5 เคล็ดลับ สร้างสมาธิให้คุณโฟกัสงาน ได้ตลอดวัน

LHT template update 26 12 2016

คุณเคยพบว่าทำงานในแต่ละวันได้น้อยลงหรือไม่? บางวันคุณอาจรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหมือนติดปีก แต่ขณะที่วันอื่นๆ แม้ว่าจะใช้เวลานานมากแค่ไหน งานตรงหน้าก็ไม่สำเร็จสักที

เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันว่าการใช้เวลานานๆ และทำตัวให้ยุ่งตลอดทั้งวันจะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น จากการศึกษาเมื่อปี 2008 ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์แสดงให้เห็นว่าการถูกผูกติดอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานานจะลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ขณะที่การพักเบรกช่วงสั้นๆ นั้นช่วยให้คุณมีสมาธิและมีพลังงานมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่บ่งบอกว่าการนั่งอยู่ที่โต๊ะนานๆ นั้นเป็นการทำลายสุขภาพ และเรายังรู้กันมานานแล้วว่าการนั่งนานๆ เป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และความเสี่ยงโรคร้ายแรงอื่นๆ กระทั่งไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้ด้วยการออกกำลังกาย

อย่างไรก็ตามงานวิจัยโดยนักวิจัยชาวสวีเดน Dr. Elin Ekblom-Bak ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2010 แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแค่การออกกำลังกายเท่านั้นที่ทำให้สุขภาพเราดีขึ้น การพักเบรกเป็นช่วงและลุกจากโต๊ะบ้างก็ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคเหล่านี้เช่นกัน

บทความวันนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “โพโมโดโร เทคนิค” วิธีการง่ายๆ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปกป้องสุขภาพของคุณโดยการสร้างกำลังใจในการทำงานแต่ละวันด้วยการพักเบรกช่วงสั้นๆ

โพโมโดโร เทคนิคถูกคิดค้นขึ้นโดย Francesco Cirillo ในปี 1980 ในหนังสือขายดีที่ใช้ชื่อเดียวกันซึ่งได้รับการปรับปรุงและพิมพ์ซ้ำเมื่อปี 2013 

“โพโมโดโร” แปลว่ามะเขือเทศในภาษาอิตาเลียน Cirillo ได้แนวคิดชื่อนี้มาจากตัวจับเวลาในห้องครัวรูปมะเขือเทศที่เขาใช้เพื่อบริหารเวลาในช่วงที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย  

เทคนิคนี้แนะนำว่าให้คุณแบ่งการทำงานออกเป็นช่วงละ 25 นาที แต่ละช่วงคั่นด้วยเวลาเบรกสั้นๆ

วิธีนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ความเรียบง่าย ช่วงเวลา 25 นาที คือมะเขือเทศหนึ่งผล เมื่อคุณทำงานใช้ช่วงที่หนึ่งเสร็จ ให้ใช้เวลาพักประมาณ 5 นาทีก่อนจะเริ่มงานช่วงถัดไป เมื่อคุณทำงานทั้ง 4 ช่วงเสร็จ ให้พักยาวเพื่อเติมพลังและเรียกความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

ในครั้งแรกที่คุณเริ่มทำความรู้จักกับเทคนิคนี้ มันอาจดูขัดแย้งเมื่อได้รู้ว่ามีเวลาพักเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งวัน แต่จากงานวิจัยแสดงให้เราเห็นแล้วว่ามันสามารถเพิ่มพลังสมาธิเมื่อคุณกลับมาทำงานหลังการพักเบรกได้

5 ขั้นตอนการใช้เทคนิคโพโมโดโร

ขั้นที่ 1: ตรวจสอบตารางเวลา

ในขั้นแรกนี้คุณต้องตรวจสอบตารางเวลาของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำหรือโครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้ และเริ่มคิดว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องทำในวันนี้

ประมาณการเวลาที่คุณต้องใช้ในการทำงานแต่ละชิ้น โดยจำกัดส่วนของงานที่คุณต้องการทำให้สำเร็จให้อยู่ในช่วงโพโมโดโร (ช่วงละ 25 นาที) และตอนนี้ตารางเวลาของคุณก็จะเหมาะสมกับภาระหน้าที่ในแต่ละวันพอดี

นอกจากนี้อย่าลืมเวลาพักเบรกในตารางเวลาของคุณด้วย 5 นาทีในแต่ละช่วง และเพิ่มเวลาพักเป็น 20-30 นาที เพื่อให้ร่างกายได้พักช่วงจากงานอย่างเป็นธรรมชาติ (ตัวอย่างเช่น หลังทำงานครบทั้ง 4 โพโมโดโร ให้พักช่วงยาวหนึ่งช่วง)

หมายเหตุ:

Cirillo แนะนำให้ทำงานในช่วง 25 นาที แต่คุณอาจต้องการช่วงระยะเวลาอื่นๆ ที่เหมาะกับตัวเอง เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพของร่างกายเรา กล่าวว่าเราจะโฟกัสสิ่งที่กำลังทำได้เต็มที่ 90-120 นาทีก่อนที่ร่างกายจะต้องการพัก

อย่างไรก็ตามเพื่อสุขภาพของเรา ควรพักช่วงจากการทำงานและเคลื่อนไหวร่างกายบ้างทุกๆ 45 นาที

ขั้นที่ 2: ตั้งกำหนดการ

ก่อนจะเริ่ม คุณต้องมั่นใจก่อนว่าคุณมีอุปกรณ์ทุกอย่างที่จำเป็นในการทำงานเตรียมพร้อมไว้ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นปากกาหรือกระดาษโน้ต (และอื่นๆ) ตั้งนาฬิกาจับเวลาสำหรับช่วงนาทีที่คุณตั้งใจจะทำงาน เช่น เราตั้งใจจะทำตามโพโมโดโรเทคนิคก็ตั้งไว้ที่ 25 นาที

คุณสามารถใช้ตัวจับเวลาประเภทใดก็ได้ที่ชอบ นาฬิกาจับเวลาสำหรับการทำอาหารก็ใช้ได้ถ้าหากคุณทำงานอยู่ที่บ้าน แต่หากคุณทำงานที่ออฟฟิศ ก็ต้องพยายามนึกถึงเพื่อนร่วมงานที่อาจทำเสียงดังรบกวนด้วย

ไม่ว่าจะเป็นตัวจับเวลาแบบไหนก็สามารถใช้งานได้ทั้งสิ้น กระทั้งแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนอย่าง Iphone หรือในระบบปฏิบัติการ Android ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

เมื่อคุณเริ่มจับเวลา ให้สนใจแต่งานตรงหน้าเท่านั้น จำไว้ว่าคุณมีข้อจำกัดด้านเวลาที่ต้องโฟกัสในการทำงานอย่างเต็มที่ จากนั้นเมื่อถึงช่วงพัก คุณก็สามารถโทรกลับสายที่โทรเข้ามาระหว่างทำงานหรือไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานได้

หรืออาจจะเลือกทางเลือกอื่นเพื่อลดเหตุการณ์ที่อาจเข้ามารบกวนระหว่างคุณทำงาน โดยก่อนเริ่มจับเวลา คุณลองปิดประตูห้องทำงาน ปิดโทรศัพท์และแจ้งเตือนข้อความหรืออีเมล์ รวมถึงทำให้เพื่อนร่วมงานรู้ว่าคุณไม่ต้องการถูกรบกวน

ขั้นที่ 3: ทำงานของคุณและตั้งใจทำเฉพาะงานนั้น

มุ่งความสนใจอย่างเต็มที่ไปยังงานที่เราตั้งใจจะทำในช่วงเวลานั้นๆ

อย่าปล่อยให้สมาธิของคุณไขว้เขวไปกับไอเดียของงานชิ้นอื่นที่อาจผุดขึ้นมาในหัว โดยเขียนไอเดียเหล่านั้นไว้ในกระดาษโน้ตแล้วปล่อยมันไว้เพื่อกลับมาดูภายหลัง

และถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญคุณอาจจัดตารางเวลาสำหรับไอเดียเหล่านั้นในช่วงต่อไป แต่ตอนนี้จงตั้งใจทำงานตรงหน้าซะก่อน

หากคุณทำงานเสร็จทั้งหมดก่อนเวลาจะหมด ให้ใช้เวลาที่เหลือเพื่อทำกิจวัตรเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเป็นประจำหรือทำงานชิ้นเล็กๆ อย่างอื่น เป็นไอเดียที่ดีหากคุณคิดจะเขียนโน้ตเพื่อตรวจดูว่าเทคนิคนี้ทำให้คุณทำงานสำเร็จไปกี่ชิ้น เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการทำงานในอนาคตได้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแต่ละวันให้มากกว่าเดิม

ขั้นที่ 4: พักเบรกสักครู่

เมื่อเวลาหมด ให้คุณพักเบรก 5 นาทีถึงแม้ว่าคุณกำลังอยู่ใน ‘ภาวะลื่นไหล’ ก็ตาม เพราะการพักจะช่วยเติมพลังในการทำงานให้เรานั่นเอง

คุณอาจกังวลว่าการพักเบรกจะทำให้เสียเวลา แต่การพักตามปกตินั้นจะช่วยให้คุณได้เติมพลังงานกลับมาใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้งมากกว่าจะเป็นการเสียเวลา Cirillo ให้เหตุผลว่าพลังงานนั้นสำคัญยิ่งกว่าเวลา แนวคิดโพโมโดโรนี้ก็เป็นการบริหารจัดการพลังงานของคุณ เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เพื่อทำงานเวลาที่ระดับสมาธิของคุณลดต่ำลง

เพื่อประโยชน์สูงสุด ใช้ช่วงเวลาพักโดยอยู่ให้ห่างโต๊ะของคุณ อาจเดินไปรอบๆ หรือยืดเส้นยืดสาย แม้กระทั่งเดินไปชงกาแฟ หยิบแก้วน้ำ หรือไปถ่ายเอกสารจากเครื่องที่ตั้งอยู่ห้องข้างๆ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้คุณเลี่ยงจากความเสี่ยงในการเกิดอาการเจ็บป่วยและภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

ระหว่างที่คุณอยู่ในช่วงพัก ให้หลีกเลี่ยงการคิดถึงความคืบหน้าของงานที่ทำไป นี่คือช่วงเวลาที่สมองจะได้ผ่อนคลายหลังจากต้องเรียนรู้อย่างหนักมาตลอด เพราะฉะนั้นอย่าคิดอะไรมากเกินความจำเป็น!

นอกจากนี้ พยายามอย่าใช้ช่วงเวลาพักไปกับการตอบแชทโซเชียลมีเดีย อีเมล์ หรือท่องเว็บต่างๆ เพราะมีผลสำรวจพบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันสายตาเสียจากการจ้องจอคอมหรือหน้าจอมือถือนานเกินไป

ให้ใช้เวลาเพื่อทำกิจกรรมอื่นที่อยู่ห่างจากโต๊ะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเอกสารเก่าๆ หรือเดินไปพูดคุยกับเพื่อนในทีม หากคุณทำงานที่บ้านก็อาจทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เช่น นำผ้าลงเครื่องซัก เป็นต้น

ขั้นที่ 5: กลับเข้าสู่การทำงานให้ครบทุกช่วงและเข้าช่วงพักยาว

เมื่อเวลาพักสิ้นสุดลง ตั้งนาฬิกาจับเวลาเข้าสู่ช่วงการทำงานช่วงต่อไป เมื่อทำงานครบสี่ช่วงให้คุณใช้เวลาพักยาวประมาณ 20-30 นาที ไม่ว่าจะเป็นออกไปเดินเล่น กินอาหารว่างแบบเฮลท์ตี้ ทานอาหารกลางวัน อ่านหนังสือ อะไรก็ได้ที่คุณต้องการตราบใดที่กิจกรรมนั้นอยู่ห่างจากโต๊ะทำงานเพื่อให้คุณได้ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งจากงานที่เพิ่งทำมาก่อนหน้านี้

จำไว้ว่าสิ่งสำคัญคือการเติมพลังงาน เพียงเพราะแนวทางของเราบอกไว้ว่าต้องทำงานให้เสร็จในช่วงเวลาหรือทำงานครบทั้งสี่ช่วงก่อนจะพักยาว ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎเหล่านี้เป็นกฎตายตัว

การฟังความต้องการของร่างกายตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ หากจิตใจของเราเริ่มวอกแวกหรือคุณอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อย อย่าฝืนตัวเองเพื่อทำงานให้ครบตามกำหนดช่วงเวลา ให้นึกถึงจังหวะของร่างกายที่เรากล่าวถึงก่อนหน้านี้ ที่ว่าตัวเรามีรอบการทำงานอยู่ที่ 90-120 นาที และมันก็ยากที่จะบอกได้ว่าร่างกายของคุณอยู่ในช่วงใดเมื่อเริ่มการทำงาน

บางทีคุณอาจต้องพิสูจน์เรื่องนี้ บางครั้งการทำงาน 20 นาที และแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาก่อนจะพักยาว 30 นาทีอาจเหมาะสมกับคุณมากกว่าก็เป็นได้

หรือบางทีคุณอาจมีสมาธิดีในช่วงเช้าและต้องการพักบ่อยขึ้นในช่วงบ่าย เมื่อคุณค้นพบรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง คุณจะต้องรู้สึกอัศจรรย์กับความสำเร็จของงานที่คุณทำได้ในแต่ละวัน

ข้อดีและข้อเสียของโพโมโดโร เทคนิค

การใช้โพโมโดโร เทคนิคมีประโยชน์ต่อการบริหารเวลาในการทำงานหลากหลายข้อ

การหั่นเวลาทำงานให้สั้นลงช่วยให้ระดับการโฟกัสในงานแต่ละช่วงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมันสามารถช่วยบริหารเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถทำให้โปรเจคใหญ่ๆ ดูทำสำเร็จได้ง่ายขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังช่วยลดการถูกรบกวนในการทำงานหลายๆ อย่าง ลดความรู้สึกท้อหรือการผัดวันประกันพรุ่งซึ่งอาจทำให้คุณเสียสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานเพราะคุณมีเวลาทำงานแต่ละชิ้นอย่างจำกัด

งานวิจัยยืนยันว่าการพักเบรกนั้นดีต่อสุขภาพและช่วยเพิ่มระดับสมาธิ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มระดับประสิทธิภาพการทำงานได้ Cirillo ระบุอีกว่าวิธีการนี้ยังเหมาะสมกับผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder หรือ ADD) อีกด้วย  

นอกจากนี้การพักเบรกช่วงสั้นๆ จะช่วยให้สมองของคุณได้ปรับตัวรับข้อมูลต่างๆ ได้ดี เพิ่มโอกาสในการคิดไอเดียบรรเจิดใหม่ๆ ออกมาอย่างที่คุณนึกไม่ถึง

การใช้เวลาเพื่อพักผ่อนและเติมพลังงานในระหว่างวันยังช่วยให้คุณได้พักร่างกายเมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยล้าในยามบ่ายอีกด้วย

อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน บางคนอาจรู้สึกว่าการพักช่วงสั้นๆ นั้นน่ารำคาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่วงพักนั้นอยู่ในระหว่างที่พวกเขากำลังมีแรงบันดาลใจทำงานอย่างลื่นไหล

นอกจากนี้การโฟกัสงานเป็นช่วงๆ ยังทำได้ยากหากคุณมีหน้าที่การงานหรือทำงานอยู่ในออฟฟิศที่อาจถูกรบกวนได้บ่อยจากเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า

ความไม่ยืดหยุ่นของการกำหนดเวลาทำงานในแต่ละช่วงเป็นเวลาเท่าๆ กันอาจส่งผลด้านลบให้เกิดขึ้นได้ เช่น หากคุณมีประชุมและเวลาประชุมมาซ้อนทับกับช่วงเวลา 4 ช่วงที่คุณกำหนดไว้พอดี เป็นต้น

โดยสรุป โพโมโดโร เทคนิคนั้นเรียบง่ายและมีการดำเนินการไม่ยุ่งยาก มันต้องการแค่ตัวจับเวลาและทัศนคติที่ว่า “ฉันทำได้” และยังสามารถสร้างสุขภาพที่ดีไปจนถึงทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น ลองดูสิว่ามันจะเหมาะกับคุณหรือไม่!

เคล็ดลับ

โพโมโดโร เทคนิคถูกคิดค้นขึ้นโดย Francesco Cirillo ในปี 1980 และตีพิมพ์ในหนังสือขายดีที่ใช้ชื่อเดียวกัน

เทคนิคนี้ใช้ตัวจับเวลาเพื่อแบ่งงานของคุณออกเป็นช่วงละ 25 นาที แต่ละช่วงเรียงว่า “โพโมโดรริ (Pomodori) หลังจากเสร็จงานในแต่ละช่วง คุณจะได้เวลาพัก 5 นาที และเมื่อคุณทำงานครบสี่ช่วง ให้พักยาว 20-30 นาที

มันเป็นเทคนิคที่เรียบง่าย ใช้งานง่ายและสามารถสร้างประโยชน์มากมายทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงานและด้านสุขภาพ การพักบ่อยๆ ช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการตั้งสมาธิกับงานที่ทำซึ่งทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้มันยังช่วยลดภาวะด้านลบต่างๆ ที่อาจเกิดกับร่างกายเมื่อนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะนานๆ อีกด้วย

แปลและเรียบเรียงโดย

Learning Hub Team

ที่มาบทความ: https://www.mindtools.com/pages/article/pomodoro-technique.htm

 

5 ขั้นตอน ตั้งเป้าให้สุข ทะลุกรอบเงินเดือน

ประชากรโลกกว่า 7,300 ล้านคน คุณผู้อ่านเชื่อไหมครับว่าเราสามารถแบ่งออกได้แค่ 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่ขาดเป้าหมายในการใช้ชีวิต

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่มีเป้าหมายในการใช้ชีวิต

แน่นอนว่าคนกลุ่มที่สอง จะมีแนวโน้มประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนกลุ่มแรก แต่หากคุณเป็นส่วนหนึ่งในคนกลุ่มที่สองเชื่อเหลือเกินว่าคุณอาจจะต้องพบกับคำถามที่ว่า

“ทำไมฉันมีเป้าหมายแล้ว แต่ชีวิตกลับไม่มีความสุข”

ที่แย่กว่านั้น คือ หลายคนเป้าหมายกลายเป็นความจริงแล้ว แต่ก็ยังคงไร้ซึ่งความสุขในชีวิต

วันนี้ Learning Hub Thailand มี 5 ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะช่วยคุณสร้างเป้าหมายให้กลายเป็นจริง โดยไม่ทิ้งความสุขในชีวิต

1.คุยกับตัวเอง

ผู้คนมากมายตั้งเป้าหมายในชีวิตโดยใช้ความคิดเป็นหลัก ความคิดที่คาดหวังจะได้รับความสุขที่จะได้รับหลังเป้าหมายสำเร็จและหลายคนตั้งเป้าหมายในชีวิตตัวเองจากเป้าหมายของผู้อื่น

เป้าหมายที่เกิดจากความคิดแบบนี้จะไม่สามารถสร้างสุขให้ตัวเราในทุกขณะตั้งแต่ตั้งเป้า ระหว่างลงมือทำ ไปจนถึงวันที่เป้าหมายกลายเป็นจริง

 ณ จุดนี้อยากให้คุณลองหลับตาแล้วย้อนอดีตไปในวันที่เริ่มต้นตั้งเป้าหมายในชีวิตครั้งแรก แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า

เราตั้งเป้าหมายนี้จากเหตุผลอะไร

ทำไมถึงอยากให้เป้าหมายนี้สำเร็จ

ชีวิตเราต้องการสิ่งใดกันแน่

เคล็ดลับง่ายๆ ในการค้นหาเป้าหมายที่ใช่และทำให้ใจเป็นสุข คือ การใช้ความสุขเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง อย่าลืมว่า

          “เป้าหมายจะมีชีวิตถ้าสร้างจากความสุข มิใช่สร้างจากความคิด”

2.ค้นหาแรงบันดาลใจ

การสร้างเป้าหมายจากแรงบันดาลใจก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ลงในดิน ต้นไม้ไม่มีทางอยู่ได้โดยไม่มีดินและยิ่งดินมีคุณภาพมากเท่าไร

ต้นไม้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง งดงาม และสร้างคุณค่าได้มากเท่านั้น

การตั้งเป้าหมายในชีวิตก็เช่นเดียวกัน ควรตอบให้ได้ว่าในชีวิตของเรา ใครบ้างที่เราอยากให้พวกเขามีความสุข

เราต้องการความสุขจากพวกเขา และพวกเขาก็ต้องการความสุขจากเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าความสุขของคุณคือการได้ดูแลภรรยาและลูกๆ ที่อยู่ในวัยกำลังซน

การตั้งเป้าหมายอยากเป็นนักธุรกิจข้ามชาติที่ต้องเดินทางแทบจะ 365 วัน ก็คงไม่สร้างพลังแห่งความสุขได้เท่ากับการตั้งเป้าหมายที่จะมีธุรกิจออนไลน์ที่สามารถสร้างรายได้หลักล้านแถมมีเวลาอยู่กับครอบครัว   อย่าลืมว่า

         “เป้าหมายเป็นเพียงเส้นชัย แต่แรงบันดาลใจจะทำให้คุณพิชิตเส้นชัย”

3.พร้อมที่จะให้

จุดผิดพลาดของคนที่มีเป้าหมาย คือ การตั้งเป้าหมายแบบคนที่ขาดเป้าหมาย หลายคนตั้งเป้าหมายเพียงให้ได้รับโบนัสสิ้นปีที่มากขึ้น

ได้ไปชอปปิ้งต่างประเทศบ่อยขึ้น

ต้องการให้พ่อแม่ซื้อของที่ตนเองต้องการให้มากขึ้น ฯลฯ เป้าหมายที่ทำให้ตัวเองอยู่ในฐานะ “ผู้รับ”

แบบนี้ถึงแม้จะกลายเป็นจริง ก็ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ตั้งแตกต่างอะไรกับกลุ่มคนที่ขาดเป้าหมายและใช้ชีวิตไปวันๆ เลย

ในทางกลับกันการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างความสุขให้ชีวิตจึงควรเปลี่ยนฐานะจากการเป็นผู้รับเป็น “ผู้ให้”

เช่น ตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้เสริมเทียบเท่าโบนัสสิ้นปี เป็นเจ้าของกิจการส่งออกสินค้า เป็นเสาหลักของครอบครัว ฯลฯ อย่าลืมว่า

      “มือของผู้ให้อยู่สูงกว่ามือของผู้รับเสมอ ความสุขจากการให้ก็เช่นเดียวกัน”

4. เขียนลงในกระดาษ

ในเมื่อความสุขเป็นนามธรรม การตั้งเป้าหมายที่จะมีความสุขจึงต้องเขียนลงในกระดาษให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เช่น ต้องการมีรายได้เดือนละเท่าไร

ต้องการใช้เวลากับครอบครัววันละกี่ชั่วโมง

วันหยุดยาวอยากพาเจ้าตัวน้อยไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

อยากทำสิ่งใดทดแทนบุญคุณพ่อและแม่ ฯลฯ

ยิ่งคุณกล้าเขียนเป้าหมายลงในกระดาษให้ชัดเจนมากขึ้นเท่าไร ขนาดความสุขก็จะยิ่งขยาย และเป้าหมายก็จะยิ่งกลายเป็นความจริงได้ไวขึ้นเท่านั้น  อย่าลืมว่า

     “การเขียนเป้าหมายลงในกระดาษ คือ การอนุญาตให้เป้าหมายมีชีวิต”

5. ระบุวันหมดอายุ

ความสุขในชีวิตไม่ใช่วัชพืชที่จู่ๆ จะงอกเงยขึ้นมาเองจากดิน แต่ความสุขเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่คุณต้องตัดสินใจให้มันเกิดขึ้นมาโดยการปลูกและรดน้ำ พรวนดิน อย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การตั้งเป้าหมาย คือ การมีวินัยทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ดังนั้น ในแต่ละวันคุณจึงควรกำหนดรายละเอียดสิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจน และอย่าลืมระบุวัน เวลา ที่คาดว่าจะทำสิ่งนั้นๆ

ให้แล้วเสร็จลงไปด้วย เพื่อป้องกันอาการผัดวันประกันพรุ่งจนทำให้เป้าหมายสลายไปในอากาศ  อย่าลืมว่า

      “เป้าหมายจะหมดอายุ ถ้าเราลืมระบุวันหมดอายุลงไป”

            ถ้าคุณผู้อ่านทำตามขั้นตอนครับทั้ง 5 ขั้นตอนแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อสุภาษิตไทยโบราณที่กล่าวว่า “ได้อย่างมักเสียอย่าง” อีกต่อไป เพราะคุณจะได้ชื่อว่าเป็นทั้ง “ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต” และเป็นทั้ง “ผู้ที่มีความสุขในชีวิต”

 เขียนโดย จิตเกษม น้อยไร่ภูมิ (โค้ชแมงปอ)

เคล็ดลับรับมือ หัวหน้า ไม่ได้ดั่งใจ

3

ผลวิจัยของ World Economic Forum ระบุว่า ความเครียดของพนักงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากสัมพันธภาพที่ไม่ดีกับหัวหน้างาน ถ้าเจอหัวหน้างานแย่ๆ เป็นใครก็อยากลาออกทั้งนั้นครับ

แต่ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เจอหัวหน้าแย่ก็ย่อมดีกว่าตกงาน ฉะนั้นการทำงานร่วมกับหัวหน้างานจึงน่าจะเหมาะสมกว่านะครับ

Learning Hub จึงขอนำเสนอ 7 เคล็ดลับ เพื่อการรับมือกับหัวหน้างานที่ไม่ได้ดั่งใจ เพราะความเข้าใจคือหัวใจของการอยู่ร่วมกัน  


  1.หัวหน้างานจุกจิก   

อย่าให้อารมณ์บั่นทอนความสามารถ   

น่าปวดหัวไม่น้อยนะครับเมื่อเราต้องทำงานกับหัวหน้างานจู้จี้ทุกเรื่องราว คมชัดทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปเสียหมดในสายตาหัวหน้า

เมื่อเจอหัวหน้างานเช่นนี้ การปรับตัวเข้าหาเขาจะเหมาะสมมากที่สุด สิ่งแรกเลยคือการทำงานของเราต้องมีวินัยครับ ทำงานให้เสร็จก่อนกำหนดส่ง

เพื่อให้หัวหน้างานได้ตรวจดูรายละเอียดก่อน และมีเวลาปรับแก้งานก่อนส่งจริง อย่าทำเวอร์ชันเดียวแล้วส่งในวันสุดท้ายนะครับ เพราะหัวหน้างานเช่นนี้ถูกต้องไม่สำคัญเท่ากับถูกใจ

การรายงานความก้าวหน้าและส่งงานก่อนกำหนด  จึงเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยให้สัมพันธภาพระหว่างคุณกับหัวหน้าราบรื่นขึ้นนะครับ  


2.หัวหน้าอัตตาสูง   

ให้หัวหน้าคิดว่าผลงานที่เกิดขึ้น เป็นเพราะเขา   

มีบ่อยเหมือนกันครับกับหัวหน้างานอีโก้สูง คิดว่าความคิดของตัวเองถูกเสมอ และมองลูกน้องที่คิดเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งเป็นฝ่ายตรงข้าม ทำให้คนที่ทำงานเอาหน้าประจบประแจงได้รับความไว้ใจ

แต่คนทำงานอยู่เบื้องหลังกลับเหนื่อยฟรี ดังนั้น เราควรเสนอความคิดเห็นในบริบทที่หัวหน้างานจะได้หน้าไปด้วย หรือพูดง่ายๆคือให้เขามีส่วนได้หน้าจากผลงานของเรานั่นเองครับ

แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่เจ็บปวดหน่อย ที่ต้องให้คนอื่นชุบมือเปิบ แต่ก็ป่วยการครับที่จะเป็นปรปักษ์ต่อหัวหน้างานโดยไม่จำเป็น

สำคัญอยู่ที่ตัวเราครับที่ต้องรู้จักตนเองและควบคุมอารมณ์ เลือกปะทะในสมรภูมิที่ได้เปรียบเท่านั้นครับ  


3.หัวหน้าที่ไม่เป็นงาน  

ทีมงานที่แข็งแกร่งและพร้อมเจรจา  

ระบบอุปถัมภ์ทำให้การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสูงอยู่ที่คนของใครมากกว่าความสามารถ   จึงทำให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราต้องพลอยลำบาก  คอยแก้งานของหัวหน้าที่ไม่เป็นงาน

หัวหน้าประเภทนี้มักจะเข้าหาลูกน้องก็ต่อเมื่อเจอปัญหา ปล่อยให้ลูกน้องแก้ปัญหาแต่เพียงลำพัง ในขณะที่ตนเองไม่คิดหาข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจที่ถูกต้อง

ทำให้การทำงานในหลายๆครั้งสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา หัวหน้างานเช่นนี้หากจะรับมือยากสักหน่อยครับ เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงาน

รวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยกับหัวหน้า เพื่อปรับวิธีการทำงานและหาแนวทางที่เหมาะสมในการทำงาน  ลดปัญหาในการทำงาน  

แต่ไม่ใช่การรวมกลุ่มกันเพื่อประท้วงหรือตำหนิหัวหน้างานนะครับ การบอกกล่าวพูดคุยกันด้วยเหตุผล        

มุ่งเน้นที่การทำงานเป็นหลักไม่ใช่เน้นที่ตัวบุคคล คือ แนวทางการเตือนหัวหน้ากับสิ่งที่เขาไม่รู้ตัวครับ  


4.หัวหน้าอ่อนประสบการณ์  

แชร์ไอเดีย แต่ไม่ทำให้เขาเสียหน้า 

เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนทั่วไป ไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าครับที่ไม่ได้รู้เสียทุกเรื่อง เพราะเขาอาจจะย้ายมาจากแผนกอื่น 

หรือทำงานที่เขาไม่คุ้นเคย  ซึ่งเราในฐานะลูกน้องที่ผ่านงานมามากกว่า ควรแลกเปลี่ยนแชร์ประสบการณ์กับเขาครับ

การเสนอแนะไอเดียที่เป็นประโยชน์ ย่อมทำให้หัวหน้ารู้สึกมิตรกับเรายิ่ง เช่น หัวหน้างานรุ่นเก่าอาจจะไม่คุ้นกับการทำ Power Point หน้าที่ของเราคือแชร์ความรู้กับเขา

หรือใช้ความสามารถของเราเติมเต็มส่วนที่หัวหน้าขาด ไม่ดูถูกหรือทำให้เขารู้สึกอับอาย คิดอีกแง่เราเองก็มีเรื่องมากมายที่หัวหน้ารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ก็ได้ครับ  


5.หัวหน้าที่ชอบตัวเลข  

ตัวเลขเป็นศาสตร์ แต่การตลาดเป็นศิลป์  

บ่อยครั้งเรามักจะพบความขัดแย้งกันระหว่างนักการตลาดและนักบัญชี สาเหตุของความขัดแย้งเกิดจากการมองต่างมุม

นักบัญชีหรือนักการเงินถูกสอนให้ตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและอ้างอิงตัวเลขเป็นสำคัญ จึงมักตั้งคำถามกับนักการตลาดว่า กลยุทธ์ที่เสนอมาสร้างกำไรกี่บาท กี่เปอร์เซ็นต์                      

เป็นคำถามที่นักการตลาดไม่สามารถตอบได้ครับ  เพราะไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นกี่คน ซื้อคนละกี่ชิ้น เพราะฉะนั้นหากเผชิญหน้ากับหัวหน้าที่มีพื้นฐานทางบัญชีหรือการเงิน การจะทำงานร่วมกับเขาได้นั้นต้องมีตัวเลขเสมอครับ

แผนการที่เสนอไปอย่างน้อยก็ต้องมีการประมาณการณ์งบประมาณ     เป้าหมายทางการเงิน ยอดขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เป็นต้น

การตัดสินใจบนพื้นฐานของตัวเลข ไม่ได้อยู่ที่ถูกหรือผิดหรอกครับ แต่อยู่ที่สมมติฐานของใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน   


6.หัวหน้าครีเอทีฟ   

โฟกัสที่ไอเดีย มองให้เป็นรูปธรรม  

หัวหน้าที่มีความคิดสร้างสรรค์นับเป็นเรื่องดีครับ แต่ถ้ามีมากไปก็เป็นโทษเหมือนกัน เพราะแต่ละวันมีไอเดียผุดขึ้นมากมาย เดี๋ยวก็ให้ทำนั่น เดี๋ยวก็ให้ทำนี่

ทั้งๆที่สิ่งที่กำลังทำอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ การรับมือกับหัวหน้าเช่นนี้ เราต้องโฟกัสความคิดของหัวหน้าครับว่า หัวหน้าต้องการอะไรในขั้นสุดท้าย                        

เพราะหัวหน้าช่างครีเอทีฟมีความคิดกว้างครับ แต่ไม่สามารถลงลึกถึงการปฏิบัติจริงๆ การโน้มน้าวเขาจึงต้องตั้งคำถามที่โฟกัสมากๆว่า ต้องการอะไรที่เป็นรูปธรรม และชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคที่เป็นไปได้หากทำเช่นนั้น              

แต่อย่าวิพากษ์หรือปฏิเสธไอเดียเขานะครับ คล้อยตามความคิดเขา แต่ชี้ให้หัวหน้าเห็นว่าหากทำตามนี้จะเกิดอะไรขึ้นตามมา


7.สิ่งที่ไม่ควรทำ  

หัวหน้าไม่ใช่ศัตรู 

ไม่ว่าหัวหน้าจะเป็นคนเช่นไรก็แล้วแต่ แต่อย่ามองว่าเขาเป็นศัตรูเด็ดขาดครับ ไม่เช่นนั้นคงหาความสุขยากในที่ทำงาน

World Economic Forum จึงแนะนำว่า เราไม่ควรเผชิญหน้ากับหัวหน้าโดยตรง ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งจะยิ่งร้าวลึก และอย่าแกล้งทำเป็นหูทวนลม

หรือโฟกัสที่งานอย่างเดียว ไม่เห็นหัวหน้างานอยู่ในสายตา เช่นนี้แล้วหัวหน้าจะคิดว่าเราไม่ให้ความเคารพ และเขาก็จะไม่เคารพเราเช่นกัน       

นอกจากนั้นการแกล้งป่วยแกล้งลา ก็ไม่ใช่ทางออกเช่นกันครับ เพราะนั่นคือการหนีปัญหา การลาป่วยในวันที่หัวหน้าต้องการเรา จะยิ่งสร้างความบาดหมางครับ  

และสิ่งสุดท้ายที่ไม่ควรทำคือการประจานหัวหน้าให้คนภายนอกรับรู้ ความในไม่ควรนำออก ความนอกก็ไม่ควรนำเข้าครับ  


หากทำตาม 7 เคล็ดลับนี้แล้วบรรยากาศในการทำงานยังไม่ดีขึ้น ก็คงต้องทิ้งไพ่ใบสุดท้าย คือ การลาออกครับ แต่ก่อนจะลาออกคุณต้อง Stay on career path นะครับว่า เป้าหมายในการทำงานคืออะไร

แล้วการทำงานที่นี่ตอบโจทย์อะไรหรือไม่ หากลาออกแล้วกระทบต่อสายงานอาชีพอย่างไร ลาออกควรใช้เหตุผลไม่ใช้อารมณ์ครับ  

เรียบเรียงโดย วิญญู – Learning Hub Team 

ที่มา : https://www.weforum.org/agenda/2015/03/how-to-cope-with-a-toxic-boss/  

http://www.forbes.com/sites/travisbradberry/2015/06/17/how-successful-people-overcome-toxic-bosses/3/#2c5696034f75  

3 เคล็ดลับ ที่จะทำให้คุณรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

lifelearning

การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า และให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนมากมาย เช่น ทำให้เป็นคนเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น ทันคนขึ้น ทำอะไรได้หลายอย่างมากขึ้น ทำให้การดำเนินชีวิตดีขึ้นและง่ายขึ้น เป็นต้น ทว่า หากพูดถึง “การเรียนรู้” คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการเรียนรู้ถูกจำกัดอยู่แต่ในสถานศึกษา และวัยที่เหมาะสมในการเรียนรู้ คือ วัยเด็กและวัยรุ่นเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ตลอดชีวิต เราสามารถแสวงหาความรู้ และพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา การเรียนรู้ไม่มีรูปแบบตายตัว ปราศจากกฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดเรื่องเวลาและสถานที่ กล่าวคือ คนเราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

หากเปรียบชีวิตของคนเราเป็นดังต้นไม้ใหญ่ ปุ๋ยที่ดีที่สุดของคนเรา คือ การเรียนรู้ เพราะหากเราหยุดที่จะเรียนรู้ ชีวิตก็จะหยุดเติบโตเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ไร้ใบ คือ ไม่มีคุณค่า และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้น ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีความสำคัญมาก และเราทุกคนควรที่จะตระหนัก ปลูกฝังจิตใจและนิสัยให้รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทความนี้จะเปิดเผย 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเรามีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ทำมันอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ตลอดชีวิต

1.รู้เหตุผล และความสำคัญของการเรียนรู้

หากผู้เรียนเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของการเรียนรู้แล้ว ย่อมจะทำให้เกิดแรงจูงใจและทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ง่ายขึ้น การเรียนรู้มีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยให้คุณพัฒนาตนเอง ทำให้คุณมีความคิดใหม่ๆ และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้ ดังนั้น เราจึงควรให้ความสำคัญกับสิ่งนี้สูงสุด

การเรียนรู้ คือ กระบวนการเพิ่มพูนและพัฒนาความรู้ความสามารถ ความคิด สติปัญญา ทักษะ ประสบการณ์ รวมถึงพฤติกรรมของผู้เรียนให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้จากการเห็น การฟัง การอ่าน จากข้อผิดพลาดของตนเองและผู้อื่น เป็นต้น

บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของการเรียนรู้ไว้ ดังนี้

  • อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวว่า “การพัฒนาทางสติปัญญาควรจะเริ่มเมื่อแรกเกิด และจะหยุดเมื่อชีวิตสิ้นสุดเท่านั้น”
  • เฮนรี่ ฟอร์ด กล่าวว่า “ใครก็ตามที่หยุดเรียนรู้ เขาจะกลายเป็นคนแก่ชรา ไม่ว่าเขาจะมีอายุ 20 หรือ 80 ปี แต่หากผู้ใดยังมีใจใฝ่เรียนรู้ เขาจะยังคงเป็นหนุ่มสาวเสมอ”
  • เอิร์ล ไนติงเกล กล่าวว่า “เมื่อคุณหยุดที่จะเรียนรู้ คุณก็เหมือนคนที่ตายแล้ว เพราะคุณจะเหลือเพียงร่างกายอันโดดเดี่ยวและเหี่ยวแห้ง”
  • อับราฮัม ลินคอร์น กล่าวว่า “สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ทั้งหมด มาจากการอ่านหนังสือ”
  • จอห์น อดัมส์ กล่าวว่า “ฉันจดจ่อกับการอ่านหนังสือ และอ่านไม่เคยพอ ยิ่งคนเราอ่านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเราจำเป็นต้องอ่านมากเท่านั้น”

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่านให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น โทมัส เจฟเฟอร์สัน แอนดรู คาร์เนกี นโปเลียน ฮิลล์ วินสตัน เชอร์ชิล บรูซ ลี มหาตมะ คานธี เลโอนาร์โด ดาวินซี ขงจื๊อ โสกราตีส เป็นต้น

2. ค่อยๆสร้างอุปนิสัย รักการเรียนรู้

 “จงใช้ชีวิตราวกับว่าคุณกำลังจะตายในวันพรุ่งนี้ จงเรียนรู้ราวกับว่าคุณจะมีชีวิตอยู่เป็นนิรันดร์”

มหาตมะ คานธี

ผู้ที่รักการเรียนรู้จะตระหนักว่าการเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็น พวกเขารู้ว่ายังมีสิ่งที่รอคอยให้พวกเขาค้นพบอีกมาก ดังนั้นพวกเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ พวกเขาจะตัดสิ่งที่รบกวนสมาธิและขัดขวางการเรียนรู้ออกไป เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เกมส์คอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์ นอกจากนี้ พวกเขามักรับฟังข่าวสาร หรืออ่านหนังสือระหว่างที่เดินทาง

หากคุณต้องการสร้างอุปนิสัยการเรียนรู้ คุณไม่จำเป็นต้องทำมันอย่างสุดโต่ง เพราะสิ่งนั้นจะทำให้คุณเกิดอคติและมองโลกในแง่ร้ายว่า คุณจะต้องใช้ชีวิตทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือ ให้คุณค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมทีละเล็กทีละน้อย เช่น คุณอาจเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆโดยการอ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมง และเมื่อคุณทำมันอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย เท่ากับว่าตลอดทั้งปีคุณจะมีเวลาในการอ่านหนังสือมากถึง 365 ชั่วโมง และสุดท้ายคุณจะพบว่าตัวเองมีความรู้มากขึ้น และทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

3. อยู่ในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้

ผู้ที่ชอบการเรียนรู้จะพยายามค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆมากมาย เช่น การอ่านหนังสือ การเข้าเรียนในหลักสูตร การเข้าร่วมอบรมสัมมนา การทำกิจกรรมหรือสร้างเครือข่าย การค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต การสอบถามหรือแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เป็นต้น

การรู้จักและสานสัมพันธ์กับเพื่อนที่เข้าใจและเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ก็สามารถช่วยให้คุณเรียนรู้สิ่งต่างๆได้มากขึ้น คุณอาจจะบอกเพื่อนและครอบครัวว่าคุณวางแผนที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆอย่างไร และให้พวกเขาช่วยย้ำเตือนให้คุณรับผิดชอบต่อความตั้งใจจริงของคุณ เพราะพวกเขาเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นและสนับสนุนให้คุณเกิดแรงจูงใจและมีความแน่วแน่ต่อเป้าหมายในการเรียนรู้

วิธีการนี้เป็นการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ดีและมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ชอบการเรียนรู้ด้วยตัวเองและรักการเรียนรู้ตลอดชีวิตมักทำมันอย่างต่อเนื่อง เพราะมันช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีความมั่นใจ และประสบความสำเร็จในที่สุด

เชื่อว่า หากคุณปฏิบัติตามเคล็ดลับทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะกลายเป็นคนที่รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

และนั่นก็จะการันตีได้ว่า ไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วแค่ไหน มีการเปลี่ยนแปลงอะไร คุณก็จะสามารถรับมือกับมันได้ ไม่เป็นคนตกยุคอย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand

Source: http://www.lifehack.org/287498/3-things-life-long-learners-differently-make-them-learn-unremittingly

 

 

8 ประโยคโดนใจ พูดเมื่อไหร่ได้งานเมื่อนั้น

bestinterview

ทุกคนล้วนแต่อยากทำงานที่ใช่ งานที่ใฝ่ฝัน หรือทำงานในบริษัทชั้นนำ แต่กว่าที่คุณจะประสบความสำเร็จในการสมัครงาน และได้รับการว่าจ้างอย่างสมบูรณ์ คุณต้องผ่านกระบวนการสรรหาคัดเลือกที่ใช้เวลายาวนาน เริ่มตั้งแต่ ขั้นตอนการกรอกใบสมัคร ไปจนถึงการสอบสัมภาษณ์

อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการสัมภาษณ์งาน และไม่ใส่ใจกับขั้นตอนนี้มากนัก ซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณพลาดโอกาสได้งานไปอย่างน่าเสียดาย แต่เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบลง การสัมภาษณ์งานของคุณจะเปลี่ยนไป เพราะคุณจะมั่นใจ และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น บทความนี้แนะนำคำถามปิดท้าย 8 ประโยคที่จะทำให้คุณสามารถพิชิตใจกรรมการสัมภาษณ์ได้ไม่ยาก

1.กระบวนการหรือขั้นตอนถัดไป คืออะไร

หากการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง และกรรมการเอ่ยถามว่าคุณต้องการถามคำถามอะไรอีกไหม คุณควรคว้าโอกาสนั้นไว้ คุณไม่ควรเดินออกจากห้องสัมภาษณ์โดยไม่ถามอะไรเลย เพราะนั่นแสดงว่าคุณไม่สนใจว่าจะได้ทำงานนี้หรือไม่ คุณควรตั้งคำถามเพื่อแสดงให้กรรมการเห็นว่า คุณกระตือรือร้นที่จะทราบผลการสัมภาษณ์ และอยากที่จะเข้าสู่กระบวนการสรรหาว่าจ้างถัดไป

คุณอาจจะลองถามกรรมการว่า ยังมีผู้สมัครที่ยังรอการสัมภาษณ์ในตำแหน่งเดียวกันอีกหรือไม่ หรือหากคุณเป็นผู้สมัครคนสุดท้ายที่ถูกสัมภาษณ์ คุณควรถามว่า เมื่อไหร่ที่คุณจะทราบผลการสัมภาษณ์ หรือเมื่อไหร่ที่กรรมการจะตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่มีความเหมาะสม การถามคำถามเหล่านี้จะช่วยให้คุณเตรียมตัว เตรียมใจ และทราบถึงระยะเวลาในการรอผลสัมภาษณ์

2. เมื่อไหร่ที่จะทราบผลการสัมภาษณ์

การตั้งคำถามปิดท้ายเช่นนี้ เป็นการช่วยให้กรรมการรู้สึกว่าคุณสนใจและรอคอยที่จะทำงานร่วมกับพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ อีกทั้งยังเป็นการแสดงความพร้อม และการเตรียมตัวสำหรับกระบวนการถัดไปที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการย้ำเตือนกรรมการเกี่ยวกับวันเวลาในการตัดสินใจที่จะคัดเลือกผู้สมัครอีกด้วย

3. ยังมีอะไรที่อยากให้ฉันช่วยหรือทำอีกไหม

หากหัวข้อในการสัมภาษณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องรายละเอียดงาน การพูดปิดท้ายด้วยประโยคแบบนี้ ทำให้กรรมการรู้สึกว่าคุณกำลังให้คำมั่นสัญญากับทีมและต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของบริษัท นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า คุณมีน้ำใจ กระตือรือร้น และพร้อมที่จะเรียนรู้ลักษณะงานในอนาคต ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้คุณได้คะแนนเพิ่มจากกรรมการ

4. คุณมีความกังวลใจ หรือมีข้อสงสัยอื่นใดหรือไม่

ระหว่างการสัมภาษณ์ คุณคงอยากจะรู้ว่ากรรมการมีความสงสัยหรือกังวลใจในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณหรือไม่ และเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความคลุมเครือซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการสัมภาษณ์ของคุณ การตั้งคำถามเช่นนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้คุณได้ชี้แจงและอธิบายสิ่งต่างๆให้กรรมการได้ฟังในทันที ซึ่งจะทำให้กรรมการรู้สึกว่าคุณเป็นคนที่ซื่อตรงและมีความจริงใจในการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น

5. ฉันมีคุณสมบัติและความเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่คุณกำลังมองหาบ้างหรือไม่

การถามคำถามเช่นนี้ ทำให้คุณทราบถึงทัศนคติและความคิดเห็นโดยรวมของกรรมการที่มีต่อตัวคุณ เพราะพวกเขาจะแสดงความสนอกสนใจและความพึงพอในประวัติการศึกษา ภูมิหลัง ทักษะความสามารถ และประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณ ผ่านการตอบคำถามนี้ และบางทีคุณอาจจะทราบแนวโน้มของผลการสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็ได้

6. ไม่ทราบว่า ใครเคยดำรงตำแหน่งนี้มาก่อน

หากคุณสอบถามถึงบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งนี้มาก่อน จะทำให้กรรมการรู้สึกว่าคุณเป็นคนละเอียดรอบคอบ เพราะคุณสนใจเหตุผลที่บริษัทว่าจ้างคุณ นอกจากนี้ ขณะที่กรรมการกำลังอธิบายที่มาที่ไปของการสรรหาคัดเลือกครั้งนี้ คุณจะได้ทราบถึงรายละเอียดเพิ่มเติมของตำแหน่งงาน บทบาทหน้าที่ รวมทั้งความรับผิดชอบที่คุณต้องทำในบริษัทอีกด้วย

7. คุณคิดว่าวัฒนธรรมในองค์กรของคุณเป็นอย่างไร

คุณควรตั้งคำถามนี้ หากคุณต้องการทราบและทำความเข้าใจกับสิ่งที่บริษัทคาดหวังต่อพนักงานและตัวคุณ ในระหว่างที่กรรมการบรรยายถึงวัฒนธรรมของบริษัท คุณจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาว่าตัวคุณเองมีคุณสมบัติที่ตรงและเหมาะสมกับตำแหน่งงาน และองค์กรหรือไม่ นอกจากนี้ คำถามดังกล่าวยังช่วยให้คุณมองเห็นภาพจำลองการเป็นพนักงานในบริษัท และเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมสำหรับงานในอนาคตของคุณอีกด้วย

8. ทักษะอะไรที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานนี้ และมันมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างไร

ทักษะเป็นเรื่องที่กรรมการสัมภาษณ์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจว่าระหว่างการสัมภาษณ์กรรมการจะพยายามค้นหาทักษะที่จำเป็นในตัวผู้สมัครแต่ละคน พนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งที่แตกต่างกันจะมีทักษะต่างกัน เช่น นักบัญชีมีทักษะในการคิดคำนวณ และมีความละเอียดรอบคอบ เลขานุการมีทักษะในการจัดการและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้น

ดังนั้น การตั้งคำถามเช่นนี้ จะทำให้คุณสามารถประเมินตนเองได้ว่าตนเป็นคนที่ใช่และเหมาะสมกับตำแหน่งนี้หรือไม่ และหากคุณอยากได้คะแนนเพิ่มจากกรรมการ ให้คุณลองเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถหรือทักษะดังกล่าว แล้วคุณก็จะกลายเป็นคนที่กรรมการตามหา หรือสามารถพิชิตใจกรรมการได้นั่นเอง

เชื่อว่า หากคุณนำ 8 ประโยคเหล่านี้ไปใช้ในการสัมภาษณ์งาน การหางานจะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และคุณคงจะได้รับข่าวดีในไม่ช้า

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand

Source: http://www.lifehack.org/285407/8-things-outstanding-interviewees-say-the-end-interview

 

4 วิถี สู่ความร่ำรวยที่แท้จริง

“ความรวย”  เป็นความใฝ่ฝันของผู้คนทั่วไป ซึ่งเริ่มจาก การได้ทำงานดีๆ มีเงินเดือนสูงๆ หรือมีธุรกิจของตนเอง จะได้มีเงินเยอะๆ เมื่อรวยแล้ว ชีวิตจะได้สบาย

แต่ว่า “คนรวยที่แท้จริง” ต้องมีเงินเท่าไหร่กัน ?

ในยุคปัจจุบัน “ความร่ำรวยที่แท้จริง” ไม่ได้วัดจาก “จำนวนเงินที่มี” แต่วัดจาก “อิสรภาพ” ที่ได้รับต่างหาก

ความรวย ที่คุณเข้าใจ “ยิ่งมีเงินมาก ก็จะยิ่งมีความสุขมาก” ใช่มั้ย ?

ในอดีต ความร่ำรวยอาจหมายถึง ผู้ที่ครอบครองเงิน หรือวัตถุที่มีค่าเป็นจำนวนมาก ความร่ำรวยของแต่ละคนวัดได้จาก การมีรถราคาแพงหรือไม่ มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน ได้ไปเที่ยวทริปหรูได้บ่อยเท่าใด การได้ครอบครองแบรนด์ชั้นนำและวัตถุหายาก มันสะท้อนถึงความร่ำรวยของคุณ แนวคิดแบบนี้ทำให้ผู้คนพยายาม ดิ้นรนไขว่คว้า สะสมครอบครอง เพื่อให้มีมากที่สุด

จนบางคนอาจไม่คำนึงถึง “วิธีการที่ได้มา”

มองเพียงแค่ “มูลค่าของสิ่งที่ครอบครอง”

แต่มันจะสร้างความสุขให้กับพวกเขาจริงๆหรือ ?

แน่นอนว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้ในโลกปัจจุบัน แต่หากลองพิจารณาดู เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับการมีชีวิตรอดของคนกลุ่มแรงงานที่มีรายได้น้อยเท่านั้น

ส่วนคนที่ “พอมีอันจะกิน” ซึ่งเป็นประชากรที่มีการศึกษา เงินถูกใช้เพื่อสร้างความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย ที่อาจเกินความจำเป็น เช่น การแสดงความหรูหราเพื่อเข้าสังคมและเรียกร้องการยอมรับจากผู้อื่น ใช่หรือไม่

เปรียบเทียบให้ภาพเห็นตัวอย่างง่ายๆ หากในวัยเริ่มทำงาน คุณสามารถเก็บเงินจนซื้อรถคันแรกได้ นั่นย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมากให้กับชีวิต เพราะคุณไม่ต้องไปยืนเบียดร้อนบนรถเมล์ ไม่ต้องดมควันกลางถนนบนมอเตอร์ไซด์ และสามารถขับรถของคุณเองไปได้ในทุกที่ๆต้องการ  ไปทำงาน ไปเจอเพื่อน ไปปาร์ตี้ยามค่ำคืนโดยไม่ต้องกลัวอันตราย แบบนี้ย่อมสร้างความสุขให้คุณอย่างมาก

เมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง คุณจึงซื้อ รถคันที่ 2 ที่หรูกว่าเดิม ลองเปรียบเทียบความสุขตอนที่ได้รถคันใหม่นี้ เทียบกับตอนมีรถคันแรก อย่างไหนมีมากกว่ากัน

และหากซื้อ รถคันที่ 3 ตอนมีลูก ก็คงแทบไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรแล้ว

รถคันที่ 4 ที่ซื้อมา คงต้องเริ่มคิดว่าจะหาที่จอดที่ไหน

ส่วนรถคันที่ 5  อาจทำให้ต้องจ้างคนมาล้างรถเพิ่มอีกคน

 

ลองพิจารณาว่าที่ผ่านมา คุณมีที่สิ่งที่ซื้อมาได้ใช้เพียงแค่หนเดียวแล้วก็เก็บ มากแค่ไหน ?

คุณมีสิ่งที่ซื้อมาเป็นปีแล้ว ยังไม่เคยแกะห่อออกมาใช้เลย บ้างหรือไม่ ?

คุณได้ออกไปหาซื้อของ แล้วมาพบทีหลังว่าคุณมีสิ่งนั้นอยู่แล้ว บ่อยแค่ไหน ?

คุณต้องทิ้งของกินดีๆที่หมดอายุ เพราะคุณซื้อไว้แล้วหลงลืมหรือกินไม่หมด ไปเยอะมั้ย ?

ทุกครั้งที่ซื้อของชิ้นใหม่ คุณมีความสุขอยู่กับมันได้นานเพียงใด ?

หากทุกคนใช้ชีวิตแบบนี้ ยิ่งผลิตมากทรัพยากรธรรมชาติจะยิ่งร่อยหรอ สิ่งของจะกองทับถม มลพิษจะเกินควบคุม ขยะจะล้นโลกดังนั้นการมีสิ่งของมากๆก็อาจลดความสุขของเราไปได้

จะเห็นได้ว่า หากเราอยู่ในกลุ่มคนที่พอมีอันจะกิน เงินและสิ่งของที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ปัจจัยที่จะ “เพิ่มความสุข” ได้มากเท่าไหร่เลย

แล้วความสุขจริงๆอยู่ที่ไหนล่ะ

 


ความร่ำรวยที่แท้จริง “4 วิถี สู่อิสรภาพ”

คงถึงเวลาทบทวนแล้วว่า โลกนี้กำลังต้องการแนวคิดของ “ความร่ำรวย” ในรูปแบบใหม่หรือเปล่า คนที่มี “ความร่ำรวยที่แท้จริง” อาจดูได้จาก 4 วิถีการใช้ชีวิต ดังนี้

 

1. ความร่ำรวย ทางอารมณ์

คนรวยที่แท้จริง คือคนที่ “ไร้ความกังวลในเรื่องเงิน” เขาสามารถควบคุมอารมณ์ภายในให้สดใสเบิกบานได้ การที่เขามีอารมณ์ดีเป็นประจำ ก็จะทำให้พบแต่ประสบการณ์ดีๆในชีวิต

ไม่จำเป็นต้องรวยร้อยล้านพันล้าน ถึงจะปราศจากความกังวลในเรื่องเงิน ขอเพียงรู้จักบริหารเงินให้มีเหลือใช้ในทุกเดือน ไม่ยึดติดกับวัตถุภายนอกที่อาจสูญเสียไปเมื่อไหร่ก็ได้ รู้จักพึ่งพาตัวเองมากกว่าพึ่งพาคนอื่น

เมื่อมี “ความร่ำรวยทางอารมณ์” ก็จะไม่ขี้กลัว ไม่หงุดหงิดจิตตก ไม่ห่อเหี่ยวนานๆ จะมีความชัดเจนในชีวิต มีแรงบันดาลใจ มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังข้างในที่ผลักดันในตัวเองอยู่เสมอ และมีประสิทธิภาพในการทำงานให้สำเร็จได้อย่างสูง

 

2. ความร่ำรวย ด้านเวลา

เวลาคือสิ่งที่มี “ราคา” มากที่สุด เพราะชีวิตมีวันหมดอายุ จึงไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับเวลาที่หมดไปแต่ละปีๆ หากเราไม่ใช้ชีวิตที่เราเลือก เราก็กำลังผลาญเวลาในชีวิตของตัวเองลงไปเปล่าๆ

คนที่ร่ำรวยอย่างแท้จริง สามารถเลือกวิถีชีวิตที่สามารถเป็นผู้กำหนดตารางเวลาของตัวเองได้ ว่าจะตื่นกี่โมง ทำงานกี่โมง พักผ่อนเมื่อไหร่

ไม่ต้องให้คนอื่นเป็นผู้กำหนด ไม่ต้องตื่นเช้าฝ่ารถติดบนถนน ไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนเพื่อไปพักผ่อนในวันหยุดยาว

เมื่อมี “ความร่ำรวยด้านเวลา” ทำให้เค้าใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นได้มากที่สุด

 

3. ความร่ำรวย ไม่จำกัดด้วยสถานที่

คนรวยที่แท้จริง สามารถจะอาศัยอยู่ที่ใดก็ได้ หรือเดินทางเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ ไม่จำเป็นจะต้องมีเงินมากมายที่จะใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว แต่เป็นเพราะพวกเค้ามีเวลา มีพลังเหลือเฟือ จึงสามารถเลือกที่จะเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆได้

พวกเค้าเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง จึงสามารถทำงาน ใช้ชีวิตและพักผ่อนได้ทุกที่ และทุกเวลา

เมื่อมี “ความร่ำรวย ที่ไม่จำกัดด้วยสถานที่” ทำให้เค้าได้รู้จักออกไปใช้ชีวิต พบปะผู้คน ไม่ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ได้มีโอกาสพบเห็นสิ่งแปลกใหม่ๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันหลากหลายในโลก เป็นอิสรภาพที่เค้ากำหนดได้ด้วยตัวเอง

 

4. ความร่ำรวย ในการให้

สุดยอดตัวชี้วัดของการเป็นคนรวยที่แท้จริงคือ “ความสามารถในการให้และแบ่งปัน” ไม่ว่าจะเป็นการให้เวลา ให้แรงงาน ให้เงิน หรือแบ่งปันความสุขที่มีแผ่กระจายไปสู่ผู้คนรอบๆตัว คนที่มั่งคั่งนั้นเป็นผู้เหลือเฟือที่จะให้ ไม่จำเป็นว่าเค้าต้องมีเงินมากมาย เพียงแต่ว่ามันมากพอที่จะแบ่งปันออกไปได้ แม้บางคนมีมากมายก็ยังไม่สามารถให้คนอื่นรได้ เพราะลึกๆแล้วในจิตใจ เค้ายังรู้สึกว่ามีไม่พอนั่นเอง

เมื่อมีความมั่งคั่งในการให้ ย่อมจะเติมเต็มคุณค่าและความหมายในชีวิต เค้าจะรู้สึกได้ถึงความมั่งคั่งของตัวเองอย่างแท้จริง โดยที่ไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่มีหรือมูลค่าสิ่งของที่ครอบครองอย่างใดเลย

 

คนที่ร่ำรวยไม่ว่าจะมีเงินกี่ร้อยล้านพันล้าน ทั้งชีวิตของเขา อาจเข้าไม่ถึงความรู้สึกมั่งคั่งร่ำรวยเลยก็เป็นได้

เพราะความร่ำรวยที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมาย ก็สามารถเข้าถึงวิถีชีวิตทั้ง 4 มิตินี้ได้

เพียงแต่ต้องอาศัยการรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้

มีไลฟ์สไตล์ที่พอเพียง

มีทักษะที่หลากหลาย

และมีความกล้าคิด กล้าทำ นอกกรอบ

สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเข้าถึงคำว่า “ความร่ำรวยที่แท้จริง”

และมันจะนำพามาซึ่งความสุข และความร่ำรวยเงินทองไปพร้อมๆกัน อย่างที่คุณนึกไม่ถึงทีเดียว

 แม้วันนี้เราอาจยังทำได้ไม่ครบทั้ง 4 ด้าน แต่ขอให้กำลังใจว่า

หากทำได้สักหนึ่งข้อ ส่วนที่เหลือจะทยอยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เพราะการเดินไปถูกทิศและไม่หลงทาง ไม่ช้าไม่นานเราจะถึงปลายทางได้อย่างแน่นอน

แนวคิดจากหนังสือ  The New Meaning of Rich: Four Principles of Wealth That Will Change Your Life by Evan Tarver

เรียบเรียงโดย เรือรบ

3 เคล็ดวิชา สะสมความเก๋า สำหรับฟรีแลนซ์มือใหม่

ในยุคนี้ กระแสของการเป็น Freelance หรือการทำงานอิสระ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่ไฟแรงเมื่อเรียนจบมา มักอยากเป็นนายตนเอง อยากเป็นเจ้าของธุรกิจโดยเร็ว เพราะเห็นว่างานไม่ประจำทำเงินกว่า พอเห็นเทรนด์อะไรน่าทำก็กระโจนเข้าใส่ตามๆกัน เพราะคิดว่าเรียนมาเยอะ ความรู้ระดับปริญญาคงเป็นอาวุธที่ดีได้ แต่หากทำไปด้วยความคิดว่าจะได้อย่างเดียว ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินเก็บของตัวเองทั้งหมดใน 3-5 ปีแรก

เมื่ออาวุธเดิมที่มีใช้ไม่ได้ผล จึงเกิดกระแสที่สอง คือ การเข้าสัมมนาฝึกอบรม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ทันสมัยต่อยอด และอาจได้แถมเคล็ดลับดีๆมาช่วยเร่งผลลัพธ์ให้ความสำเร็จนั้นง่ายขึ้น จึงเกิดการตื่นตัวเห็นคนรุ่นใหม่นิยมไปเข้าสัมมนาอบรม บางคนก็หมดเงินไปมากมาย แลกกับสิ่งที่ได้มาคือความรู้ที่ท่วมท้นไปหมด แต่กลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ในชีวิตได้อย่างที่ต้องการ  นั่นเป็นเพราะอะไร ?

learning pyramid

เครดิตภาพจาก https://dribbble.com/shots/1442129-Learning-Pyramid-Infographic

 

จากภาพ “ปิรามิดแห่งการเรียนรู้” ทำให้เห็นว่าการเรียนในห้องเรียน จะไม่สามารถทำให้ความรู้ถูกจดจำหรือคงอยู่ได้นาน ไม่ว่าจะเป็นการฟังบรรยาย การอ่าน การดูคลิป ดูการสาธิต เพราะการเรียนรู้เหล่านั้นเป็นเพียง “ความรู้มือสอง” เท่านั้น

ในชีวิตจริง ความรู้กว่า 90% ที่เรียนมา อาจจะไม่ถูกนำไปใช้เลย ไม่นานเราจึงลืมไปหมด จากแผนภาพนี้ เมื่อได้เรียนอะไรมาก็ตาม สิ่งแรกที่ควรทำคือ การนำไปฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง และนำไปสอนผู้อื่นต่อ เพื่อให้ความรู้นั้นฝังลงไปในตัวเราอย่างแท้จริง

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่เราต้องการ เพื่อที่จะก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในชีวิตก็คือ “ทักษะ” ซึ่งจะเป็น “ความรู้มือหนึ่ง” ที่มาจากตัวเรานั่นเอง

คำถามต่อมา ในบรรดาความรู้และทักษะอันมากมาย อะไรคือทักษะสำคัญ ที่เราต้องการในการทำงานและทำธุรกิจ ?

 

“ความเก๋า” คือ ทักษะขั้นเทพ ที่จะสร้างความสำเร็จให้กับการงานและธุรกิจ

แม้เราจะฉลาดแค่ไหน มีความรู้ระดับอัจฉริยะ กวาดปริญญามาไม่ว่ากี่ใบ ก็ไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิต เพราะความรู้ในระบบการศึกษา อาจให้ในเรื่องของ เทคนิค วิธีการในการทำงาน แต่สิ่งที่ไม่มีโรงเรียนใดที่สอนได้คือ “ความเก๋า”

“ความเก๋า” นั้นมาจากประสบการณ์เชิงลึก เป็นองค์ความรู้ที่ถูกถ่ายทอดและสั่งสมมาอย่างยาวนาน เฉพาะคนที่คร่ำหวอดในวงการทำงานนั้นๆเท่านั้น ที่เรียกว่า Tacit Knowledge หรือความรู้ฝังลึก และคงจะไม่สามารถถ่ายทอดออกเป็นเสต็ปขั้นตอนได้ง่ายๆ หรือเล่าให้ใครฟังได้ในวันสองวัน

ในฐานะมือใหม่ เราควรที่จะเรียนรู้กับ “คนเก๋า” ที่เป็นนักปฏิบัติจริงด้วย ไม่ใช่เชื่อถือแต่ “นักคิด” หรือคนที่มีหลักการดีทางทฤษฎีอย่างเดียว

คนที่เก๋าไม่ใช่คนอัจริยะ ไม่ใช่ว่าผิดไม่เป็น แต่ทุกครั้งที่ตัดสินใจผิดพลาด แม้จะถึงขั้นต้องล้มลงไป ด้วยเวลาเพียงไม่นาน กลับมายืนหยัดได้ใหม่เสมอ และเค้าพร้อมที่จะเรียนรู้ที่จะไม่ผิดซ้ำสอง และการยืนขึ้นมาครั้งใหม่ก็จะแกร่งกว่าเดิม เป็นเพราะเค้าไม่ยึดติดกับแบบแผนเดิมๆ แต่ให้ความสำคัญกับการปรับตัวมากกว่า ดังนั้น “คนเก่าแก่” ก็อาจไม่ใช่คนเก๋าเสมอไป จากนิยามนี้

อาจเป็นการยากสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่จะสะสมประสบการณ์และความเก๋าด้วยเวลาอันสั้น แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำสำหรับใครก็ตาม ที่อยากจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ในธุรกิจหรืองานที่ตนเองสนใจ

ก่อนจะออกท่องยุทธภพ ลองใช้  3 เคล็ดวิชาต่อไปนี้เพื่อ “สะสมความเก๋า” ด้วยความรวดเร็ว มันอาจย่นย่อระยะเวลาการเรียนรู้ ลดความผิดพลาด และป้องกันความล้มเหลวและความสูญเสียสำหรับมือใหม่ได้เป็นอย่างดี

1. หาโอกาส ไม่ใช่หางาน

สำหรับคนที่กำลังอยู่ในวัยค้นหาตนเอง อย่าเพิ่งไปตกหลุมกับงานที่ให้รายได้ดีๆ ให้ลองตรวจสอบความรักและความถนัดของตัวเองก่อน เมื่อเรารู้ว่าเราอยากทำงานอะไรในชีวิตข้างหน้า แม้ว่าเราจะไม่มีความรู้ ไม่มีทุน แต่เมื่อเรามองหา เราจะมองเห็นโอกาสแน่นอน

หลายคนที่ทำอะไรตามกระแส เห็นเค้าทำแล้วรวย ก็อยากรวยบ้าง จะไม่สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของวงจรธุรกิจไปได้ เมื่อเลิกล้ม ก็คือความล้มเหลว

การที่เราเลือกทำสิ่งที่รักและถนัด จะทำให้เราอยู่กับงานนั้นได้นาน แม้ว่าอาจจะยังมองไม่เห็นความสำเร็จอันใกล้ เราก็จะไม่ท้อแท้หรือเลิกไปซะก่อน นั่นแหละจุดเริ่มแห่งความสำเร็จ

2. ถ้าหาโอกาสไม่ได้ ก็สร้างมันซะ

หลายๆครั้ง โอกาสก็ไม่ได้หาง่ายๆ แต่เราอาจจะ “สร้างโอกาส” ขึ้นได้ด้วยตัวเอง ลองเสนอตัว “ทำฟรี” ดูบ้าง ของฟรีใครก็ชอบ ปฏิเสธยากเพราะมีแต่ได้ไม่มีเสีย ดังนั้นหากเราเอาแรงและเอาเวลาบางส่วนเข้าแลก เราจะได้โอกาสนั้นโดยไม่ยาก

นักธุรกิจระดับโลกหลายคน เริ่มต้นชีวิตด้วยการเข้าไปของานค่าตัวถูกๆทำ เพื่อเรียนรู้กลยุทธ์ธุรกิจแบบอินไซด์จากมือเก๋า แล้วเขาก็จะขยันและตั้งใจทำอย่างเต็มที่สุดความสามารถ เพื่อเรียนรู้ให้มากที่สุด

เมื่ออยู่ในธุรกิจนั้นแล้ว ถึงจะเริ่มมองเห็นจุดแข็งจุดอ่อน ซึ่งก่อนนี้มองไม่เห็น แล้วจึงค่อยออกมาเริ่มธุรกิจของตนเอง ทำให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว การที่เราเข้าไปสัมผัสธุรกิจนั้นจริงๆ ก็อาจจะบอกได้ว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้ชอบ หรือไม่ได้สนใจมันจริงๆก็เป็นได้ แบบนี้ถ้าจะเลิกหรือถอยออกมาก็ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะเรายังไม่ได้ลงทุนอะไรไป

อยากประสบความสำเร็จในธุรกิจอะไร อย่าเพียงวิเคราะห์จากภาพภายนอกที่เห็น แล้วรีบทุ่มเทเงินลงทุนกระโจนไปเพียงเพื่อลองทำ

แต่จงแอบเข้าไปทำก่อน เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และจากคนที่อยู่ในธุรกิจนั้นๆ นั่นจึงเป็นการสะสม “ความรู้มือหนึ่ง” อย่างแท้จริง

3.เรียนรู้จากยอดฝีมือเท่านั้น

ความเก๋าที่เราต้องการ คงไม่ใช่มาจากใครก็ได้ หากจะย่นย่อความสำเร็จ จาก 20 ปีให้เหลือสัก 5 ปี ดังนั้น จงใช้เวลาในการค้นหาอาจารย์ และต้องเลือกเฟ้นหายอดฝีมือในตำนานคนนั้นให้เจอ เมื่อเจอแล้วให้คิดอุทิศตัวสัก 3 ปี ไปฝากตัวเป็นศิษย์ก้นกุฏิ สะสมเคล็ดวิชาความเก๋าระดับเทพเข้ามาไว้ในตนเอง

การที่เป็นศิษย์มีครู หากขยัน ซื่อสัตย์ อดทน มักจะได้รับโอกาสดีๆจากครูเสมอ ทั้งคอนเนคชั่นและสายสัมพันธ์ที่อาจารย์ได้สั่งสมมา จะเป็นฐานต่อยอดงานของเราได้อย่างดี แล้วโอกาสใหญ่ๆ ก็จะเข้ามาโดยไม่คาดหมาย เผลอๆจะได้แจ้งเกิดเป็นเจ้าสำนักคนต่อไปโดยไม่ได้ตั้งตัว

อย่าคิดว่าการเรียนรู้ คือการอ่านหนังสือ หรือไปอบรมอย่างเดียว แต่การเข้าไปขลุกหรือคลุกคลีกับคนเก่งในธุรกิจ เราจะได้รับการถ่ายทอดสิ่งที่ไม่ได้บอกไว้ในตำรา

จนกระทั่งเราได้ประสบการณ์ที่ตกผลึกมาเอง และนี่ต่างหากที่เรียกว่า “เคล็ดลับ” ที่แท้จริง

 บทความโดย เรือรบ 

4 ขั้นตอน สร้างนิสัยแห่งความสำเร็จ ที่จะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งคุณได้

4step2success

บ่อยครั้งแค่ไหน ที่คุณคิดจะ “ลงมือทำ” อะไรใหม่ๆ  แต่แล้วก็ต้องล้มเลิกไปในเวลาอันสั้น นั่นเป็นเพราะอะไร ?

อุปสรรคที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากไหน ล้วนมาจากอารมณ์และความคิดของเราเองทั้งสิ้น ซึ่งได้แก่ 3 สาเหตุหลัก นั่นก็คือ “ข้ออ้าง ความกลัว และความไม่มั่นใจ”

ซึ่งเหตุผลและอารมณ์เหล่านี้ ล้วนมาจากอิทธิพลของ สมองส่วนหลัง (Limbic System) ทั้งสิ้น อันเป็นจิตใต้สำนึกจากสัญชาตญาณดั้งเดิม ที่ต้องการปกป้องเราให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัยนั่นเอง

หากเราต้องการสร้างผลลัพธ์และจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ คงต้องเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นชิน และมีอุปนิสัยแห่งการลงมือทำอย่างต่อเนื่องได้ แต่การเอาชนะสมองส่วนหลังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เราต่างก็รู้ดี ว่ากี่ครั้งแล้วที่เราพยายามตื่นให้เช้าขึ้น กี่หนที่อยากลดน้ำหนักให้ได้สักหน่อย นิสัยพฤติกรรมอันเคยชิน ที่เราก็รู้ว่ามันไม่ดีต่อตัวเอง ต่อสุขภาพ ต่อคนรอบกาย เราก็ยังคงทำมันอยู่อย่างจำใจ รู้สึกผิดไปก็แป๊บเดียว เราไม่เคยรอดจากการเป็นทาสของสมองส่วนหลังเลย นี่ใช่ไหม บ่อเกิดของความล้มเหลวในชีวิต

หากเราต้องการก้าวข้ามพฤติกรรมเดิมๆ ที่หยุดยั้งความสำเร็จในชีวิต เราต้องฝึกกระตุ้น สมองส่วนหน้า (Pre-Frontal Cortex) ซึ่งเป็นควบคุมกลไกของการคิดวางแผน วิเคราะห์แยกแยะ และจินตนาการ ให้ทำงานได้มากขึ้น จนเอาชนะสมองส่วนหลังได้ในที่สุด โดยใช้  4 ขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1. รับรู้อย่างที่เป็น

ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เบื่อเซ็ง ความขี้เกียจ เหตุผลต่างๆที่อธิบายว่าเราทำไมได้ สิ่งต่างๆที่ผุดขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเรื่องราวที่เรามักคิดปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อเข้าข้างตัวเองเท่านั้น

ให้เรารับรู้ความรู้สึกและอารมณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นอย่างที่เป็น เพียงแค่รับรู้ โดยที่ไม่ต้องพยายามหักล้าง ไม่ต้องสร้างเหตุผลข่มทับเพื่อเอาชนะ หรือหลีกเลี่ยงไปทำอย่างอื่นแทน

การไม่ต่อต้าน จะทำให้สมองส่วนหลัง หยุดผลิตความคิดและอารมณ์มาควบคุมเรา

 

2.ใคร่ครวญถึงเป้าหมาย

ลองเขียนเป้าหมายที่เราต้องการลงในกระดาษ และถามตัวเองว่า เราต้องการมันจริงไหม ด้วยเหตุผลใด มันสำคัญ หรือจำเป็นกับเราอย่างไร ?

ณ จุดนี้ สมองส่วนหน้าจะเริ่มติดเครื่องทำงานเบาๆ และมีพลังเหนือกว่าสมองส่วนหลังแล้ว

 

3. ใช้จินตนาการ

ตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากเราได้บรรลุเป้าหมายนั้น ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร มีสิ่งดีๆอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้น ?

การใช้จินตนาการถึงภาพความสำเร็จ  ทำให้สมองส่วนหน้าได้ออกแรงทำงานได้เต็มที่

สมองส่วนหน้าจะสร้างอารมณ์แห่งความปีติยินดี มีความกระตือรือร้น เบิกบาน เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ทำให้เกิดพลังที่จะลุกออกไปทำอะไรใหม่ๆอย่างที่ต้องการได้ไม่ยากนัก

 

แต่ช้าก่อน ! เทคนิคเพียงเท่านี้อาจไม่สำเร็จเสมอไป

บางครั้งขณะที่กำลังจินตนาการเรื่องดีๆ  สมองส่วนหลังก็พลันตื่นขึ้นมา แล้วลากเราให้จมลงไปในก้นเหวอีก

จึงต้องใช้ขั้นตอนสุดท้ายต่อไปนี้

 

4. สร้างฝันร้าย

ให้ลองตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าเราไม่ทำสิ่งที่ตั้งใจนี้ แล้วยังกลับไปทำแบบเดิมๆอยู่ต่อไปเรื่อยๆ “สิ่งที่เลวร้ายที่สุด” ที่จะเกิดขึ้นได้คืออะไร

ผลกระทบกับชีวิตในอนาคตจะเป็นอย่างไร ?

ชีวิตเราจะแย่แค่ไหน ?

หลังจากนั้น เราจะเริ่มเห็นภาพความหดหู่ จะเกิดอารมณ์เศร้า ท้อแท้ และสุดท้ายกลายเป็น “ความกลัว” เมื่อกลัวจนถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มทนอยู่แบบเดิมไม่ได้ แล้วเราก็จะออกไปทำสิ่งใหม่ๆให้พ้นจากภาวะแบบนี้เองในที่สุด

( สมองส่วนหลังเมื่อสัมผัสความกลัวมากๆเข้า ก็จะเกิดกลไกการปกป้องตัวเอง ให้เราเกิดอารมณ์ลนลาน ลุกออกมาทำอะไรบางอย่างได้ทันทีเช่นกัน เป็นการใช้ความกลัวที่สมองส่วนหลังคุ้นเคย เปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน เหมือนสำนวนที่ว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา นั่นเอง ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่แนะนำให้ใช้เทคนิคสุดท้าย เพราะมันไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ที่จะลุกไปทำอะไรๆเพราะความกลัว ไว้ใช้เมื่อคราวที่ทำเทคนิค 3 ข้อแรกแล้วไม่ได้ผลก็พอครับ)

“สมองมนุษย์ เป็นเครื่องจักรผลิตเหตุผล” และเหตุผลส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลย ดังนั้นเทคนิค 4 ขั้นตอนนี้ จะทำให้สมองของเรา “ผลิตเหตุผลใหม่ๆ” ที่มุ่งสู่เป้าหมายและผลลัพธ์ ให้เราสามารถลุกออกไปทำอะไรที่ไม่คุ้นชิน ก้าวข้ามออกจากเขตปลอดภัย ไปลองผิดลองถูก ได้รับบทเรียน ได้แก้ไขปรับปรุง ได้เรียนรู้และพัฒนา จนเป็นคนที่เก่งขึ้น ดีกว่าเดิม มีผลลัพธ์ที่แตกต่าง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจจะดูทำยาก และเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นให้ลองเริ่มจากเรื่องง่ายๆใกล้ๆตัว เช่น เริ่มฝึกเขียนบันทึกประจำวัน 5-10 นาทีก่อนนอน ออกวิ่งจ้อกกิ้งสัก 15 นาทีทุกวัน หรือตื่นเช้าขึ้นสักครึ่งชั่วโมง เมื่อสมองคุ้นเคยกับการออกจากหลุมสบายแล้วล่ะก็ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คงตามมาในไม่ช้า ใครมีวิธีอื่นๆในการกระตุ้นตัวเองเพื่อสร้างนิสัยแห่งความสำเร็จ เชิญเขียนแชร์ในคอมเม้นท์ข้างล่างได้เลยนะครับ

บทความโดย เรือรบ

กระตุ้น PASSION ง่ายๆ ใน 4 ขั้นตอน

13 03 2017

คุณ วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนสองรางวัลซีไรต์ จากผลงาน “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” และ “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน” เคยเขียนถึงประเด็น “ว่าด้วย PASSION” โดยยกตัวอย่าง บิล แบลส นักออกแบบเสื้อผ้าชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงในโลกแฟชั่นฝั่งตะวันตก ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า “คนทำงานแฟชั่น ต้องมี Passion ถ้าไม่มีเมื่อไหร่ ก็ควรเลิกทำ… ซึ่งถ้าวันไหนผมไม่มี Passion ผมก็จะไป…”

แล้ววันหนึ่งบิลก็ไป! เขาขายธุรกิจเสื้อผ้าที่ตนก่อร่างมาจนใหญ่โต และลาออกจากวงการ!

คุณวินทร์ เลียววาริณ อธิบายความหมายของ “Passion” ว่า “คือความกระตือรือร้น ความหลงใหล ความคลั่งไคล้ในงานที่ทำ เป็นไฟที่ขับเคลื่อนให้ผู้สร้างสรรค์งาน เดินหน้าอย่างเปี่ยมพลัง!”

พร้อมกันนั้น คุณวินทร์ยังเล่าถึง กิมย้ง นักเขียนนวนิยายจีนกำลังภายในชาวฮ่องกง ซึ่งเขียนนวนิยายเพียง 15 เรื่องในชีวิต กินช่วงเวลาเพียง 17 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 2498-2515) ก็ยุติบทบาทนักเขียนนวนิยาย… ทั้งที่ใครๆ ก็รู้ ว่าด้วยมันสมองของเขา ไม่ยากที่จะเขียนนิยายกำลังภายในอีกสัก 50 เรื่อง โดยรีไซเคิลจากงานเก่า เช่นที่ฮอลลีวู้ดปฏิบัติมานานนม และด้วยฝีมือของเขา งานย่อมไม่แย่แน่นอน

แต่สำหรับกิมย้ง “หากไม่มีอะไรใหม่กว่าสิ่งที่เคยสร้างสรรค์มา ก็อย่าเขียนดีกว่า!” ว่าแล้วเขาก็ยุติบทบาทการเขียนนิยายจีนกำลังภายในที่เขาเป็นหัวหอก แล้ว “ล้างมือในอ่างทองคำ” (สำนวนนิยายกำลังภายใน หมายถึง “ลาออกจากวงการ”)

คุณวินทร์สรุปปิดท้ายในบทความว่า…

“มีศิลปินไม่มากนักในโลกที่สามารถทำเช่นนั้นได้ บิล แบลส ขายธุรกิจของเขาไปเป็นเงิน 50 ล้านดอลล่าร์ (ประมาณ 1,650 ล้านบาท) ส่วนกิมย้ง เป็นนักเขียนชาวจีนที่รวยที่สุด ประมาณทรัพย์สินของเขาที่ได้มาจากการเขียนหนังสือ ไม่ต่ำกว่า 600 ล้านเหรียญฮ่องกง (ประมาณ 2,520 ล้านบาท) แต่ศิลปินไทยส่วนใหญ่ ต่อให้หมดไฟหมดแรง ก็ยังต้องลุกขึ้นมาทำงาน มิเช่นนั้นจะหมดลมหายใจด้วยความหิวโหย!”

จากบทความของคุณวินทร์ ทำให้นึกไปถึงสิ่งที่ จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ เคยเขียนเกี่ยวกับ “การกระตุ้น PASSION ง่ายๆ ใน 4 ขั้นตอน” ซึ่งมีดังต่อไปนี้…

 

1. รู้จักนิสัยส่วนตัวอย่างแท้จริง

จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ อธิบายว่า บนโลกใบนี้ ทุกคนล้วนแตกต่าง ไม่มีใครเหมือนกัน… บุคลิกของเราโดยธรรมชาติ อาจเป็นคนชอบความถูกต้อง รักความสงบสุข ไม่ใช่คนกระตือรือร้น หรือชอบแสดงออก ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีบุคลิกแบบไหน ไม่ใช่ปัญหา ไม่มีถูก-ผิด เพียงแค่ต้องพิจารณาให้ชัดว่าเราเป็นคนแบบใด เพื่อนำมาปรับใช้

จอห์นเล่าถึง ชาร์ลี เวตเซล ผู้ร่วมเขียนหนังสือกับเขาหลายเล่ม ซึ่งมีลักษณะนิสัยไม่ชอบแสดงออก หรือตื่นเต้นในสิ่งที่สนใจจนออกนอกหน้า แต่เขาจะทำสิ่งต่างๆ ด้วยบุคลิกนิ่งๆ สงบ และเพียรพยายามอย่างยิ่ง… ในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองเขียนหนังสือร่วมกันถึง 45 เล่ม ซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ได้ หากเขาเป็นคนไม่มีความต่อเนื่อง… ถ้าคุณเป็นคนแบบเดียวกับชาร์ลี คุณย่อมสามารถใช้ความเพียรอย่างสม่ำเสมอที่มีอยู่ในตัว กระตุ้น Passion ให้ลุกโชน

กลับกัน หากคุณมีบุคลิกรักสนุก หรือชอบทำอะไรตามวิธีของตนเอง คุณมีแนวโน้มที่แสดงออกอย่างกระตือรือร้นในสิ่งที่คุณสนใจ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะหมดความสนใจได้อย่างรวดเร็ว เช่นกัน!

Passion จะร้อนแรง แต่ไม่คงทน… จอห์นยอมรับว่าเขาเป็นคนแบบนี้!

“ผมจะตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ มาก แต่ก็จะเปลี่ยนความสนใจไปยังสิ่งอื่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากมีนิสัยแบบนี้ ก็ต้องเอามาคิดด้วยว่า ตัวเราเหมาะกับการทำงานประเภทใด ควรกระตุ้น Passion ในด้านใด”

จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ เปรียบเทียบ Passion เหมือนการทำอาหาร เนื้อบางส่วน เช่น เนื้อที่ไม่มีมัน จะอร่อยที่สุด ก็ต่อเมื่อปรุงด้วยความร้อนสูง โดยใช้เวลาสั้นๆ แต่หากเป็นเนื้อติดมัน การปรุงย่อมต้องใช้ความร้อนต่ำ และเวลานาน… แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เราก็ปรุงอาหารให้อร่อยได้ เพียงแค่รู้ว่ากำลังปรุง “เนื้อแบบไหน” อยู่… เท่านั้น!

 

2. สังเกตเสมอ ว่าอะไรสำคัญสำหรับเรา

 

The Leadership Challenge คือหนังสือเกี่ยวกับผู้นำที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในโลกทุกวันนี้ ผู้เขียนคือ เจมส์ คูเซส และ แบร์รี่ โพสเนอร์ ผู้เขียนถาม จอห์น เอช สแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นพลตรีแห่งกองทัพสหรัฐฯ ว่า เขาพัฒนาผู้นำอย่างไร?

สแตนฟอร์ดตอบว่า “สำหรับผม ความลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็คือ จงมีความรักอยู่เสมอ การมีความรักในสิ่งที่ทำ จะส่งผลให้เรามีไฟจุดประกายให้คนอื่นๆ เกิด Passion ที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จมากกว่าปกติ ผู้ไม่มีความรัก จะไม่มีวันเข้าใจความตื่นเต้นนี้ ความรักจะทำให้เรามุ่งไปข้างหน้า และนำคนอื่นไปสู่ความสำเร็จ ผมไม่รู้ว่านอกจากพลังงานแห่งความรักแล้ว จะมีพลังงานอื่นที่ทำให้เรามีความสุข และรู้สึกดีได้มากกว่านี้อีกไหม”

สแตนฟอร์ดรู้สึกเสมอว่า ต้องรักษาความมุ่งมาดปรารถนาของตน ซึ่งก็คือ “การรักผู้อื่น” เอาไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่สามารถนำคนอื่นได้ แต่มีหลายคนทำเช่นนี้ไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่มีความหมายต่อตนเอง ซึ่งในที่สุดก็ทำให้ Passion ของคนเหล่านั้นมอดดับลง

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเริ่มไม่รู้สึกถึง Passion ของตน… จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ แนะนำว่า “ให้ย้อนถามตัวเอง ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับคุณ และเหตุใดจึงอยากไล่ตามความฝันนั้นในตอนแรก ตราบเท่าที่คุณจำความรู้สึกถึงสิ่งนั้นได้ การรักษา Passion ให้คงอยู่ ก็จะเป็นเรื่องง่าย”

 

3. อย่ากังวล ถ้าคุณจะต่างจากคนอื่น

 

จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ เล่าถึง ผู้ก่อตั้ง “เทย์เลอร์ กีตาร์” บริษัทผลิตเครื่องดนตรีที่ประสบความสำเร็จรายหนึ่งของโลก โดยเฉพาะชื่อเสียงในด้านการออกแบบเครื่องดนตรีใหม่ๆ ด้วยความรู้เกี่ยวกับกีตาร์ที่หาตัวจับยาก

บ็อบ เทย์เลอร์ เป็นคนที่แตกต่างจากเพื่อนๆ เด็กมัธยม กระทั่งตอนที่เข้าไปทำงานในร้านกีตาร์ “อเมริกัน ดรีม” เมื่ออายุ 19 เขาก็แตกต่างจากคนในร้านนั้นเช่นกัน! บ็อบไม่สนใจว่าตัวเองไม่เหมือนใคร เขาสนใจเพียงการไล่ตามความฝันของเขาเท่านั้น

“ช่วงแรกๆ ที่ทำงาน ผมเองรู้สึกว่าตัวเองแปลกประหลาด รู้สึกว่าตัวเองเข้ากับคนอื่นๆ ในหน่วยงานไม่ได้ ผมไม่เคยเป็นหนึ่งในพวกเด็กใหม่… ตอนแรก ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ แต่ด้วยความเชื่อในสิ่งที่ทำ ผมมุ่งมั่นไปข้างหน้า แม้จะใช้เวลาหลายปี แต่ในที่สุดผมก็ทำสำเร็จ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ หลังจากนั้นไม่นาน คนอื่นๆ ล้วนมาขอคำแนะนำจากผมทั้งสิ้น”

จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ สรุปจากประสบการณ์ของบ็อบ เทย์เลอร์ ว่า “ผู้บรรลุฝั่งฝันได้ ย่อมต้องมีความโดดเด่นบางอย่าง คุณไม่สามารถบรรลุความฝันที่ต้องการ หากยังไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ ถ้าคุณต้องการมีชีวิตที่พิเศษและสร้างสิ่งมหัศจรรย์ คุณต้องก้าวไปตาม Passion โดยไม่ต้องสนใจ ว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับคุณ”

 

4. ไม่ปล่อยให้อายุ และอุปสรรค ทำร้ายคุณ

เด็กๆ จะมี Passion และความกระตือรือร้นตามธรรมชาติ พวกเขารักที่จะใช้ชีวิต มีความฝันใหญ่โต บางคนสามารถเก็บความกระตือรือร้นและพลังงานเหล่านี้ไว้ได้จนโตเป็นผู้ใหญ่

แต่ ณ จุดใดจุดหนึ่งของชีวิตที่ยาวนาน มนุษย์จะทำความกระตือรือร้นหล่นหาย แล้วจะมีความเฉื่อยชาเข้ามาแทนที่ มากขึ้นๆ สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นเพราะเราสูญเสียอุดมคติ หรือเพราะอุปสรรคที่เกิดขึ้นทุกวันทำให้เราหมดกำลังใจ และสุดท้าย Passion ของเราจะหายไป!

อย่าปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความผิดหวังและความยากลำบากสักแค่ไหน? อย่าให้มันมาบั่นทอน Passion ของเรา เพราะแม้ผู้ที่ต้องเผชิญกับความทุกข์แสนสาหัส ก็ยังสามารถค้นหาเป้าหมายในชีวิตได้

จอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ ย้ำว่า “ในแต่ละช่วงของชีวิต มีทั้งอุปสรรคและสิ่งดีๆ มีทั้งความทุกข์ทรมานและชัยชนะ ขึ้นอยู่กับคุณที่จะดึงด้านดีออกมาให้มากที่สุด และอย่าปล่อยให้ด้านลบทำให้คุณท้อแท้และสิ้นหวัง”

จอห์นยอมรับว่า ถึงตอนนี้จะอายุใกล้ 70 พลังงานในตัวมีน้อยกว่าแต่ก่อนมาก แรกๆ เขารู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่อยากให้ตัวเองทำอะไรช้าลง แต่เขากลับได้เติม Passion อยู่ตลอดเวลา ด้วยการใช้ชีวิตกับครอบครัว…

“ผมให้เวลากับตัวเองมากขึ้น มีความสุขกับครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลานๆ ทั้ง 5 คน ผมยังคงมีไฟ มี Passion และมีความสุขกับชีวิตช่วงนี้ ไม่ต่างจากช่วงที่แล้วๆ มา”

การทำในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทำ จะทำให้เรามีพลังก้าวต่อไป… มันจะเปลี่ยนเราในด้านวิธีคิด วิธีทำงาน และความสัมพันธ์กับคนอื่น… Passion เป็นพลังอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงเราได้…

จอห์น รัสกิน นักเขียนและนักวิจารณ์ เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อความรักกับทักษะ รวมเข้าด้วยกัน ย่อมก่อให้เกิด Passion ในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก”

 


เรียบเรียงโดย LEARNING HUB THAILAND

3 ขั้นตอน สร้างรายได้งามๆ จากงานประจำ

คุณอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า

แต่ทว่า สำหรับคนทำงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือนแล้ว การสร้างรายได้ในสายอาชีพของคุณไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงคุณได้อ่านบทความนี้

คำถามคือ งานประจำทำเงินกว่า ได้อย่างไร ?

เคยได้ยินประโยคที่ว่า “เงินลอยอยู่ในอากาศ” หรือไม่ ? ประโยคนี้เปรียบเปรยว่า ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ก็มีโอกาสสร้างเงินได้ทั้งนั้น

บทความสั้นๆ ต่อไปนี้ จะช่วยบอกวิธีสร้างเงินมหาศาลจากงานประจำที่คุณทำซ้ำๆ ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

1.ค้นหา passion ของตัวเองให้เจอ

คำว่า passion หากจะแปลให้ใกล้เคียงกับความหมายดั้งเดิมที่สุด น่าจะแปลว่า “สิ่งที่หลงใหลจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต”

ปัจจุบันคุณอาจทำงานประจำเป็น นักบัญชี ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย ข้าราชการ ฯลฯ

แต่ passion ของคุณ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรอบงานประจำ

เช่น คุณอาจจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่อง แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่นฟัง ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอาชีพพิธีกร ,คุณอาจจะชอบวิเคราะห์ตัวเลขสถิติการเงินทั้งที่คุณไม่ได้ทำงานด้านการเงิน ,คุณอาจจะชอบขายทั้งที่ไม่ได้ทำอาชีพนักขาย

ขั้นตอนแรก แค่หาให้เจอก็พอ อย่าเพิ่งคิดว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ

2.ค้นหา skill จากงานประจำ

ขั้นตอนที่สอง แค่จำแนกสิ่งที่คุณทำเป็นประจำว่าคุณมีสิ่งใดบ้างที่เป็น skill อย่าเพิ่งกังวลว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยๆ

คำว่า skill หรือ ทักษะ ไม่ได้หมายถึงความเก่ง ไม่ได้หมายถึงวิชาชีพเท่านั้น แต่หมายถึง สิ่งที่ทำซ้ำๆ ทำจนชินเป็นนิสัย หรือ ทำไปโดยอัตโนมัติ

อาจเปรียบเทียบได้กับการปั่นจักรยานที่ทุกวันนี้คุณสามารถปั่นได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก

ในงานประจำของคุณที่อาจจะดูน่าเบื่อหน่าย ถ้ามองให้ดีแล้วจะค้นพบว่ามีทักษะ หลายอย่างที่หลบซ่อนอยู่

เช่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์การเงิน อาจมี ทักษะ คือ การพิมพ์ดีด การใช้โปรแกรม Excel การติดต่อลูกค้าต่างประเทศ การนำเสนองานในที่ประชุม การเอาตัวรอดจากเจ้านายขี้วีน การออมเงินเดือนให้เพียงพอค่านมลูก ฯลฯ

3.สร้าง Connection

เครือข่ายไม่ได้มีความสำคัญแต่เฉพาะนักธุรกิจเท่านั้น สำหรับคนทำงานประจำก็สำคัญเช่นกัน

โดยเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือ Social Media ที่สามารถสร้างทั้งโอกาสดีๆ และรายได้งามๆ ให้แก่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายได้ง่ายๆ

ในขั้นตอนนี้ ให้คุณนำ Passion ที่มี บวกเข้ากับ Skill ที่มี แล้วค้นหา “สิ่งที่คุณสามารถช่วยผู้อื่นแก้ปัญหาได้”

แล้วนำเสนอสิ่งนั้นให้เพื่อนและเครือข่ายของคุณรับรู้ เช่น

คุณมี Passion เรื่องการเล่าเรื่องราวแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้ผู้อื่น

คุณมีทักษะด้านการใช้โปรแกรม Excel เท่ากับ คุณสามารถสอนผู้คนมากมายที่ไม่มีพื้นฐานด้านการใช้ Excel ให้สามารถใช้งานได้ในแบบที่คุณทำได้ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สสอนสด หรือ Online

 

                   เปรียบเทียบ Passion เป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์ผลไม้

                   Skill เป็นเหมือนการรดน้ำพรวนดิน

                   Connection ก็จะเปรียบเสมือนผู้คนที่เดินอยู่ในตลาดผลไม้

 

อย่าลืม ค้นหาเมล็ดพันธุ์ผลไม้ของตัวเองให้เจอนะครับ เพราะนี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณหยิบเงินที่ลอยอยู่ในอากาศมาเข้ากระเป๋าของคุณได้ !!!

image1

Coach Mangpor

เพจ เล่าเป็นเรื่อง

https://m.facebook.com/rhetoricalcoach/