Learning Hub Thailand

หากคุณต้องการฝึกฝนเรื่องทักษะการฟัง เชิญมาพบกันในคอร์ส Executive Communication : ทักษะการสื่อสารของผู้บริหารยุคใหม่
วันศุกร์ 30 พ.ย.นี้ รับจำกัดเพียง 20 ท่าน คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ 

วิธีเอาชนะความกลัว เมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง

วิธีเอาชนะความกลัว เมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง

          คนส่วนใหญ่ล้วนอยากได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น ใช่ไหมคะ? เพราะนั่นหมายถึงฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น มีลูกน้องเพิ่มขึ้น มีคนนับหน้าถือตามากขึ้น แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้ว กลับมีหลายคนรู้สึกกลัวและกังวลใจ เมื่อนึกถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้น งานหนัก เหนื่อย และยากมากขึ้น เลยพาลให้รู้สึกหวาดหวั่นว่าจะทำไม่ได้

แต่คุณลองคิดดูสิคะ ว่าจะมีสักกี่คนในบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจ และโอกาสอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ดังนั้น เพื่อให้คุณรับตำแหน่งใหม่ได้อย่างมั่นใจ… เรามีวิธีเอาชนะความกลัว เมื่อรับตำแหน่งใหม่มาฝากกันค่ะ

1. ปลุกความกล้าในตัวคุณ

คนส่วนใหญ่เมื่อต้องรับตำแหน่งใหม่ จะคาดการณ์ไปก่อนว่าเป็นงานยาก หนัก และเหนื่อย ทั้งที่ยังไม่ได้ศึกษาและลงมือทำเลย ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าจะเข้าใจรายละเอียดงานเบื้องต้นแล้ว ก็ยังคิดว่าตนเองไม่มีความรู้ความสามารถมากพอที่จะทำงานนั้นได้ จึงเกิดความกลัว ขาดความมั่นใจในตัวเอง และพาลไม่อยากรับตำแหน่งใหม่

แต่คุณรู้ไหมคะว่า ความคิดเช่นนี้เป็นเหมือนหลุมพรางที่ฉุดรั้งความก้าวหน้า ทำให้คุณพลาดโอกาสดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าคุณมัวแต่คิดว่าตนเองไม่พร้อม คุณก็จะไม่มีวันได้เริ่มต้นทำอะไรเลย และนั่นจะทำให้คุณแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มค่ะ

คุณควรคิดว่าการลงมือทำจะทำให้คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จ 50% แต่หากคุณกลัวความล้มเหลวจนไม่กล้าทำอะไรเลย โอกาสความสำเร็จของคุณจะเท่ากับ 0% ดังนั้น เมื่อคุณรู้แบบนี้แล้ว ก็อย่ารีรอที่จะสู้ และลงมือทำค่ะ

2. เชื่อมั่นและมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

การที่หัวหน้ามอบตำแหน่งใหม่ให้คุณ แสดงว่าเขาเล็งเห็นศักยภาพ มั่นใจในความสามารถของคุณที่จะทำงานได้สำเร็จ ในเมื่อคนอื่นไว้วางใจและเชื่อมั่นในตัวคุณขนาดนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะดูถูกความสามารถของตัวเองค่ะ

ลองทบทวนดูว่าคุณมีจุดดี-จุดเด่นอะไรบ้าง เช่น เป็นคนตรงเวลา ขยันขันแข็ง มีความรับผิดชอบ หรือรู้จักเพื่อนร่วมงานมากมาย นอกจากนี้ คุณอาจย้อนนึกถึงผลงาน หรือความภาคภูมิใจที่คุณเคยทำสำเร็จในอดีต สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์ที่คุณสั่งสมมา พร้อมจะเป็นแรงผลักให้คุณพัฒนาต่อไป

และแม้ว่าคุณจะเคยทำความผิดพลาดในอดีต ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นะคะ เพราะสี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง จงนำมันมาเป็นบทเรียน ปรับปรุง และหมั่นฝึกฝนตนเอง อย่าเสียเวลาคร่ำครวญกับอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่คุณควรสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่ออนาคตที่สวยงามค่ะ

3. เลิกเครียดและกดดันตัวเอง

ทุกคนล้วนต้องการความก้าวหน้าในที่ทำงาน แต่เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องรับตำแหน่งใหม่จริง ๆ คุณกลับรู้สึกกังวล เครียด และกดดัน คุณอาจกลัวกับการเปลี่ยนแปลง และไม่อยากปรับตัว… ความเครียดและแรงกดดันเกิดขึ้น เพราะคุณรู้สึกว่าต้องทำงานที่คนอื่นมอบหมาย คุณจึงทำอย่างไม่เต็มใจ นั่นจะทำให้คุณไม่สามารถทำงานได้ดีเท่าที่ควรจะเป็นค่ะ          

ดังนั้น ขอแค่ปรับทัศนคติของตนเองซะใหม่ คิดว่างานที่ได้รับมอบหมายเป็นโอกาสดีที่คุณจะได้พิสูจน์และพัฒนาฝีมือตัวเอง มองงานให้เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เปลี่ยนแรงกดดันเป็นพลังผลักดันให้คุณสร้างสรรค์สิ่งที่ดีในอนาคต

4. เลือกมองแต่ด้านดี

ตำแหน่งใหม่มักมาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ทำงานหนักขึ้น เหนื่อยขึ้น ประชุมทั้งวัน รายงานความคืบหน้าให้หัวหน้ารับทราบ มอบหมายงานให้ลูกน้องปฏิบัติ และตรวจสอบความถูกต้อง เป็นต้น

แค่คิดก็เหนื่อยแล้วใช่ไหมคะ อาการท้อแท้กับงานส่วนใหญ่เป็นเพราะคุณมองเห็นแต่อุปสรรค หรือปัญหาที่เกิดขึ้น มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงานที่รับผิดชอบค่ะ นั่นหมายความว่า หากคุณเห็นประโยชน์มากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีกำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ลองถามตัวเองดูสิคะว่า ตำแหน่งใหม่ของคุณมีข้อดีอะไรบ้าง? ทำให้คุณได้พัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง? ทำให้ได้รู้จักเพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ ใครบ้าง?

เมื่อคุณรับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับ คุณจะเกิดความรู้สึกเชิงบวก และมองเห็นว่างานนั้นน่าสนใจ มีคุณค่า และมีความสำคัญต่อชีวิตค่ะ

5. เพิ่มพูนทักษะ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง

ตำแหน่งงานใหม่จะยากสักแค่ไหน แต่ถ้าคุณมีความรู้ความสามารถ ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที ดังนั้น ก่อนรับตำแหน่งใหม่ คุณจำเป็นต้องเข้าใจเนื้องาน และพัฒนาทักษะตนเองให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบหมาย คุณต้องทราบว่างานใหม่เป็นงานประเภทไหน เช่น งานวิเคราะห์ งานติดต่อประสานงาน งานเอกสาร หรืองานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อคุณทราบแล้ว คุณจะได้พัฒนาทักษะของตนเองให้ตรงจุด เพื่อที่จะรับมือกับงานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณสามารถเลือกวิธีพัฒนาตนเองได้มากมาย เช่น สังเกตคนที่ทำมาก่อน อ่านหนังสือ สอบถามผู้รู้ หรือลงเรียนคอร์สอบรมต่าง ๆ เมื่อคุณมีทักษะเพิ่มขึ้น คุณจะรู้สึกมั่นใจ ลงมือทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ และอนาคตในการทำงานของคุณจะสดใสรุ่งโรจน์แน่นอนค่ะ

เรียบเรียงโดย LEARNING HUB THAILAND

เรายินดีออกแบบหลักสูตรเฉพาะ เพื่อพัฒนาคนในองค์กรของคุณ ปรีกษาเราได้ที่ Line @lhtraining 

5 วิธีให้คนจดจำคุณได้ตั้งแต่แรกพบ

5 วิธีให้คนจำคุณได้ ตั้งแต่แรกพบ

ไม่ว่าจะเรื่องการทำงาน หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ เราย่อมอยากเป็นที่จดจำเสมอ ข่าวดีก็คือ ในตอนนี้ คุณสามารถแตกต่างจากคนทั่วโลกได้ เพียงใช้ทริกง่ายๆ ที่คุณทำได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

1.ทำตัวให้มีออร่าน่าจับจ้อง

          เริ่มจากการที่คุณต้องมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเองที่ชัดเจนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การใช้คำพูด การเดินที่ดูสง่างาม อ้อ! การทำตัวให้มีออร่าในที่นี้ไม่ใช่ให้คนแต่งตัวแปลกแยกจนสุดโต่ง หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควร แต่หมายความว่า ในทุกๆ กิจกรรมในชีวิตของคุณ จะต้องดูเป็นตัวของตัวเอง คงไว้ซึ่งความสง่า จนคนละสายตาไปจากคุณไม่ได้ แล้วจะต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากคุณ ที่ทำให้คนเห็นแล้วคิดถึงคุณหรือธุรกิจของคุณได้ทันที โดยไม่ต้องบอกชื่อค่ะ

2.ฉายแสงแห่งภาวะผู้นำ

          คนมักจะจดจำผู้นำได้เสมอ ฉะนั้นคุณต้องสร้างภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในตัวของคุณ ซึ่งภาวะผู้นำในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงว่า คุณเป็นหัวหน้าคุณต้องมีภาวะของความเป็นผู้นำเท่านั้นนะคะ เพราะบางคนเป็นหัวหน้าแต่ไม่กล้าตัดสินใจ ถามความเห็นลูกน้อง ให้ลูกน้องตัดสินใจให้ตลอดก็มี ซึ่งตอนนี้ถ้าคุณรู้ตัวว่าไม่มีภาวะของความเป็นผู้นำ สมัยนี้หาเรียนได้ง่ายมากค่ะ ลองดู แล้วจะรู้ว่าการมีภาวะผู้นำช่วยสร้างการจดจำได้มากขนาดไหน

3.มีน้ำใจ แม้อีกฝ่ายยังไม่เอ่ยปากขอ

          แค่เริ่มต้นด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คุณก็สามารถสร้างความประทับใจได้แล้วค่ะ เช่น เห็นคนหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นรถไฟฟ้า แต่คุณนั่งอยู่ คุณสามารถลุกให้เขานั่ง หรือถ้าเขาไม่นั่ง ช่วยถือของให้ เขาก็ประทับใจแล้วค่ะ หรือแม้กระทั่งการพาคนพิการข้ามถนน คนที่เขาเห็นคุณทำแบบนี้ บอกได้เลยค่ะ ว่าเขาประทับใจอย่างแน่นอน อ้อ! แต่ที่ทำไม่ได้หวังให้สร้างภาพนะคะ แต่ให้ทำเพราะอยากทำจริงๆ เพราะนี่คือสิ่งเล็กน้อยที่ยิ่งใหญ่ที่นับวันจะห่างหายไปจากสังคมของเราเต็มทีแล้วค่ะ

4.พูดจาฉะฉาน แต่น้ำเสียงไม่แข็งกร้าวจนเกินไป

          การพบใครสักคนครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นคู่ค้า ลูกค้า หรือใครก็ตามที่คุณเพิ่งเจอ การพูดที่ดูฉะฉาน จะทำให้คุณดูฉลาด และมีเสน่ห์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต้องควบคุมน้ำเสียงของคุณให้ดี เพราะบางครั้งมันอาจทำให้คุณดูแข็งกร้าวจนคนฟังระอาเอาได้ค่ะ

5.สื่อสารด้วยสายตา ที่มาของความประทับใจ

          คุณเคยเห็นคนที่ยิ้มแต่ปาก แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตามด้วยไหมคะ หรือคนประเภทเวลาที่คุยกับเราแต่ตาของเขามองไปที่อื่น เวลาเจอแบบนั้นมันไม่น่าอภิรมย์เลยใช่ไหมล่ะคะ ฉะนั้นถ้าหากคุณอยากทำให้ใครสักคนเกิดความประทับใจแรกพบขึ้นมาแล้วล่ะก็ สิ่งที่คุณต้องทำเลยก็คือ ในขณะที่คุณพูดกับเขา หรือฟังเขา คุณต้องมองตาค่ะ อ้อ! แต่การมองตาในที่นี้ ต้องมองอย่างสุภาพนะคะ ไม่ใช่จ้องจนคู่สนทนารู้สึกอึดอัด ให้มองแบบใส่ใจ ว่าเรากำลังใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด และตั้งใจพูดในสิ่งที่เราจะบอกเขาเท่านั้นเองค่ะ

howtofirstimpression

            อยากเป็นบุคคลที่น่าจดจำ หรือจะทำให้เราเหมือนคนทั่วๆ ไป คุณเลือกได้ค่ะ

บทความโดย Learning Hub Thailand

เรามียินดีออกแบบหลักสูตรเฉพาะ เพื่อพัฒนาคนในองค์กรของคุณ ปรีกษาเราได้ที่ Line @lhtraining