การมองโลกในแง่ดีช่วยให้คุณรวยขึ้นได้อย่างไร

การมองโลกในแง่ดีช่วยให้คุณรวยขึ้นได้อย่างไร

คุณคิดว่า คนมองโลกในแง่ร้าย กับ คนมองโลกในแง่ดี ใครมีสุขภาพทางการเงินดีกว่ากัน

หลายท่านน่าจะคิดว่ามองโลกในแง่ร้ายเข้าไว้จะทำให้เราไม่เอาเงินไปใช้พร่ำเพรื่อ ไม่หลงกลคนต้มตุ๋น ส่วนถ้ามองโลกแง่ดีไปก็คงใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเพราะคิดว่าหาใหม่ได้เรื่อย ๆ และตกเป็นเหยื่อคนต้มตุ๋นได้ง่าย

เรื่องนี้คุณจะอธิบายอย่างไรก็ได้ แต่ผลการศึกษาในอเมริกาบอกว่า ชัยชนะทางการเงินเป็นของ…คนมองโลกในแง่ดี
=====

การศึกษาชิ้นนี้อธิบายว่า คนรุ่นใหม่เต็มไปด้วยความเครียดมากกว่าคนยุคก่อนหน้า แถมยังไม่มีความสุขในชีวิตอีกต่างหาก เมื่อสำรวจคนที่มองโลกแง่บวกกับคนที่มองโลกในแง่ลบพบว่าคนมองโลกในแง่บวกจะตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องเงินได้ฉลาดกว่า และเต็มไปด้วยประโยชน์ที่จับต้องได้มากกว่า

การมองโลกเชิงบวกจะทำให้คน ๆ นั้นมีสติครุ่นคิดเรื่องการเงินได้ดีกว่า คนกลุ่มนี้จะใช้เงินไปกับสิ่งที่จำเป็นและงอกเงยได้ พวกเขาจะมองหาความรู้ด้านการเงินและฟังคำแนะนำที่ดี มีการวางแผนและการลงทุน

แตกต่างจากคนที่มองโลกแบบไม่ไว้วางใจ ซึ่งมักจะตัดสินใจทางลบ เคลื่อนไหวอย่างตื่นตระหนกตามสถานการณ์บีบคั้น
=====

เมื่อปรับความคิดในเชิงบวก (ต้องไม่ลืมว่า หมายถึงบวกอย่างมีปัญญา) ก็เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อทางความคิดให้แข็งแรง ซึ่งใครก็สามารถสร้างได้ และหากครอบครองความแข็งแรงนั้นแล้วก็จะนำไปสู่การขยับขยายเพื่อสร้างผลประโยชน์ได้ต่อไป

คำแนะนำสำหรับการสร้างความคิดด้านบวกแบบมีปัญญาเพื่อให้เงินไหลมาเทมา มีดังต่อไปนี้
=====

โฟกัสไปยังสิ่งที่เข้าท่า

เริ่มต้นวันใหม่ ด้วยการสร้างสิ่งที่จะเป็นประโยชน์งอกเงย เช่น คว้าโทรศัพท์มาเช็คดูข่าวสำคัญ ปรับพฤติกรรมให้คุณเป็นมนุษย์ที่ใช้สื่ออย่างคุ้มค่า ด้วยการเริ่มต้นวันด้วยการเสพสิ่งที่มีคุณค่า ทำให้เราใช้เวลาอย่างถูกต้องไม่ใช่ไปจมจ่อมกับเรื่องที่เจ็บปวดทรมาน
=====

มองหาความก้าวหน้า อย่าคิดว่าต้องสมบูรณ์แบบ

ปัญหาของคนที่เป็น “เพอร์เฟคชั่นนิสต์” หรือมนุษย์สมบูรณ์แบบ คือการมองแบบจับผิดว่าอะไรที่ไม่ถูกต้อง อะไรที่คลาดเคลื่อนไปจากความสมบูรณ์แบบ ซึ่งวิธีการมองแบบนี้เข้าข่ายการมองโลกในแง่ลบ

คุณควรปรับการมองว่า สิ่งที่ได้ทำลงไปหรือสิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่นั้นสามารถนำมาพัฒนาตรงไหนได้บ้าง การปรับปรุงสิ่งละอันพันละน้อยใดบ้างที่ช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้มากขึ้น
=====

สื่อสารกับคนอื่นอย่างมีความหมาย

การเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างมีคุณค่าทำให้เราได้สิ่งตอบแทนที่มีคุณค่าด้วยเช่นกัน ลองส่งอีเมลเรื่องดีเพื่อสื่อสารสิ่งที่เป็นบวกไปยังคนอื่น จะเป็นการขอบคุณหรืออะไรก็ตามแต่กับคนในครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน ก็ล้วนเป็นพฤติกรรมเชิงบวกทั้งสิ้น การทำแบบนี้ทำให้เรารู้สึกสัมพันธ์กับสังคมภายนอก เกิดความสุขและความคิดเชิงบวกตามมานั่นเอง

ทั้งหมดนี้ คือการสร้างสภาวะการมองโลกเชิงบวก จากนั้น การคิดและตัดสินใจต่าง ๆ ของเราก็จะนำมาซึ่งจังหวะและเวลาที่ถูกต้อง สภาพทางการเงินก็จะย่อมเป็นไปในทางที่ดีขึ้นตามผลการวิจัยอย่างแน่นอน
=====


เรียบเรียงจาก “The Financial Upside of Being an Optimist” โดย elle Gielan จาก Harvard Business Review 12 มีนาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

5 แก่นแท้สู่การเป็นผู้นำชั้นยอด

5 แก่นแท้สู่การเป็นผู้นำชั้นยอด

ทราบไหมว่า สิ่งที่ทำให้ผู้นำหลายคนล้มเหลว คืออะไร ทั้งที่บางคนมีความเฉลียวฉลาดถึงระดับวัดไอคิวได้เป็นอัจฉริยะ ผลงานส่วนบุคคลอยู่ในระดับเหรียญทอง หรือมีบุคลิกภาพดีจนน่าเลื่อมใส แต่สุดท้ายคนเหล่านั้นกลับไม่สามารถคุมองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้จนเป็นที่ร่ำลือมาต่อเนื่องยาวนาน

คำตอบก็คือ ผู้นำเหล่านี้ขาดสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)’ จากการค้นคว้าวิจัย หาความสัมพันธ์ของบรรดาผู้นำในองค์กรและระดับความสำเร็จที่เกิดขึ้น พบว่ายิ่งผู้นำฉลาดทางอารมณ์เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้องค์กรเดินหน้าไปอย่างสดใสมากเท่านั้น
=====

ความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่เรียนรู้และพัฒนาได้ ประกอบไปด้วย 5 แก่นหลัก ได้แก่ การรู้จักตัวเอง การควบคุมตนเอง แรงกระตุ้นจูงใจ ความเห็นอกเห็นใจ และทักษะทางสังคม

1.การรู้จักตัวเอง

ไม่ใช่เพียงรู้ว่าตัวเองเป็นใครในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องรู้เท่าทันว่าตนเองมีคุณสมบัติอะไร อะไรคือข้อดี อะไรคือข้อเสีย และปรับใช้สิ่งเหล่านั้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ผู้นำชั้นยอดจะรู้จักปฏิเสธ ถ้าโปรเจคที่ได้รับข้อเสนอมานั้นไม่เหมาะกับตัวเอง เช่น ถ้าเป็นคนค่อนข้างอารมณ์ร้อน แต่ต้องทำงานกับหัวหน้าอารมณ์ร้อนพอๆ กันภายใต้สถานการณ์กดดันตลอดเวลา แบบนั้นก็จะคิดให้หนักก่อน

หรือผู้นำที่รู้จักตัวเองอาจจะรับงานดังกล่าว แต่มอบหมายให้ผู้นำระดับรองลงไปที่มีความอดทนดีกว่า เป็นคนเข้าไปจัดการแทน เป็นต้น
=====

2.การควบคุมตนเอง

ลืมเรื่องเล่าอย่างบอสจอมทำลายข้าวของและด่ากราดไปได้เลย เพราะคนเป็นผู้นำต้องมีน้ำอดน้ำทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัวเองในการทำงานกับคนอื่น ลองนึกถึงผู้นำที่ยังใจเย็นได้ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุ เป็นใครก็ย่อมเคารพนับถือ

ผู้นำที่ควบคุมตนเองได้จะถูกมองว่ามีเหตุผลและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้ดี รวมถึงไม่แสดงอาการร้อนรน สามารถพาทีมก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงได้ดีไปด้วยนั่นเอง
=====

3.แรงกระตุ้นจูงใจ

เชื่อว่าคนทำงานที่ไหนต่างก็มีแรงกระตุ้นทั้งนั้น แต่การเป็นหัวหน้าทีม จะต้องแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง แรงกระตุ้นในเรื่องเงินกับแรงกระตุ้นในเรื่องงาน

ผู้นำที่ทุ่มเทเพื่อให้ผลงานออกมาดี ด้วยความลุ่มหลงและความรักในงาน มีพลังงานที่จะทำงานอย่างล้นเหลือ ย่อมจะทำให้ลูกทีมเห็นถึงแบบอย่างที่ดี จนอยากจะร่วมมือผลักดันให้งานสำเร็จมากกว่าจะรอจังหวะหยิบฉวยผลประโยชน์เพื่อตัวเอง
=====

4.ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ไม่ว่าใครก็ล้วนอยากได้ความเข้าใจและความเห็นใจ ในชีวิตส่วนตัวคนอาจจะเห็นใจกันได้แต่เมื่อเข้าสู่เรื่องธุรกิจก็มักจะเต็มไปด้วยความเขี้ยวจนไม่ค่อยคิดถึงจิตใจกันสักเท่าไหร่

เหมือนประโยคที่บอกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องธุรกิจ” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การทำธุรกิจจะเห็นอกเห็นใจกันไม่ได้

ผู้นำไม่จำเป็นต้องแคร์คนในทีมถึงขนาดที่ต้องทำให้ทุกคนโอเคหรือเอาใจทุกคนเกินเหตุ แต่ในยามที่ต้องตัดสินใจหรือคิดถึงการทำงาน ผู้นำจะนำความรู้สึกของคนในทีมมาใคร่ครวญด้วยเพื่อหาหนทางที่จะสร้างสมดุลระหว่างการตัดสินใจกับความรู้สึกของผู้อื่นให้ได้มากที่สุด
=====

5.ทักษะทางสังคม

ในแก่นของความฉลาดทางอารมณ์ 3 ข้อแรกคือการเน้นไปที่ตัวเอง ส่วน 2 ข้อหลังจะเน้นไปที่คนอื่น ข้อนี้คือการเข้าสังคมที่ไม่ได้หมายความถึงการแต่งตัวเป็น ออกงานบ่อย สร้างภาพดีแต่อย่างใด

ทักษะเข้าสังคมของผู้นำ คือการมีมนุษย์สัมพันธ์อย่างมีจุดมุ่งหมาย รู้ว่าคนในสังคม (หมายถึงคนในทีมและคนภายนอก) เป็นอย่างไร มีทักษะว่าจะจูงใจคนให้มารวมกัน ปลุกเร้าให้คนเดินไปในทิศทางใด ถ้ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในธุรกิจ ก็สามารถใช้ทักษะโน้มน้าวคนจำนวนมากให้คล้อยตามได้


แก่นแท้ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมา ทักษะข้อสุดท้ายมีความสำคัญมากที่สุด เพราะลูกทีมย่อมคาดหวังว่าผู้นำจะต้องหลอมคนในทีมให้เป็นหนึ่งเดียว แต่นั่นก็หมายความว่าผู้นำคนนั้นจะต้องมี 4 ข้อก่อนหน้านี้เป็นพื้นฐานก่อนนั่นเอง
=====


เรียบเรียงจาก “What Makes a Leader?” โดย Daniel Goleman จาก Harvard Business Review มกราคม 2014

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

3 เทคนิคในการยอมรับและชื่นชมลูกน้อง

3 เทคนิคในการยอมรับและชื่นชมลูกน้อง

ถ้าลองไปถามลูกทีมหรือลูกน้องในองค์กรต่าง ๆ ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงยังคงทำงานอยู่ที่นั่น คำตอบส่วนใหญ่ที่ออกจากปากพวกเขาก็คือ “ผม / ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าและมีตัวตน”

ซึ่งความรู้สึกนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารคนที่เรียกว่า “ต้องแสดงการยอมรับและยกย่องชื่นชม” (Recognition and Appreciation)

ผู้นำที่อยากให้ลูกน้องที่เก่งและดีทำงานด้วยกันต่อหรืออยากให้ลูกน้องพัฒนาผลงานด้วยความเต็มใจ ไม่ควรละเลยหลักการนี้เป็นอันขาด เพราะสองหลักการนี้นำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจ

เมื่อคนทำงานได้รับความภาคภูมิใจ พวกเขาก็จะร่วมผลักดันผลงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการคิดสร้างสรรค์ การอดทนทำงาน การซื่อสัตย์ หรือการรีดเค้นผลงานที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา
=====

การยอมรับ (Recognition) ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงออกว่าจดจำตัวเขาและผลงานที่เขาทำได้ แต่ยังรวมถึงการให้ Feedback เชิงบวก ว่าลูกน้องได้ทำอะไรดี ๆ มาบ้าง บางครั้งอาจอยู่ในรูปของการให้รางวัล ให้โบนัส เลื่อนขั้น หรือบางทีเพียงแค่การพูดว่าขอบคุณหรือเขียนโน้ตเป็นลายมือก็ถือว่ามีคุณค่ามากพอแล้ว

แต่การยอมรับต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะวิธีนี้ไม่สามารถทำได้กับทุกคน ที่สำคัญมันเป็นการให้คุณให้โทษที่ขึ้นอยู่กับผลงานที่เกิดขึ้นจึงต้องทำเป็นวาระโอกาสและเป็นวาระที่มักจะมาจากเจ้านายไปสู่ลูกน้องเป็นหลักด้วย
=====

การยกย่องชื่นชม (Appreciation) มีเพื่อเสริมส่วนที่การยอมรับ (Recognition) ขาดหายไป

เพราะวิธีนี้ไม่ใช่แค่การรอให้เขาทำผลงานดีออกมาก่อนเท่านั้น แต่การยกย่องชื่นชมสามารถทำได้เรื่อย ๆ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายทำงานดี

การชื่นชมว่าอีกฝ่ายมีคุณค่านั้น ทำได้หลายวาระกว่า ดังเช่นเทคนิค ต่อไปนี้

=====

รับฟัง

การฟังอีกฝ่ายพูดเป็นแสดงถึงการให้ความสำคัญ หากมีคนมาคุยด้วยตอนเรากำลังเล่นมือถือหรือจ้องหน้าคอมพิวเตอร์อยู่แล้วเราต้องการให้ความสำคัญกับเขา ให้หยุดกิจกรรมนั้นแล้วหันมาสบตาผู้พูดและตั้งใจฟังดีกว่า
=====

บอกคนอื่นๆ ว่าคนที่เราชื่นชมนั้นเจ๋งอย่างไร

การประกาศให้คนอื่นรู้นั้นไม่ต่างจากการให้ของขวัญที่ล้ำค่า เพราะนอกจากจะทำให้เจ้าตัวปลื้มแล้ว ยังเป็นการสร้างสถานะที่ดีของคนที่ถูกชมต่อหน้าสาธารณะชนอีกด้วย
=====

แสดงออกไปเลย

บอกคนที่เราชื่นชมไปเลย ว่าสิ่งที่เป็นตัวเขานั้นดีเยี่ยมเพียงไร อาจจะถามเขาด้วยว่าเขาทำมันได้อย่างไรเพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่เขาทำว่ามันมีมากจนเราสนใจ และแสดงความสนใจว่ามันจะดำเนินไปอย่างไรต่อ

ผลการสำรวจของพนักงานในองค์กรต่างๆ ผลที่ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งพบว่า คำชื่นชมจากเจ้านายทำให้พวกเขามีแรงใจที่จะอยู่ที่เดิมต่อไป และแม้ว่าเจ้านายจะชื่นชมบ้างแต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ยังจะอยากได้มันต่อไปอีกเรื่อย ๆ

แล้วคุณล่ะ วันนี้คุณได้ให้ยอมรับหรือชื่นชมคนอื่นอย่างจริงใจแล้วหรือยัง
=====

เรียบเรียงจาก “Why Employees Need Both Recognition and Appreciation” โดย Mike Robbins จาก Harvard Business Review 12 พฤศจิกายน 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645



เรียนรู้จากงานยังไงให้เก่งเร็วขึ้น

เรียนรู้จากงานยังไงให้เก่งเร็วขึ้น

คนส่วนใหญ่มีทัศนคติว่าการศึกษาการเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นในตอนที่เราเป็นเด็ก ต้องเกิดขึ้นในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ต้องเกิดขึ้นในระบบที่กระทรวงศึกษาธิการออกแบบมาเท่านั้น

ซึ่งถ้าทัศนคติเช่นนั้นเป็นทัศนคติที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง คนส่วนใหญ่บนโลกก็คงประสบความสำเร็จไปแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จมีคุณสมบัติประการหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ การเป็นนักเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา

====

ที่บอกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมาสนับสนุนให้คุณไปเรียนต่อเอาใบปริญญามาประดับฝาบ้านเพิ่ม เพราะการทำเช่นนั้นก็หมายความว่าคุณยังหนีไม่พ้นทัศนคติของคนส่วนใหญ่ที่ผมบอกไปอยู่ดี

การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นที่หัวใจซึ่งเปิดกว้างและกระหายที่จะรู้ เข้าใจ และเปลี่ยนแปลง เมื่อมีทัศนคติที่ถูกต้องแล้วต่อให้คุณมีอาชีพการงานที่ต้องทำทุกวันคุณก็สามารถเรียนรู้ได้อยู่ตลอด
เพราะการทำงานก็เป็น ‘ห้องเรียน’ ที่ดีที่สุดห้องหนึ่งเลยทีเดียว
====

เราจะเรียนรู้จากการทำงานได้อย่างไร

ในตำราการบริหารจัดการยุคใหม่หรือ Management 3.0 และหลักการบริหารแบบ Agile (หลักการทำงานที่เน้นการสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย) มีเครื่องมือหนึ่งที่มีประโยชน์มากในการเรียนรู้จากการทำงานจริง

เครื่องมือนั้นชื่อ Celebration Grid

Celebration Grid คือ แผนภาพไดอะแกรมที่เป็นแกนตั้งฉากระหว่างพฤติกรรมกับผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งจะบอกส่วนผสมระหว่าง ความสำเร็จ (Success) กับ ความล้มเหลว (Failure) ที่เกิดขึ้น

ในขณะที่คนส่วนใหญ่โหยหาแต่ความสำเร็จ ซึ่งดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้เราไม่ได้เรียนรู้และไม่เกิดนวัตกรรม การแก้ปัญหาใหม่ ๆ
====

แก่นแท้ของการเรียนรู้จากความล้มเหลว

Celebration Grid แสดงให้เราเห็นชัดเจนว่า ณ พื้นที่ที่ประกอบไปด้วยความสำเร็จจากการทำตามสูตรเดิม และ ความล้มเหลวจากการทดลองอะไรใหม่นั่นแหล่ะคือพื้นที่ที่เราจะได้เรียนรู้มากที่สุด

เพราะถ้าเรายึดติดกับความสำเร็จเราจะไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ ๆ และนั่นจะทำให้เราไม่ได้เรียนรู้ ส่วนถ้ามุทะลุบ้าบิ่นทำแต่สิ่งใหม่

ทดลองมันร่ำไปเราอาจจะพบแต่ความผิดพลาดล้มเหลวจนสูญเสียกำลังใจและไม่ได้เรียนรู้เช่นกัน

คำถามสองข้อที่เราควรถามตัวเองและทีมเมื่อทำโปรเจคต่าง ๆ เสร็จสิ้น(หรือทำงานเสร็จในแต่ละสัปดาห์) ก็คือ

อะไรบ้างที่เราทำได้ดี (เรามีหลักปฏิบัติที่ดีอย่างไรบ้าง)

อะไรบ้างที่เราได้เรียนรู้ (เราได้ทดลองทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง)

รักษาสมดุลระหว่างคำถามทั้งสองข้อนี้ให้ได้เรื่อย ๆ แล้วคุณจะพบว่าตัวเองกลายเป็นนักเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสูงที่มีห้องเรียนที่ชื่อว่า ‘การทำงาน’ นั่นเอง

====

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ในองค์กร (Learning Organizations expert)

Learning Hub Thailand เราพัฒนาคนในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

เทคนิคบริหารทีมแบบ Gemba ของญี่ปุ่น

เทคนิคบริหารทีมแบบ Gemba ของญี่ปุ่น

Gemba คือหลักในการบริหารโดยการ ‘เดิน’ เข้าไปหาทีมงานของคุณทีละคน ไปอยู่ ณ ที่ตรงนั้นกับพวกเขาอย่างแท้จริง ร่วมรับรู้ปัญหา ความกังวล ความกลัว และความสำเร็จของพวกเขาอย่างแท้จริง

นี่คือหลักการเรียบง่ายที่หลายคนละเลยและหลงคิดไปว่าไม่สำคัญ ทั้งที่มันคือหัวใจดวงหนึ่งของการบริหารจัดการที่ทำให้บริษัทใหญ่ ๆ ระดับโลกอย่างโตโยต้าและบริษัทดีแทค ของประเทศไทยประสบความสำเร็จมาแล้ว
====

ทำไมต้องเดิน

หลักการในการบริหารจัดการทีมแบบญี่ปุ่นนั้นมีมานานแล้ว ศัพท์ญี่ปุ่นมีคำที่ใช้แพร่หลายในวงการ management อย่าง Gemba ที่หมายถึง สถานที่จริง การเดินไปที่สถานที่จริงไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน ไซด์งาน ร้านค้า หรือที่ที่ลูกค้าอยู่จะทำให้เราเห็นปัญหาที่แท้จริงมากกว่าแค่คิดอยู่ในห้องประชุม

บริษัทโตโยต้านำหลักการนี้ไปใช้ในชื่อ Genchi Genbutsu (หมายถึง การเดินไปดู) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำให้โตโยต้าผงาดขึ้นมาเป็นธุรกิจอันดับหนึ่งของโลก
====

แล้วเราควรจะเดินอย่างไร

แน่นอนว่าเพียงแค่มีเท้าก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำหลักการนี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแม้จะเป็นแค่การเดินเข้าไปพบปะกับทุกคนภายในทีมก็ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์และธรรมชาติของการบริหารจัดการด้วย

ต่อไปนี้ คือหลักการสำคัญสองข้อที่คุณควรรู้ก่อนออกเดิน

หลักการข้อที่ 1 พาตัวเองไปใกล้กับงานสำคัญที่สุด

ถ้าไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหน ทิศทางแรก ๆ ที่คุณควรเดินไปก็คือ ทางที่งานสำคัญที่สุดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงานที่กำลังจะถึงเดดไลน์ เมกะโปรเจคที่จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ถ้ามีสองทีมที่สำคัญไม่แพ้กัน ให้เลือกพาตัวเองไปอยู่ร่วมกับแต่ละทีมแบบสลับวันหรือสลับสัปดาห์กันก็ได้เพื่อให้ทั้งสองทีมรับรู้ว่าคุณไม่ได้ละเลยทีมไหนไป
====

หลักการข้อที่ 2 จงทำให้มันคาดเดาไม่ได้

การเดินไปพบปะสมาชิกในทีมของคุณจะกลายเป็นงานซ้ำซากทันทีถ้าคุณกำหนดวัน เวลาที่จะเดินไปแบบตายตัว คุณจะไม่ได้พบเจอ ‘ของจริง’ เพราะทันทีที่สมาชิกในทีมรู้ว่าคุณจะมาพวกเขาจะประดิษฐ์สภาวะแวดล้อมขึ้นมาต้อนรับคุณ และเมื่อถึงเวลานั้นการเดินไปยังสถานที่จริงของคุณก็จะไม่ใช่การพบเจอความจริงอีกต่อไป

คำถามที่พบเจอบ่อยก็คือ “แล้วมันจะไม่ทำให้พนักงานรู้สึกขวัญผวาเหรอ”

การเดินไปพบปะสมาชิกในทีมไม่ใช่การไปตรวจสอบหรือไปตามงาน คุณควรทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างมีความสุขที่สุด ลองถามพวกเขาในเรื่องทั่วไปบ้างไม่ใช่แค่งานเพียงอย่างเดียว ทำอย่างไรก็ได้ให้พวกเขารู้สึกว่าการปรากฏตัวของคุณเกิดขึ้นเพื่อช่วยเขา

ลองถามตัวเองว่าคนลักษณะไหนที่คุณปรารถนาจะพบเจอ แล้วทำแบบนั้นกับสมาชิกในทีม จำไว้ว่าการเดินของคุณคือการนำความสุขไปมอบให้พวกเขา ไปช่วยเหลือพวกเขา ไม่ใช่การเดินไปเพิ่มความเครียดในการทำงานให้พวกเขา

อ้างอิง : Grier, The Gemba Walk / Appelo, Management 3.0 / Markovitz, Go to Where the actual work is being done)
====

เรียบเรียงโดย อ. เวย์ เวสารัช โทณผลิน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ในองค์กร (Learning Organizations expert)


Learning Hub Thailand เราพัฒนาคนในองค์กร เพื่อเพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข


ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

5 เทคนิคขั้นสูงในการทำงานได้เยอะด้วยเวลาน้อย

5 เทคนิคขั้นสูงในการทำงานได้เยอะด้วยเวลาน้อย

คุณเป็นอีกคนที่เคยเจอสถานการณ์งานกองท่วมหัวแต่มีเวลาแค่น้อยนิดใช่ไหม คุณอาจจะเคยลองใช้เทคนิคจัดลำดับความสำคัญหรือไม่ก็เคยตัดงานไม่สำคัญออกแล้วเลือกโฟกัสเน้น ๆ ไปแล้วด้วยซ้ำ

แต่มันก็ยังไม่ได้ผลใช่ไหม

ต่อไปนี้คือเทคนิค ‘ขั้นกว่า’ ที่ให้คุณลองหยิบไปใช้ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาการทำงานให้ได้เยอะ คุณภาพดี ภายในเวลาที่น้อยนิด
====

ระบุความคาดหวังให้ชัด

ต้องไม่ลืมว่าในงานหนึ่งชิ้นจะมีส่วนที่ลูกค้าหรือคนที่เกี่ยวข้องอยากได้เป็นพิเศษ และส่วนที่คิดว่าแค่ขอให้มีไปงั้น ๆ ฉะนั้นลองพูดคุยกันให้เคลียร์ไปเลยจริง ๆ ว่าคุณจำเป็นต้อง ‘จัดหนัก’ ตรงไหนกันแน่

และถ้ารู้แล้ว คุณจะได้เน้นไปยังส่วนสำคัญโดยเน้นส่วนนั้น โดยไม่ต้องเสียเวลากับสิ่งที่คิดว่าไม่มีความจำเป็นมากเกินไปตั้งแต่แรก

====

เอาของเก่ามาปรับใช้ใหม่

นี่คือโลกแห่งยุครีไซเคิล ดังนั้นการเอาของที่มีอยู่แล้วมาใช้ใหม่ หรือนำมาประยุกต์แบบหมุนเวียนถือเป็นการประหยัดเวลาและทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมด้วย

ลองลิสต์ออกมาดูว่าบรรดาสไลด์ต่าง ๆ เนื้อหาข้อความ ร่างโปรเจ็กต์ หรือหลักสูตรการฝึกอบรมต่าง ๆ ที่คุณเคยทำเอาไว้ มีอะไรที่นำมาปรับใช้ใหม่ได้บ้าง
====

สร้าง Template และ Check List

เมื่องานเร่ง เวลาก็น้อยจะมีอะไรที่ดีไปกว่าการมีร่างเอาไว้ แล้วใช้เวลาที่มีอยู่น้อยนั้นมาปรับให้กลายเป็นงานชิ้นใหม่ การทำ Template ว่าจะต้องใส่ข้อความอะไร เพิ่มหรือปรับตรงไหนจากร่างที่มีอยู่จะช่วยทำให้คุณเปลี่ยนจากการทำข้อสอบเขียนบรรยายสองหน้าอันยืดยาว เป็นการเติมคำอย่างง่าย

และหากคุณมี Check List เพื่อเช็คงานตัวเองทีละข้อ ๆ จนครบถ้วน จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะ คุณจะได้ไม่ต้องกังวล และสับสนว่าทำอะไรไปหรือยัง แล้วยังขาดอะไรอยู่อีกบ้าง
====

เรียกคุยเลยดีกว่า

ในบางครั้ง การมัวแต่นั่งเขียนบันทึก หาคำเป็นทางการ หรือทำสื่อนำเสนอที่แสนวุ่นวายอาจเป็นการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น แถมยังเปลืองทรัพยากรอีกต่างหาก

ในบางกรณี หนทางอย่างการเรียกมาพูดคุยกัน สนทนาตอบโต้เพื่อหาข้อสรุป จะช่วยทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างง่ายดายและเคลียร์ที่สุด
====

สร้างตารางเวลา

การมีตารางเวลาแบบละเอียด จะทำให้คุณกลายเป็นสุดยอดแห่งการบริหารเวลา งานแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดชัดเจนว่าสำคัญมาก – น้อย ต้องให้เวลาแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่ถือว่าหมดเวลาแล้วควรผละไปทำอย่างอื่นที่สำคัญมากกว่า

ถ้ามีเครื่องมือนี้แม้จะไม่ได้การันตีว่าจะทำงานได้เสร็จอย่างยอดเยี่ยม แต่อย่างน้อยมันจะทำให้คุณรู้ว่า คุณกำลังทำงานอะไร สำคัญแค่ไหน จะทำได้ถึงเมื่อไหร่ โดยไม่ต้องนั่งพะว้าพะวงกับงานชิ้นอื่นจนเสียสมาธิโดยใช่เหตุ

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดที่จะทำให้คุณทั้งทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในเวลาอันน้อยนิด และงานนั้นอาจกลายเป็นผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้อีกด้วย
====

เรียบเรียงจาก “5 Strategies for Getting More Work Done in Less Time” โดย Elizabeth Grace Saunders จาก Harvard Business Review 7 มกราคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

ฝึกเป็นสุดยอดผู้นำด้วยการเป็นสุดยอดผู้ตาม

ฝึกเป็นสุดยอดผู้นำโดยการเป็นสุดยอดผู้ตาม

คุณคิดว่า ‘สุดยอดผู้นำ’ เป็นอย่างไร

เชื่อว่าคำแนะนำส่วนใหญ่ที่ปลูกฝังกันมาก็คือให้ทำตัวเป็นผู้นำด้วยการทำให้คนอื่น ๆ เห็นว่าคุณมีสถานะผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการออกหน้า ออกคำสั่ง เมื่อมีโอกาสก็ขึ้นมาคุมงานและนำพาคนอื่น ๆ ให้เดินตามด้วยความมั่นใจและทรงอำนาจ

ทั้งหมดนั้นก็อาจจะใช่แต่อย่าลืมความจริงที่สำคัญว่าผู้นำไม่ใช่ผู้วิเศษ ผู้นำไม่มีอำนาจเหนือมนุษย์ที่จะสั่งให้ใครทำตามได้ทุกอย่าง งานวิจัยระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่จะทำให้คนเป็นผู้นำได้อย่างแท้จริงคือการมีผู้ตามที่เต็มใจจะตามจริง ๆ มิเช่นนั้นตำแหน่งผู้นำก็คงไร้ความหมาย
====

ในหนังสือของ ‘สตีเฟ่น รีชเชอร์’ และ ‘ไมเคิล พลาโทว์’ ชื่อ The New Psychology of Leadership บอกว่า กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเป็นผู้นำ อยู่ที่การทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘พวกเรา’ ไม่ใช่ ‘ฉัน’

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตามคือเรื่องสำคัญที่สุดของการทำงานเป็นทีม ผู้นำทีมจะต้องทำให้คนอื่น ๆ รู้สึกว่าตัวเองหลอมรวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน มีสถานะที่เรียกว่าเป็นพวกเรา มีค่านิยมและประสบการณ์ต่างๆ ที่ส่งไปมาหากันอย่างแนบแน่น

ทุกสิ่งที่ผู้นำทำนั้นจะต้องเป็นการ ‘ทำเพื่อพวกเรา’ โดยอยู่บนประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าส่วนตัว
====

ฉะนั้น แทนที่ผู้นำจะคิดหาทางว่าทำอย่างไรให้ตัวเองโดดเด่น มีความเหนือกว่าคนในทีม ผู้นำควรจะหาทางทำให้คนในทีมรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน

และจะดียิ่งขึ้นถ้าผู้นำทำให้รู้สึกว่าเขาคือคนที่รับฟังและพร้อมที่จะทำตามความต้องการที่แท้จริงของทีม
ทุกสิ่งที่ผู้นำขั้นเทพควรจะทำ คือการเป็นผู้ตามเสียงแห่งผลประโยชน์ของทีมไม่ใช่ตามใจตัวเอง
====

มีงานศึกษาที่ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่าคนที่มองว่าตัวเองคือผู้นำที่อยากจะออกคำสั่งและคิดว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นนั้น สุดท้ายจะไม่สามารถโน้มน้าวให้เพื่อนร่วมงานยอมทำตามได้

ในทางตรงกันข้าม คนที่มองตัวเองว่าเป็นผู้ตาม (ซึ่งหมายถึงการตามคุณค่าที่แท้จริงของทีม) ที่ดีจะกลายเป็นผู้นำที่คนอื่น ๆ ให้การยอมรับนับถือ

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เรามักจะได้ผู้นำที่มีท่าทางอยากเป็นผู้นำมาก ๆ นั่นคือถ้ามีการเลือกตั้งหรือมีการแต่งตั้งจากใครสักคน คนที่แสดงตัวอยากจะเป็นผู้นำโดยชอบออกหน้า ชอบเสนอตัวอย่างโดดเด่นก็มักจะได้รับการคัดเลือกเป็นส่วนใหญ่

โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าจะถูกเลือกมาโดยวิธีการไหน หรือใครจะเลือกเข้ามา การจะเป็นผู้นำขั้นเทพที่ได้รับการยอมรับ และทำให้งานรุดหน้าอย่างราบรื่น กฎข้อแรกที่ต้องจำไว้ก็คือคุณไม่ควรทำตัวเหินห่างจากทีม กฎต่อมาคือไม่ควรแสดงตัวให้เหนือกว่า แต่ควรจะเดินตามจังหวะของคนในกลุ่ม รับฟังและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมอย่างแท้จริง
====

เรียบเรียงจาก “To Be a Good Leader, Start By Being a Good Follower” โดย Kim Peters and Alex Haslam จาก Harvard Business Review 6 สิงหาคม 2018

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

5 ระดับสู่การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม

5 ระดับสู่การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม
โดย John Maxwell

John Maxwell ที่ปรึกษาธุรกิจและนักเขียนชื่อดังระดับ Best Seller บอกว่าในยุคนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไร ผู้บริหารร้านค้า โค้ชทีมฟุตบอล ครูมัธยม ผู้ประสานงานองค์กรการกุศล หรือกระทั่งเป็นพ่อแม่ บทบาทหนึ่งที่ทุกคนต้องเป็นเหมือนกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงก็คือ ‘ผู้นำ’

ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ทุกบทบาทจำเป็นต้องก้าวไปเป็นผู้นำไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และถ้าคุณไม่สามารถเป็นผู้นำที่ดีได้ก็ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดี นั่นคือเหตุผลที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาความเป็นผู้นำของตัวเอง
====

และต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนสู่การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม เราขอเชิญชวนให้ทุกคนเรียนรู้และพัฒนาตัวเองสู่การเป็นผู้นำ 5 ระดับ ดังนี้

Level 1 : Position

ระดับแรก : ตำแหน่งเป็นเหตุ

ก้าวแรกซึ่งเป็นระดับที่ง่ายสุดของการเป็นผู้นำ คือ การเรียนรู้ว่าตำแหน่งของคุณคืออะไร ระดับนี้ไม่ได้หนักหนาสาหัสหรือต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมาย เมื่อมีคนแต่งตั้งให้คุณรับตำแหน่งนั้น คุณก็เพียงแค่ต้องรู้ว่าต้องทำอะไร สั่งการใคร เรื่องอะไร หรือขอความร่วมมือจากใครบ้าง

ในขั้นนี้ คนจะเดินตามผู้นำ (เล็ก ๆ) อย่างคุณ เพราะเขารู้ว่าคุณมีหน้าที่อะไร และเขาต้องทำอะไรตามที่คุณบอกเพื่อให้งานส่วนรวมลุล่วงไป อย่างไรก็ตาม คนจะทำตามหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ‘ใจสั่งมา’ เพราะคุณไม่ได้มีอำนาจไปบังคับใครมากมายนักหรอก
====

Level 2 : Permission

ระดับที่สอง : เมื่อคนอนุญาตให้คุณเป็นผู้นำ

ในขั้นนี้ คนจะเลือกทำตามที่คุณบอกเพราะว่าเขา ‘ต้องการ’ จะทำจริง ๆ พวกเขาจะอนุญาตให้คุณนำทีม คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าจะเชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์กับคนในทีมอย่างไร

เมื่อใดก็ตามที่คุณชื่นชอบการอยู่ร่วมกับคนในทีมและคุณปฏิบัติกับคนในทีมอย่างเคารพในคุณค่าของพวกเขา ความสัมพันธ์จะเริ่มงอกงามมากขึ้นเรื่อย ๆ ความไว้เนื้อเชื่อใจจะเกิดขึ้น คนจะเริ่มเคารพนับถือ นี่คือบรรยากาศที่ดีที่จะก้าวไปสู่ขั้นถัดไปแล้ว
====

Level 3 : Production

ระดับที่สาม : ทำงานให้งอกเงย

ผู้นำสุดเจ๋งจะรู้ว่าทำอย่างไรที่จะจูงใจและกระตุ้นให้คนในทีมทำงานให้สำเร็จ เรื่องราวทั้งหมดของระดับที่สามคือส่วนนี้นั่นเอง

ในฐานะผู้นำคุณจะต้องสร้างผลงานให้เป็นชิ้นเป็นอัน แล้วคุณจะได้รับเครดิตและมีอิทธิพลกับทีม คนในทีมจะตามคุณไม่ใช่แค่เพราะสนิทกัน แต่เป็นเพราะนับถือผลงานที่เกิดจากการทำงานจริงของคุณด้วย

หน้าที่ของผู้นำในขั้นนี้คือการผลักดันให้งานสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย รวมทั้งก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะดาหน้ามาทดสอบคุณกับทีมตลอดเวลา

ถ้าคุณสามารถทำได้ดี คุณจะพบว่ามันเป็นเรื่องสนุกที่จะจูงใจคน สร้างความสัมพันธ์ และประสบความสำเร็จไปด้วยกัน การได้เห็นทีมก้าวไปข้างหน้าคือความหอมหวานของการก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับนี้
====

Level 4 : People Development

ระดับที่สี่ : พัฒนาคนในทีม

เมื่อคนในทีมยอมรับในตัวคุณและงานก็ลุล่วงไปด้วยดี ก้าวสำคัญก้าวถัดไป คือ ‘การผลิตเพิ่ม’ นั่นคือการทำให้เกิดผู้นำแบบคุณเพิ่มขึ้น คนที่สามารถจะขึ้นมานำทีม สร้างความเชื่อมั่นและบริหารทีมต่อไป

ความท้าทายในจุดนี้คือการทำให้บรรดาลูกทีมเติบโต ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาจากข้างบน เพื่อที่จะทำให้องค์กรเข้มแข็งและเต็มไปด้วยผู้นำหลายระดับ
====

Level 5 : Pinnacle 

ระดับสุดท้าย : บรรลุจุดสูงสุด

ระดับสูงสุดของการเป็นผู้นำ คือ ไม่เพียงก้าวไปครองใจคนด้วยผลงานและทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือการสามารถสร้างผู้นำรุ่นถัด ๆ มาแบบชั่วครั้งชั่วคราวได้ แต่ในระดับสุดท้ายคือการทำได้อย่างยาวนานจนกลายเป็น ‘ชื่อเสียง’ ให้คนจดจำและบอกต่อ จงผสานชีวิตของคุณกับการทำงานในทุกวันและก้าวหน้าไปทุกวันๆ หรือเรียกอีกอย่างว่า ก้าวไปสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เป็นการสั่งสมชื่อเสียงและบารมีเป็นที่เลื่องลือในแวดวงของคุณนั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือ 5 ระดับที่เหมือนจะยาวไกล แต่ถ้าศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ รับรองว่าคุณจะกลายเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
====

เรียบเรียงจาก “The 5 Levels of Leadership” โดย John Maxwell จาก John Maxwell.com 30 สิงหาคม 2016
เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข
ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

สามช่วงเวลาสุดท้าทายที่ผู้นำต้องข้ามผ่าน

สามช่วงเวลาสุดท้าทายที่ผู้นำต้องข้ามผ่าน

มีเรื่องราวความสำเร็จของผู้นำให้อ่านมากมาย

มีวิธีไปสู่ความสำเร็จจากหลากหลายแหล่งให้เลือกเสพ

แต่สิ่งที่หลายคนมักจะถามคล้าย ๆ กันคือ แล้วบทเรียนจาก ‘ความล้มเหลว’ ของผู้นำทั้งหลายล่ะ มีอะไรบ้าง 

น่าสนใจเหลือเกินว่ามีอะไรบ้างที่ทำให้บรรดาผู้นำคนเก่งต้องกุมขมับ ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนแทบเป็นแทบตาย ต้องล้มแล้วลุกไม่รู้กี่รอบกว่าจะข้ามผ่านไปได้

====

ต่อไปนี้คือบทเรียนจาก 3 ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็น ‘ด่านโหดหิน’ ของการเป็นผู้นำ ที่ผู้นำทุกคนควรเรียนรู้และข้ามผ่านไปให้ได้

1.ช่วงที่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ

การเปลี่ยนสถานะนั้นยากเสมอ เชื่อเหลือเกินว่าตอนที่ใครสักคนต้องก้าวจากการเป็นลูกน้องขึ้นมานำทีมเป็นครั้งแรกคือช่วงเวลาสุดปั่นป่วน

สถิติจากงานวิจัยบอกว่า ในช่วง 18 เดือนแรกของการมาบริหารงานระดับสูง มีคนเก่ง 50 – 60% ที่ล้มเหลวเพราะยังเตรียมตัวกับอีกระดับของงานได้ไม่ดีพอ หรือกระทั่งมองไม่เห็นภาพขนาดใหญ่ของงาน (เพราะไม่เคยมองระดับนั้นมาก่อน)

แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งที่ดีที่สุดคือการขอ feedback แบบรอบด้านบ่อย ๆ เหมือนการยืมมือลูกน้องทั้งหลายมาช่วยทำให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น หาช่องว่างหรือจุดโหว่เพื่อที่จะปรับปรุงได้นั่นเอง

อีกวิธีที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่น คือการหาความรู้เพิ่มเติมว่าการไปยืนตรงนั้นควรจะทำอย่างไรบ้าง ลองหาโค้ชส่วนตัว ที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงที่ชำนาญด้านนั้นคอยประคับประคองหรือกระทั่งการให้คนในทีมที่ไว้ใจได้มาอยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น

====

2.ช่วงที่องค์กรปรับเปลี่ยน

ในองค์กรสมัยก่อน การปรับเปลี่ยนแต่ละทีถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่สำหรับยุคนี้การปรับเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็จะมีการเปลี่ยนแปลงส่งนั้นให้เร็วที่สุด
ความท้าทายของผู้นำคือ ไม่เพียงต้องว่ายในกระแสเหล่านี้ให้ได้ แต่ต้องรู้ว่าจะว่ายเมื่อไหร่ และว่ายไปทางไหนด้วย

ผู้นำองค์กรยุคเก่ามักจะตัดสินใจเชื่องช้า รวมถึงบางทีก็ไม่ค่อยเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง คำแนะนำที่ดีที่สุดก็คือผู้นำจะต้องอ่านสถานการณ์ให้ดีและ ทำอะไรสักอย่างก่อนความเปลี่ยนแปลงจะมาถึง
แนวทางที่ดีคือการสื่อสารกับผู้นำระดับสูงหรือบอร์ดบริหารให้ชัดเจนและบ่อยครั้งเพื่อประเมินว่าควรจะสนองตอบอย่างไร

====

3.ช่วงไม่รู้ว่าจะไต่ไปที่ไหนต่อ

เวลาที่ผู้บริหารไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กร ความรู้สึกโดดเดี่ยวจะเกิดขึ้นก่อนเป็นลำดับแรกเพราะไม่มีใครที่มีอำนาจเทียบเท่า จึงไม่มีคนที่อยู่ในสถานะเดียวกันเป็นเพื่อนร่วมงาน

จากนั้นจะรู้สึกว่าไม่มีจุดหมายที่สูงกว่านั้นให้ไปแล้ว เมื่อมุมานะทำงานหนักจนอยู่ในจุดสูงสุดของทีมแล้วการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำมักจะเกิดขึ้น เพื่อดันภาพรวมองค์กรให้ออกมาดี แต่ปัญหาก็คือในแง่ของสายงาน คนเหล่านี้ไม่รู้จะไต่ไปจุดไหนต่อดีจึงมักจะเกิดภาวะเหนื่อยล้า สับสน หมดไฟในการทำงานได้

ภาวะแบบนี้เป็นเหตุให้ค่าเฉลี่ยของบรรดา CEO บริษัทใหญ่ๆ จะอยู่ในตำแหน่งประมาณ 5 ปี ขณะที่ CMO ของบริษัทนั้นอาจจะไม่ถึง 4 ปีด้วยซ้ำ

คำแนะนำสำหรับคนที่บริหารงานมาสู่จุดสูงสุด คือ อย่า ‘ติดแหง็ก’ ตรงนั้นถ้าใจไม่ต้องการ ลองหาทางขยับขยายไปทางอื่น โดยมีที่ปรึกษาหรือเพื่อนคอยปรับทุกข์ หรือหาโมเดลจากคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อนว่าเขาทำอย่างไร อาจจะย้ายไปองค์กรอื่น หรืออยู่ต่อไปเพื่อเป็นบอร์ดบริหาร หรือออกไปสร้างอาณาจักรใหม่ของตัวเองเลย

ทั้งนี้ การลองไปทำงานในสายที่ตำแหน่งต่ำกว่าเดิมแต่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่ ก็อาจจะช่วยได้ และสักวันจะไต่ขึ้นมาในอีกบทบาทที่น่าสนใจก็ได้ครับ
====

เรียบเรียงจาก “3 Transitions Even the Best Leaders Struggle With” โดย Cassandra Frangos จาก Harvard Business Review 2 กรกฎาคม 2018

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข –

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645

3 วิธีง่าย…ง่ายเพื่อฝึกทักษะคิดวิเคราะห์

3 วิธีง่าย...ง่ายเพื่อฝึกคิดวิเคราะห์

 

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เราพบว่าองค์กรจำนวนมากไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่เลย ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดนิดเดียวเท่านั้นจริง ๆ 

บางแห่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน บางแห่งมีปัญหาเรื่องคนหัวเก่า แต่พูดกันอย่างถึงที่สุดรากเหง้าของปัญหาทั้งหมดนั้นมาจากที่เดียวกัน นั่นคือ ‘ขาดทักษะการคิดอย่างรอบด้าน’

====

ผู้นำองค์กรจำนวนมากไม่ยอมมุ่งเน้นประเด็นสำคัญให้มากพอ อีกทั้งยังใช้เวลาไม่คุ้มค่า บ้างก็กระโดดข้ามไปยังข้อสรุปเร็วเกินไป

แต่ไม่ว่าจะมาจากเหตุผลอะไร พวกเขาก็ยังดึงดันที่จะเลือกเหตุผลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของตัวเอง รูปแบบนี้แหล่ะที่เรียกว่า ‘ขาดทักษะการคิดอย่างรอบด้าน’

ชื่อที่คุ้นหูของการคิดอย่างรอบด้านก็คือ ‘การคิดเชิงวิพากษ์” (Critical Thinking)’ สิ่งนี้เป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนกันได้ในชีวิตประจำวัน

บางคนอาจจะเคยทำหรือเคยฝึกทักษะนี้กันบ้างแล้ว แต่ก็มีความแตกต่างมหาศาลระหว่างการ ‘เคยทำอยู่บ้าง’ กับการ ‘ทำอย่างสม่ำเสมอและรอบด้าน’

====

เราขอเชิญชวนให้คุณฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ในชีวิตประจำวัน ด้วยวิธีต่อไปนี้

1.ลองตั้งคำถามกับข้อสรุปที่เคยมี

ข้อสรุปต่าง ๆ ที่เคยมีจะเป็นเครื่องนำทางองค์กรของคุณ แต่ถ้าคุณย้อนกลับไปดูข้อสรุปเหล่านั้นใหม่อีกครั้ง แล้วลองตั้งคำถามว่ามันเป็นจริงตามนั้นหรือเปล่า อาจจะช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์มากขึ้น (แต่ไม่ใช่ให้ตั้งคำถามปรัชญาที่จะทำให้เสียเวลา อย่าง “ท้องฟ้ามันเป็นสีฟ้าจริงรึเปล่า” นะครับ)

เรื่องแรกสำหรับการตั้งคำถามคือ ‘จังหวะ’ เช่น เมื่อกำลังพูดถึงแผนการระยะยาวของบริษัทว่าจะทำให้ผลประกอบการเติบโต เราก็ควรใช้จังหวะนี้ถามว่า “มันจะเติบโตได้ยังไง”

หรือถ้าใครกำลังพยากรณ์สภาพตลาดในอนาคต เราก็อาจจะครุ่นคิดถึงคำถามที่ว่า “เขาเอาข้อมูลหรืองานวิจัยอะไรมารองรับ”

นอกจากนี้คุณยังควรถามว่านอกเหนือจากบทสรุปที่ได้มานั้น เรื่องนั้นสามารถสรุปไปในแนวทางอื่น ๆ ได้หรือไม่ มีตัวเลือกอื่นที่จะมาเปลี่ยนข้อสรุปได้หรือเปล่า

เช่น ถ้าทีมของคุณเคยสรุปว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปีหน้าเพราะมีคนติดต่อเข้ามาเยอะ คุณอาจตั้งคำถามกลับไปว่าถ้าเกิดเสียลูกค้าของปีนี้ไป แล้วปีหน้าจะเพิ่มขึ้นขนาดนั้นได้อย่างไร เป็นต้น 

====

2. ฝึกการใช้ ‘ตรรกะ’ ให้ถูกต้อง

บริษัทจำนวนมากใช้ ‘เหตุผล’ ในการหาข้อสรุปและผลักดันนโยบาย แต่ปัญหาคือ เหตุผลเหล่านั้นกลับไม่สมบูรณ์ (หรือเรียกว่าตรรกะเพี้ยน)

เช่น พบว่าอาหารฮาลาลขายดีขึ้นในทวีปเอเชีย บริษัทคุณจึงขยายสาขาร้านอาหารฮาลาลให้ครอบคลุมทุกประเทศในเอเชีย แต่ช้าก่อนเพราะคนญี่ปุ่นไม่บริโภคอาหารประเภทนี้กัน ตัวเลขนั้นอาจพุ่งมาจากประเทศที่เป็นชาวมุสลิมเท่านั้นก็ได้

ลองคิดถึงการใช้เหตุผลที่สมเหตุสมผลจริง ๆ ไม่ใช่แค่การคิดเหมารวบยอดเท่านั้น เพราะสิ่งหนึ่งจะเป็นผลมาจากอีกสิ่งหนึ่งได้นั้นมันจะต้องมีหลักฐานที่สนับสนุนอย่างชัดเจน และต้องมีเงื่อนไขและมีบริบทแวดล้อมที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เพียงมันบังเอิญหรือมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนแทรกเข้ามา

====

3.หาวิธีการคิดแบบใหม่ๆ และรวบรวมมาใช้

เป็นเรื่องปกติที่มนุษย์ชอบอยู่ด้วยความเคยชินและสบายใจ เราจึงหาคนที่คิดเหมือนกันเพื่อมาอยู่รวมกัน เราติดต่อสื่อสารกับคนที่ความคิดและรสนิยมเข้ากันได้เป็นหลัก

ปัญหาคือการทำแบบนี้จะทำให้มองไม่เห็นวิธีการคิดหรือสิ่งแปลกใหม่อื่น ๆ เลย ในสังคมสื่อออนไลน์เราก็จะเลือกรับข่าวสารจากคนที่มีรสนิยมและความคิดแบบเดียวกัน

เมื่อเราเปิดหน้าเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ก็จะพบแต่คนแสดงความคิดเห็นที่เหมือนเรา จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “ห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chamber) ” นั่นเอง

ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่คุณจะต้องออกมาจากสังคมเดิม ๆ ลองหาคนในสังคมใหม่ อาชีพใหม่ หรือคนต่างเพศต่างวัยซึ่งจะทำให้คุณได้พบแง่มุมใหม่ ๆ ช่วยเปิดความคิดให้กว้างขึ้น การฝึกทั้งหมดนี้จะช่วยให้ทักษะการคิดวิเคราะห์ของคุณแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน

====

====

เรียบเรียงจาก “3 Simple Habits to Improve Your Critical Thinking” โดย Helen Lee Bouygues จาก Harvard Business Review 6 พฤษภาคม 2019

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand – เราพัฒนาคนในองค์กร ให้เพิ่มศักยภาพและทำงานอย่างมีความสุข 

ปรึกษาเรื่องการพัฒนาทีมในองค์กร ติดต่อ Line @lhtraining หรือ โทร 094 959 2645