8 วิธี บริหารเวลาขั้นเทพ เพื่อให้คุณเหนื่อยน้อยลง

ผู้ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ทำงานอย่างหนัก แต่พวกเขาทำงานอย่างชาญฉลาด กล่าวคือ พวกเขาบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อย้อนดูตัวเอง คุณแบ่งเวลา 24 ชั่วโมงให้กับอะไรบ้าง เรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อน หรือเรื่องส่วนตัว คุณให้ความสำคัญกับสิ่งใดที่สุด และคุณมีวิธีบริหารจัดการเวลาที่เหลืออย่างไร บทความนี้เปิดเผยเทคนิค 8 ข้อในการบริหารจัดการเวลาของผู้ที่ประสบความสำเร็จ

1) ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน

นึกถึงสถานการณ์ตอนผู้จัดการเดินเข้ามาในออฟฟิศ ทุกคนดูยุ่งวุ่นวายไปหมด บางคนรับโทรศัพท์ บางคนประชุม บางคนพิมพ์งาน หรือทำธุระต่างๆ แต่คุณคิดว่าพวกเขายุ่งจริงๆ หรือไม่

หากถามคนที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจะตอบทันทีว่า ภาพที่ดูสับสนวุ่นวายเหล่านั้นแสดงถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน การทำตัวยุ่งหรือทำงานหนักทั้งวัน อาจทำให้พวกเขาได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมงาน แต่พวกเขาไม่มีวันได้รับการเลื่อนตำแหน่ง

คุณอาจเปรียบเทียบตัวอย่างนี้กับนักวิ่งที่วิ่งเป็นระยะทาง 100 ไมล์อย่างไม่หยุดหย่อน แต่ผลสุดท้ายกลับพบว่าตนเองวิ่งผิดเส้นทางจึงไม่ถึงเส้นชัยสักที สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อคุณจะทำสิ่งใด คุณต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อที่คุณจะไม่วอกแวก หรือเสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็น และคุณจะประสบความสำเร็จในที่สุด

2) ปรับปรุงกระบวนการทำงาน

การทำงานอย่างชาญฉลาด คือ การทำงานที่ใช้สมอง พยายามคิดปรับปรุงวิธี หรือกระบวนการทำงานในรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น

ในทางตรงกันข้าม  การทำงานตามความเคยชิน คือ การทำงานรูปแบบเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลง หรือหาอะไรที่แปลกใหม่ คอยฟังแต่คำสั่งเพียงอย่างเดียว พฤติกรรมการทำงานเช่นนี้จะทำให้คุณกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีชีวิตชีวา

ลองสังเกตดูว่าคุณทำงานแบบไหน อย่ามัวย่ำอยู่กับที่ หรือทำแต่สิ่งซ้ำซากจำเจ เพราะคุณจะทำงานออกมาในระยะเวลาเท่าเดิม และได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆ แทนที่คุณจะสามารถทำงานได้รวดเร็ว ประหยัดเวลา และผลงานมีคุณภาพมากขึ้น

3) จัดลำดับความสำคัญของงาน

การจัดลำดับความสำคัญเป็นกุญแจหลักของผู้ที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดี แต่พวกเขายังจัดลำดับขั้นตอนการทำงานที่เหมาะสม นั่นคือ แก้ไขปัญหาหรือทำงานที่สำคัญที่สุดก่อน

ดังนั้น จงนำวิธีนี้ไปใช้กับงานของคุณ เพราะเมื่องานที่สำคัญที่สุดเสร็จสิ้น คุณก็สามารถพูดได้ว่างานทั้งหมดของคุณประสบความสำเร็จแล้ว

นอกจากนี้ อย่าปล่อยให้งานจุกจิก หรืองานที่มีรายละเอียดมากทำให้คุณท้อใจ จงมุ่งมั่นตั้งใจทำมันอย่างต่อเนื่อง และอย่าผัดวันประกันพรุ่ง   

4) เปลี่ยนการทำงานให้เป็นเรื่องสนุกเหมือนการเล่นเกมส์

การเปลี่ยนการทำงานให้เป็นเรื่องสนุกเหมือนการเล่นเกมส์เป็นวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ ให้คุณคิดว่างานที่ได้รับมอบหมายแต่ละชิ้นเป็นเหมือนด่านต่างๆในเกมส์ ซึ่งคุณต้องผ่านมันไปให้ได้ อย่าลืมว่าในเกมส์มีอุปสรรคมากมายและหากคุณเล่นเกมส์ได้ดี คุณก็จะได้รับรางวัลเป็นการตอบแทน

คุณอาจประยุกต์แนวคิดนี้กับการทำงาน โดยแบ่งงานชิ้นใหญ่ออกเป็นส่วนๆ และทำให้เสร็จภายในเวลา 15-20 นาที และหลังจากที่คุณทำมันสำเร็จ คุณก็ควรให้รางวัลตัวเองด้วย รางวัลอาจเป็นขนม เครื่องดื่ม การพักผ่อน การท่องเที่ยว หรือการทำกิจกรรมที่คุณชอบก็ได้

ประโยชน์ของการทำงานรูปแบบนี้ทำให้คุณรู้จักการบริหารจัดการเวลาในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะคุณจะทำงานเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดและได้เห็นผลลัพธ์ หรือได้รับผลตอบแทนในสิ่งที่คุณลงมือทำทันที วิธีการนี้ทำให้คุณมีกำลังใจและทำงานอย่างมีเป้าหมายยิ่งขึ้น

5) จัดงานที่ใกล้เคียงหรือมีความเกี่ยวข้องกันไว้ด้วยกัน

โดยธรรมชาติสมองคนเราถูกออกแบบให้คิดเรื่องราวได้เพียงเรื่องเดียว ณ เวลาหนึ่ง แต่เมื่อคุณทำหลายงาน คุณจำเป็นต้องใช้สมองหลายส่วนพร้อมกัน

ดังนั้น หากคุณจัดงานที่ใกล้เคียงหรือมีความเกี่ยวข้องกันไว้ด้วยกัน สมองของคุณก็ไม่ต้องคิดเรื่องราวต่างๆสลับไปสลับมา ยกตัวอย่างเช่น งานที่ต้องใช้การวิเคราะห์ งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานที่ต้องทำซ้ำๆ เป็นต้น

ทั้งนี้การทำงานที่ใช้ทักษะประเภทเดียวกันอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงาน ดังนั้น คุณควรจัดงานที่คล้ายๆกันไว้ด้วยกัน และลงมือทำในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

6) จัดเอกสารให้เป็นระบบ

หนึ่งในตัวช่วยที่ดีที่สุดในการบริหารเวลาก็คือ การจัดเอกสารให้เป็นระบบ เพราะเมื่อคุณลงมือจัดระเบียบเอกสารทั้งหมดแล้ว คุณก็จะเห็นว่างานแต่ละชิ้นมีสถานะเป็นอย่างไร หรือมีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ ยังช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการค้นหา และการเรียกใช้ข้อมูลต่างๆอีกด้วย

7) หัดปฏิเสธบ้าง

ในการทำงานบางครั้งคุณจำเป็นต้องพูด “ปฏิเสธ” เนื่องจากคุณไม่สามารถทำงานทุกชิ้นได้ อีกทั้ง งานที่หนักเกินไปก็ไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จ ในทางตรงกันข้ามมันกลับส่งผลให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้า และหมดแรง

คนที่ประสบความสำเร็จ มีทักษะในการปฏิเสธงานที่ไม่จำเป็น

พวกเขามักใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อโฟกัสกับงานที่มีความสำคัญมากกว่า และนั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาบริหารเวลาที่มีอย่างจำกัดให้กิดประสิทธิภาพมากที่สุด

8) อย่าหักโหมทำงานหนักเกินไป

แม้ว่าคุณจะบริหารจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน คุณก็จะพบว่าแต่ละวันโต๊ะของคุณก็ยังคงเต็มไปด้วยงาน ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักทำงานอย่างพอเหมาะ พวกเขาไม่ได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยไม่หยุดพัก คุณก็เช่นกัน จงใช้เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วันให้คุ้มค่า โดยแบ่งเวลาให้กับชีวิตด้านอื่นบ้าง

เช่น ครอบครัว เพื่อน ตนเอง หรือสัตว์เลี้ยง เป็นต้น และคุณจะพบว่าการแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิตได้

แปลและเรียบเรียงโดย 

Learning Hub Thailand

Source: http://www.lifehack.org/369109/8-time-management-secrets-only-successful-people-master

 

5 เคล็ดลับ สร้างสมาธิให้คุณโฟกัสงาน ได้ตลอดวัน

LHT template update 26 12 2016

คุณเคยพบว่าทำงานในแต่ละวันได้น้อยลงหรือไม่? บางวันคุณอาจรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหมือนติดปีก แต่ขณะที่วันอื่นๆ แม้ว่าจะใช้เวลานานมากแค่ไหน งานตรงหน้าก็ไม่สำเร็จสักที

เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันว่าการใช้เวลานานๆ และทำตัวให้ยุ่งตลอดทั้งวันจะช่วยให้งานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น จากการศึกษาเมื่อปี 2008 ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์แสดงให้เห็นว่าการถูกผูกติดอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานานจะลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ขณะที่การพักเบรกช่วงสั้นๆ นั้นช่วยให้คุณมีสมาธิและมีพลังงานมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่บ่งบอกว่าการนั่งอยู่ที่โต๊ะนานๆ นั้นเป็นการทำลายสุขภาพ และเรายังรู้กันมานานแล้วว่าการนั่งนานๆ เป็นสาเหตุของโรคอ้วน โรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และความเสี่ยงโรคร้ายแรงอื่นๆ กระทั่งไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้ด้วยการออกกำลังกาย

อย่างไรก็ตามงานวิจัยโดยนักวิจัยชาวสวีเดน Dr. Elin Ekblom-Bak ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2010 แสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแค่การออกกำลังกายเท่านั้นที่ทำให้สุขภาพเราดีขึ้น การพักเบรกเป็นช่วงและลุกจากโต๊ะบ้างก็ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคเหล่านี้เช่นกัน

บทความวันนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ “โพโมโดโร เทคนิค” วิธีการง่ายๆ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปกป้องสุขภาพของคุณโดยการสร้างกำลังใจในการทำงานแต่ละวันด้วยการพักเบรกช่วงสั้นๆ

โพโมโดโร เทคนิคถูกคิดค้นขึ้นโดย Francesco Cirillo ในปี 1980 ในหนังสือขายดีที่ใช้ชื่อเดียวกันซึ่งได้รับการปรับปรุงและพิมพ์ซ้ำเมื่อปี 2013 

“โพโมโดโร” แปลว่ามะเขือเทศในภาษาอิตาเลียน Cirillo ได้แนวคิดชื่อนี้มาจากตัวจับเวลาในห้องครัวรูปมะเขือเทศที่เขาใช้เพื่อบริหารเวลาในช่วงที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย  

เทคนิคนี้แนะนำว่าให้คุณแบ่งการทำงานออกเป็นช่วงละ 25 นาที แต่ละช่วงคั่นด้วยเวลาเบรกสั้นๆ

วิธีนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ความเรียบง่าย ช่วงเวลา 25 นาที คือมะเขือเทศหนึ่งผล เมื่อคุณทำงานใช้ช่วงที่หนึ่งเสร็จ ให้ใช้เวลาพักประมาณ 5 นาทีก่อนจะเริ่มงานช่วงถัดไป เมื่อคุณทำงานทั้ง 4 ช่วงเสร็จ ให้พักยาวเพื่อเติมพลังและเรียกความสดชื่นให้แก่ร่างกาย

ในครั้งแรกที่คุณเริ่มทำความรู้จักกับเทคนิคนี้ มันอาจดูขัดแย้งเมื่อได้รู้ว่ามีเวลาพักเป็นช่วงๆ ตลอดทั้งวัน แต่จากงานวิจัยแสดงให้เราเห็นแล้วว่ามันสามารถเพิ่มพลังสมาธิเมื่อคุณกลับมาทำงานหลังการพักเบรกได้

5 ขั้นตอนการใช้เทคนิคโพโมโดโร

ขั้นที่ 1: ตรวจสอบตารางเวลา

ในขั้นแรกนี้คุณต้องตรวจสอบตารางเวลาของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นลิสต์รายการสิ่งที่ต้องทำหรือโครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้ และเริ่มคิดว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องทำในวันนี้

ประมาณการเวลาที่คุณต้องใช้ในการทำงานแต่ละชิ้น โดยจำกัดส่วนของงานที่คุณต้องการทำให้สำเร็จให้อยู่ในช่วงโพโมโดโร (ช่วงละ 25 นาที) และตอนนี้ตารางเวลาของคุณก็จะเหมาะสมกับภาระหน้าที่ในแต่ละวันพอดี

นอกจากนี้อย่าลืมเวลาพักเบรกในตารางเวลาของคุณด้วย 5 นาทีในแต่ละช่วง และเพิ่มเวลาพักเป็น 20-30 นาที เพื่อให้ร่างกายได้พักช่วงจากงานอย่างเป็นธรรมชาติ (ตัวอย่างเช่น หลังทำงานครบทั้ง 4 โพโมโดโร ให้พักช่วงยาวหนึ่งช่วง)

หมายเหตุ:

Cirillo แนะนำให้ทำงานในช่วง 25 นาที แต่คุณอาจต้องการช่วงระยะเวลาอื่นๆ ที่เหมาะกับตัวเอง เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพของร่างกายเรา กล่าวว่าเราจะโฟกัสสิ่งที่กำลังทำได้เต็มที่ 90-120 นาทีก่อนที่ร่างกายจะต้องการพัก

อย่างไรก็ตามเพื่อสุขภาพของเรา ควรพักช่วงจากการทำงานและเคลื่อนไหวร่างกายบ้างทุกๆ 45 นาที

ขั้นที่ 2: ตั้งกำหนดการ

ก่อนจะเริ่ม คุณต้องมั่นใจก่อนว่าคุณมีอุปกรณ์ทุกอย่างที่จำเป็นในการทำงานเตรียมพร้อมไว้ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นปากกาหรือกระดาษโน้ต (และอื่นๆ) ตั้งนาฬิกาจับเวลาสำหรับช่วงนาทีที่คุณตั้งใจจะทำงาน เช่น เราตั้งใจจะทำตามโพโมโดโรเทคนิคก็ตั้งไว้ที่ 25 นาที

คุณสามารถใช้ตัวจับเวลาประเภทใดก็ได้ที่ชอบ นาฬิกาจับเวลาสำหรับการทำอาหารก็ใช้ได้ถ้าหากคุณทำงานอยู่ที่บ้าน แต่หากคุณทำงานที่ออฟฟิศ ก็ต้องพยายามนึกถึงเพื่อนร่วมงานที่อาจทำเสียงดังรบกวนด้วย

ไม่ว่าจะเป็นตัวจับเวลาแบบไหนก็สามารถใช้งานได้ทั้งสิ้น กระทั้งแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนอย่าง Iphone หรือในระบบปฏิบัติการ Android ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

เมื่อคุณเริ่มจับเวลา ให้สนใจแต่งานตรงหน้าเท่านั้น จำไว้ว่าคุณมีข้อจำกัดด้านเวลาที่ต้องโฟกัสในการทำงานอย่างเต็มที่ จากนั้นเมื่อถึงช่วงพัก คุณก็สามารถโทรกลับสายที่โทรเข้ามาระหว่างทำงานหรือไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานได้

หรืออาจจะเลือกทางเลือกอื่นเพื่อลดเหตุการณ์ที่อาจเข้ามารบกวนระหว่างคุณทำงาน โดยก่อนเริ่มจับเวลา คุณลองปิดประตูห้องทำงาน ปิดโทรศัพท์และแจ้งเตือนข้อความหรืออีเมล์ รวมถึงทำให้เพื่อนร่วมงานรู้ว่าคุณไม่ต้องการถูกรบกวน

ขั้นที่ 3: ทำงานของคุณและตั้งใจทำเฉพาะงานนั้น

มุ่งความสนใจอย่างเต็มที่ไปยังงานที่เราตั้งใจจะทำในช่วงเวลานั้นๆ

อย่าปล่อยให้สมาธิของคุณไขว้เขวไปกับไอเดียของงานชิ้นอื่นที่อาจผุดขึ้นมาในหัว โดยเขียนไอเดียเหล่านั้นไว้ในกระดาษโน้ตแล้วปล่อยมันไว้เพื่อกลับมาดูภายหลัง

และถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญคุณอาจจัดตารางเวลาสำหรับไอเดียเหล่านั้นในช่วงต่อไป แต่ตอนนี้จงตั้งใจทำงานตรงหน้าซะก่อน

หากคุณทำงานเสร็จทั้งหมดก่อนเวลาจะหมด ให้ใช้เวลาที่เหลือเพื่อทำกิจวัตรเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำเป็นประจำหรือทำงานชิ้นเล็กๆ อย่างอื่น เป็นไอเดียที่ดีหากคุณคิดจะเขียนโน้ตเพื่อตรวจดูว่าเทคนิคนี้ทำให้คุณทำงานสำเร็จไปกี่ชิ้น เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการทำงานในอนาคตได้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแต่ละวันให้มากกว่าเดิม

ขั้นที่ 4: พักเบรกสักครู่

เมื่อเวลาหมด ให้คุณพักเบรก 5 นาทีถึงแม้ว่าคุณกำลังอยู่ใน ‘ภาวะลื่นไหล’ ก็ตาม เพราะการพักจะช่วยเติมพลังในการทำงานให้เรานั่นเอง

คุณอาจกังวลว่าการพักเบรกจะทำให้เสียเวลา แต่การพักตามปกตินั้นจะช่วยให้คุณได้เติมพลังงานกลับมาใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้งมากกว่าจะเป็นการเสียเวลา Cirillo ให้เหตุผลว่าพลังงานนั้นสำคัญยิ่งกว่าเวลา แนวคิดโพโมโดโรนี้ก็เป็นการบริหารจัดการพลังงานของคุณ เพราะฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เพื่อทำงานเวลาที่ระดับสมาธิของคุณลดต่ำลง

เพื่อประโยชน์สูงสุด ใช้ช่วงเวลาพักโดยอยู่ให้ห่างโต๊ะของคุณ อาจเดินไปรอบๆ หรือยืดเส้นยืดสาย แม้กระทั่งเดินไปชงกาแฟ หยิบแก้วน้ำ หรือไปถ่ายเอกสารจากเครื่องที่ตั้งอยู่ห้องข้างๆ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้คุณเลี่ยงจากความเสี่ยงในการเกิดอาการเจ็บป่วยและภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

ระหว่างที่คุณอยู่ในช่วงพัก ให้หลีกเลี่ยงการคิดถึงความคืบหน้าของงานที่ทำไป นี่คือช่วงเวลาที่สมองจะได้ผ่อนคลายหลังจากต้องเรียนรู้อย่างหนักมาตลอด เพราะฉะนั้นอย่าคิดอะไรมากเกินความจำเป็น!

นอกจากนี้ พยายามอย่าใช้ช่วงเวลาพักไปกับการตอบแชทโซเชียลมีเดีย อีเมล์ หรือท่องเว็บต่างๆ เพราะมีผลสำรวจพบว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันสายตาเสียจากการจ้องจอคอมหรือหน้าจอมือถือนานเกินไป

ให้ใช้เวลาเพื่อทำกิจกรรมอื่นที่อยู่ห่างจากโต๊ะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเอกสารเก่าๆ หรือเดินไปพูดคุยกับเพื่อนในทีม หากคุณทำงานที่บ้านก็อาจทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ เช่น นำผ้าลงเครื่องซัก เป็นต้น

ขั้นที่ 5: กลับเข้าสู่การทำงานให้ครบทุกช่วงและเข้าช่วงพักยาว

เมื่อเวลาพักสิ้นสุดลง ตั้งนาฬิกาจับเวลาเข้าสู่ช่วงการทำงานช่วงต่อไป เมื่อทำงานครบสี่ช่วงให้คุณใช้เวลาพักยาวประมาณ 20-30 นาที ไม่ว่าจะเป็นออกไปเดินเล่น กินอาหารว่างแบบเฮลท์ตี้ ทานอาหารกลางวัน อ่านหนังสือ อะไรก็ได้ที่คุณต้องการตราบใดที่กิจกรรมนั้นอยู่ห่างจากโต๊ะทำงานเพื่อให้คุณได้ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งจากงานที่เพิ่งทำมาก่อนหน้านี้

จำไว้ว่าสิ่งสำคัญคือการเติมพลังงาน เพียงเพราะแนวทางของเราบอกไว้ว่าต้องทำงานให้เสร็จในช่วงเวลาหรือทำงานครบทั้งสี่ช่วงก่อนจะพักยาว ก็ไม่ได้หมายความว่ากฎเหล่านี้เป็นกฎตายตัว

การฟังความต้องการของร่างกายตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ หากจิตใจของเราเริ่มวอกแวกหรือคุณอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อย อย่าฝืนตัวเองเพื่อทำงานให้ครบตามกำหนดช่วงเวลา ให้นึกถึงจังหวะของร่างกายที่เรากล่าวถึงก่อนหน้านี้ ที่ว่าตัวเรามีรอบการทำงานอยู่ที่ 90-120 นาที และมันก็ยากที่จะบอกได้ว่าร่างกายของคุณอยู่ในช่วงใดเมื่อเริ่มการทำงาน

บางทีคุณอาจต้องพิสูจน์เรื่องนี้ บางครั้งการทำงาน 20 นาที และแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาก่อนจะพักยาว 30 นาทีอาจเหมาะสมกับคุณมากกว่าก็เป็นได้

หรือบางทีคุณอาจมีสมาธิดีในช่วงเช้าและต้องการพักบ่อยขึ้นในช่วงบ่าย เมื่อคุณค้นพบรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง คุณจะต้องรู้สึกอัศจรรย์กับความสำเร็จของงานที่คุณทำได้ในแต่ละวัน

ข้อดีและข้อเสียของโพโมโดโร เทคนิค

การใช้โพโมโดโร เทคนิคมีประโยชน์ต่อการบริหารเวลาในการทำงานหลากหลายข้อ

การหั่นเวลาทำงานให้สั้นลงช่วยให้ระดับการโฟกัสในงานแต่ละช่วงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมันสามารถช่วยบริหารเวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังสามารถทำให้โปรเจคใหญ่ๆ ดูทำสำเร็จได้ง่ายขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังช่วยลดการถูกรบกวนในการทำงานหลายๆ อย่าง ลดความรู้สึกท้อหรือการผัดวันประกันพรุ่งซึ่งอาจทำให้คุณเสียสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงานเพราะคุณมีเวลาทำงานแต่ละชิ้นอย่างจำกัด

งานวิจัยยืนยันว่าการพักเบรกนั้นดีต่อสุขภาพและช่วยเพิ่มระดับสมาธิ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มระดับประสิทธิภาพการทำงานได้ Cirillo ระบุอีกว่าวิธีการนี้ยังเหมาะสมกับผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder หรือ ADD) อีกด้วย  

นอกจากนี้การพักเบรกช่วงสั้นๆ จะช่วยให้สมองของคุณได้ปรับตัวรับข้อมูลต่างๆ ได้ดี เพิ่มโอกาสในการคิดไอเดียบรรเจิดใหม่ๆ ออกมาอย่างที่คุณนึกไม่ถึง

การใช้เวลาเพื่อพักผ่อนและเติมพลังงานในระหว่างวันยังช่วยให้คุณได้พักร่างกายเมื่อคุณรู้สึกเหนื่อยล้าในยามบ่ายอีกด้วย

อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน บางคนอาจรู้สึกว่าการพักช่วงสั้นๆ นั้นน่ารำคาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อช่วงพักนั้นอยู่ในระหว่างที่พวกเขากำลังมีแรงบันดาลใจทำงานอย่างลื่นไหล

นอกจากนี้การโฟกัสงานเป็นช่วงๆ ยังทำได้ยากหากคุณมีหน้าที่การงานหรือทำงานอยู่ในออฟฟิศที่อาจถูกรบกวนได้บ่อยจากเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า

ความไม่ยืดหยุ่นของการกำหนดเวลาทำงานในแต่ละช่วงเป็นเวลาเท่าๆ กันอาจส่งผลด้านลบให้เกิดขึ้นได้ เช่น หากคุณมีประชุมและเวลาประชุมมาซ้อนทับกับช่วงเวลา 4 ช่วงที่คุณกำหนดไว้พอดี เป็นต้น

โดยสรุป โพโมโดโร เทคนิคนั้นเรียบง่ายและมีการดำเนินการไม่ยุ่งยาก มันต้องการแค่ตัวจับเวลาและทัศนคติที่ว่า “ฉันทำได้” และยังสามารถสร้างสุขภาพที่ดีไปจนถึงทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น ลองดูสิว่ามันจะเหมาะกับคุณหรือไม่!

เคล็ดลับ

โพโมโดโร เทคนิคถูกคิดค้นขึ้นโดย Francesco Cirillo ในปี 1980 และตีพิมพ์ในหนังสือขายดีที่ใช้ชื่อเดียวกัน

เทคนิคนี้ใช้ตัวจับเวลาเพื่อแบ่งงานของคุณออกเป็นช่วงละ 25 นาที แต่ละช่วงเรียงว่า “โพโมโดรริ (Pomodori) หลังจากเสร็จงานในแต่ละช่วง คุณจะได้เวลาพัก 5 นาที และเมื่อคุณทำงานครบสี่ช่วง ให้พักยาว 20-30 นาที

มันเป็นเทคนิคที่เรียบง่าย ใช้งานง่ายและสามารถสร้างประโยชน์มากมายทั้งในด้านประสิทธิภาพการทำงานและด้านสุขภาพ การพักบ่อยๆ ช่วยเพิ่มระดับความสามารถในการตั้งสมาธิกับงานที่ทำซึ่งทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้มันยังช่วยลดภาวะด้านลบต่างๆ ที่อาจเกิดกับร่างกายเมื่อนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะนานๆ อีกด้วย

แปลและเรียบเรียงโดย

Learning Hub Team

ที่มาบทความ: https://www.mindtools.com/pages/article/pomodoro-technique.htm

 

5 เทคนิครับมือ กับมนุษย์เจ้าปัญหา อย่างมีประสิทธิภาพ

copy-of-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1

ในชีวิตของคนเราต้องพบเจอกับผู้คนมากมายหลายประเภท บางคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูล ส่งเสริม และสนับสนุนให้เราทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ ในทางตรงกันข้าม

บางคนคอยกลั่นแกล้ง ขัดขวาง เอาเปรียบ ใส่ร้ายป้ายสี มองโลกในแง่ลบ และทำให้เราหมดกำลังใจที่จะไล่ตามความฝัน ซึ่งเราให้คำนิยามกับคนประเภทนี้ว่าเป็น “มนุษย์เจ้าปัญหา”  

มนุษย์เจ้าปัญหา คือ พวกที่มักทำให้คนรอบข้างเกิดความยุ่งยาก หงุดหงิด รำคาญใจ และบางทีอาจทำให้ผู้อื่นเสียหายได้ พวกเขาอาจเป็นเจ้านาย ลูกน้อง ลูกค้า เพื่อน หรือคนในครอบครัวของคุณ

ทั้งนี้ วิธีการที่ง่ายที่สุดเมื่อเจอกับคนเหล่านี้ก็คือ การเดินหนี หรือไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะหลายครั้งคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจวิ่งหนีปัญหาได้ ยิ่งไปกว่านั้น

บางครั้งคุณจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคนเหล่านี้ เพราะฉะนั้น คุณจึงควรเรียนรู้วิธีการรับมือกับมนุษย์เจ้าปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ  

1) อย่าเกลียดชัง แต่จงขอบคุณมนุษย์เจ้าปัญหา 

เมื่อคุณเจอกับมนุษย์เจ้าปัญหา คุณอาจรู้สึกโกรธ เกลียดชัง หรือท้อแท้สิ้นหวัง ความรู้สึกในแง่ลบเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณควรก้าวข้ามและผ่านมันไปให้ได้ เพราะมันเป็นตัวบ่อนทำลายความสุขของคุณ

วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ คุณควรเปลี่ยนทัศนคติ โดยคิดว่าพวกเขาเป็นสิ่งที่ท้าทายในชีวิต กล่าวคือ คุณควรคิดว่าการใช้ชีวิตหรือการทำงานกับคนเจ้าปัญหาเป็นบททดสอบหนึ่ง ซึ่งสิ่งนั้นจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น  

ด้วยเหตุนี้ คุณจึงควรขอบคุณพวกเขาที่ทำให้คุณรู้จักความอดทนอดกลั้น และได้พัฒนาตนเอง วิธีการนี้ดูเหมือนว่าเป็นวิธีการที่ยาก แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะหากคุณสามารถจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ คุณก็จะสามารถรับมือกับมนุษย์เจ้าปัญหาได้เช่นกัน  

2) ใช้มนุษย์เจ้าปัญหาเป็นตัวกระตุ้นสิ่งดีๆในตัวคุณ 

อีกหนึ่งวิธีในการรับมือกับมนุษย์เจ้าปัญหาก็คือ การใช้สิ่งเลวร้ายที่พวกเขาทำเป็นแรงผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่คุณกำลังนั่งทำงานอย่างหนัก เพื่อนร่วมงานของคุณได้นั่งจับกลุ่มนินทาและพูดคุยเรื่องไร้สาระทั้งวัน

แน่นอนว่าหากคุณเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ คุณต้องอารมณ์เสีย หงุดหงิด และไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรปล่อยให้ตัวเองจมกับความคิดด้านลบเหล่านั้น  

สิ่งที่คุณควรทำก็คือ การเปลี่ยนความรู้สึกแย่ๆให้กลายเป็นพลังเชิงบวก ให้คุณคิดซะว่ามันไม่ใช่เรื่องของคุณ

ดังนั้น คุณจึงไม่ควรเสียเวลาหรือใส่ใจกับการกระทำของคนเหล่านั้น และจงปล่อยให้พวกเขาทำต่อไปเพราะคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้

สำหรับตัวคุณเองก็ควรมุ่งมั่นตั้งใจ สร้างสรรค์สิ่งดีๆ พัฒนาตนเอง และใช้อุปสรรคทั้งหลายเป็นตัวกระตุ้นไฟในตัวคุณ   

3) ใช้เวลากับพวกเขาให้มากขึ้น 

แทนที่คุณจะวิ่งหนีปัญหา ให้คุณลองเปลี่ยนแนวทางดูบ้าง กล่าวคือ คุณอาจลองเข้ากลุ่ม หรือใช้เวลากับพวกมนุษย์เจ้าปัญหาให้มากขึ้น แม้วิธีการนี้อาจทำให้คุณรู้สึกว่ากำลังบีบบังคับจิตใจตนเองก็ตาม

แต่การคลุกคลีและร่วมทำกิจกรรมต่างๆกับคนเหล่านี้จะทำให้พวกเขาเปิดใจและยอมรับคุณมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็จะทำให้คุณรู้จักและเข้าใจพวกเขามากขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งวิธีนี้อาจทำให้คุณทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมในการสร้างปัญหาหรือก่อความวุ่นวายให้กับคนรอบข้างตลอดเวลา  

ทั้งนี้ เมื่อคุณเข้าใจพวกเขามากขึ้น คุณอาจได้ปรับมุมมองหรือทัศนคติของคุณที่มีต่อพวกเขาก็เป็นได้ และคุณก็จะสามารถควบคุมอารมณ์และจิตใจตนเองได้มากขึ้นเช่นกัน

สิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์เจ้าปัญหาได้อย่างเข้าใจ และราบรื่นยิ่งขึ้น 

4) ตั้งเป้าหมายของตัวคุณเอง 

การตั้งเป้าหมายเป็นหนึ่งในวิธีการรับมือกับคนเจ้าปัญหาพร้อมๆกับการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ ให้คุณลองตั้งเป้าหมายของตนเองที่เกี่ยวกับการรับมือกับมนุษย์เจ้าปัญหา

เช่น หากฉันเจอกับคนขี้บ่น ก้าวร้าว ซุบซิบนินทา ฉันจะต้องไม่รู้สึกแย่ หงุดหงิด หรือหมดกำลังใจ นอกจากนี้ ฉันจะพยายามเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนเจ้าปัญหาให้ได้ เป็นต้น  

คุณอาจตั้งเป้าหมายเล็กๆก่อน และค่อยๆขยับเป้าหมายให้สูงขึ้นเรื่อยๆ วิธีการนี้จะทำให้คุณรู้สึกท้าทาย และเห็นว่าการรับมือกับคนเหล่านี้เป็นเรื่องสนุก ทั้งยังช่วยให้คุณมีโอกาสในการพัฒนาตนเองอีกด้วย

กล่าวคือ หากคุณอดทนกับคนเจ้าปัญหาและยังสามารถทำงานร่วมกับเขาได้ ก็จะทำให้คุณเป็นคนใจเย็นขึ้น ใจกว้างขึ้น และอดทนมากขึ้น 

5) พยายามทำความเข้าใจและช่วยเหลือมนุษย์เจ้าปัญหา 

บางคนอาจเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาด้วยเหตุผลบางประการ ยกตัวอย่างเช่น บางคนเผชิญกับสิ่งเลวร้ายในชีวิตหรือมีปัญหาทางร่างกาย จิตใจ หรืออารมณ์ และสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นจึงส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกของพวกเขาจนทำให้เป็นมนุษย์เจ้าปัญหาในปัจจุบัน 

เพื่อเป็นการช่วยให้พวกเขามีพฤติกรรมที่พึงประสงค์มากขึ้น คุณควรปฏิบัติต่อเขาอย่างที่คุณต้องการให้เขาปฏิบัติต่อคุณ อย่างไรก็ตาม

คุณอาจต้องทำใจยอมรับว่า เขาอาจปฏิบัติต่อคุณได้ไม่ดีเท่าที่คุณปฏิบัติต่อเขา นั่นเป็นเพราะปมปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น คุณควรให้เวลากับพวกเขา พยายามทำความเข้าใจ และช่วยเหลือพวกเขาเมื่อมีโอกาส 

ที่มาบทความ

Source: http://www.lifehack.org/312503/encountered-difficult-people-and-wanna-escape-you-should-deal-with-them-these-5-ways 

8 สัญญาณ ยืนยันว่างานนี้ “ใช่” สำหรับคุณ

คนเราต้องใช้เวลาในการทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งหากเราทำงานอย่างเบื่อหน่าย เครียด หรือไม่มีความสุขแล้ว สิ่งนี้ก็จะบั่นทอนสุขภาพจิต และสุขภาพร่างกายของเรา ในทางตรงกันข้าม หากเราอยากไปทำงานในทุกๆเช้า มีความสุขกับงานที่ทำ เราก็จะสามารถทำงานออกมาได้ดี และมีประสิทธิภาพ

คุณเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า“คุณมีความสุขในการทำงานหรือเปล่า” แต่หากคุณยังสับสนและคิดไม่ออก ให้คุณลองอ่านบทความนี้ หากคุณมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับ 8 ตัวอย่างเหล่านี้ แสดงว่าคุณกำลังทำงานที่ใช่ และเหมาะสม มาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1) คุณคิดว่างานที่ทำมีคุณค่า

หลายคนทำงานแบบเช้าชามเย็นชามหรือทำงานตามหน้าที่เท่านั้นไม่ได้ทำงานเพราะรู้สึกสนุกสนานและมีความสุข ในทางกลับกัน คนที่มีความสุขในการทำงานมักเชื่อว่างานที่ตนเองทำมีความสำคัญและมีคุณค่า

สำหรับพวกเขาเงินอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของชีวิต แต่งานที่ได้ทำ คือ ความสุขและความท้าทายดังนั้น ทุกครั้งที่ได้เห็นผลลัพธ์จากการทำงาน พวกเขาจะมีความสุขเสมอ

2) คุณรู้สึกมีแรงจูงใจที่จะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า

เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า หัวของคุณคิดถึงอะไร หากคุณงัวเงีย ไม่อยากลุกจากที่นอน และเลื่อนเวลาของนาฬิกาปลุกไปเรื่อยๆ นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณไม่อยากมาทำงาน

ในทางตรงกันข้าม หากคุณตื่นขึ้นมาอย่างสดใส พร้อมที่จะเริ่มต้นวันใหม่ รู้สึกกระตือรือร้น และมีกำลังใจในการทำงาน แสดงว่าคุณกำลังทำงานที่ใช่และมีความสุข

3) คุณไม่เกลียดเย็นวันอาทิตย์ และไม่กลัวเช้าวันจันทร์

เย็นวันอาทิตย์และเช้าวันจันทร์ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายและทรมานใจของคนทำงานหลายๆคน เพราะมีอีกตั้ง5 วันที่ต้องทำงานจนกว่าจะถึงวันหยุดอีกครั้งอย่างไรก็ตาม

หากคุณไม่รู้สึกเกลียดหรือกลัวช่วงเวลานี้แสดงว่าคุณมีความสุขกับงานที่รับผิดชอบ เพราะสิ่งที่อยู่ในใจคุณก็คือ ไม่ว่าจะเป็นวันไหนของสัปดาห์ คุณก็มีความสุขเพราะได้ทำในสิ่งที่คุณรัก

4) คุณไม่ได้ทำงานแบบเอาตัวรอดไปวัน ๆ

หลายคนคิดว่าการทำงานคือการต่อสู้ หรือการพยายามเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นปัญหาในแต่ละวัน กล่าวคือ แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างใจจดใจจ่อ คุณกลับทำงานแบบเอาตัวรอดไปวันๆ

หรือทำงานแต่ละชิ้นให้จบๆไปโดยไม่คำนึงว่างานจะมีคุณภาพดีหรือไม่ หากคุณมีพฤติกรรมเช่นนี้แสดงว่าคุณกำลังมีความทุกข์กับการทำงาน

ในทางกลับกัน หากคุณรู้สึกสนใจในเนื้องานทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ และมักสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเยี่ยม นั่นแสดงว่าคุณรักในงานที่ทำ จึงพยายามทำมันออกมาให้ดีที่สุด

5) คุณไม่สามารถหยุดเล่าเรื่องงานของคุณให้คนอื่นฟังได้

คุณเคยเล่าเรื่องงานของคุณให้เพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวฟังบ้างไหม อาจเป็นเรื่องความยิ่งใหญ่ของบริษัท ความท้าทายของงาน หรือความน่ารักของเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น

หากคุณเคยทำเช่นนั้น ทั้งๆที่ในขณะที่คุณเล่าเรื่องงานให้คนอื่นฟัง พวกเขาแทบจะไม่ใส่ใจคุณเลย แต่คุณก็ยังคงเล่าต่อไป หากคุณมีพฤติกรรมเช่นนี้ แสดงว่าคุณรู้สึกสนุกและมีความสุขกับงานที่ทำ

6) คุณแทบจะไม่ได้มองนาฬิกาเลย

ในที่ทำงานมีพนักงาน 2 ประเภท ประเภทแรกคือ พวกที่จ้องมองนาฬิกาตลอดเวลาคนประเภทนี้มักรู้สึกว่าเวลาทำงานแต่ละวันช่างยาวนานเหลือเกิน และพวกเขาจะรอคอยให้ถึงเวลาเลิกงานอย่างใจจดใจจ่อ

อีกประเภทหนึ่งคือ พวกที่แทบจะไม่มองนาฬิกาในเวลาทำงานเลย และเมื่อพวกเขาเงยหน้าดูนาฬิกาอีกทีก็จะพบว่าเป็นเวลาเลิกงานแล้ว คนกลุ่มนี้จะรู้สึกว่าในแต่ละวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หากคุณมีพฤติกรรมคล้ายกับคนกลุ่มที่สองแสดงว่าคุณรักและพึงพอใจกับงาน

7) คุณใช้เวลากับเพื่อนร่วมงานของคุณอย่างมีความสุข

บางคนรู้สึกไม่อยากทำงาน เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงาน หรือมีความรู้สึกด้านลบต่อเพื่อนร่วมงาน สิ่งนี้เป็นตัวบั่นทอนกำลังใจ และความสุขในการทำงาน

ดังนั้น เราไม่ควรปล่อยให้ตนเองเกิดความรู้สึกเช่นนี้ ทางที่ดีคุณควรมองเพื่อนร่วมงานในแง่บวก และอาจใช้เวลาในการทำกิจกรรมร่วมกับพวกเขาให้มากขึ้น

ทั้งนี้ หากคุณส่งข้อความไปหาเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน หรือใช้เวลาในวันหยุดเพื่อไปรับประทานอาหาร ท่องเที่ยว หรือซื้อของด้วยกัน แสดงว่าคุณรู้สึกดี และต้องการการมีส่วนร่วมกับทีม สิ่งนี้แปลว่าคุณกำลังมีความสุขกับงานและเพื่อนร่วมงานของคุณ

8) คุณไม่เข้าใจว่าทำไมมีคนถึงเกลียดงานของตัวเอง

ผลสำรวจชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่าผู้คนจำนวนมากถึง 80% เกลียดงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของลักษณะงาน เพื่อนร่วมงาน ผลตอบแทน หรือสิ่งอื่นๆ

กล่าวคือ คนจำนวน 4 ใน 5 คนที่ไปทำงานทุกวันรู้สึกไม่พึงพอใจในงานที่ตนทำอยู่ ซึ่งหากคุณไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงเกลียดงานของตัวเอง นั่นอาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่างานที่คุณทำอยู่เหมาะสมกับคุณ

เมื่อคุณอ่านบทความนี้จบลง และพบว่าตนเองมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับตัวอย่างใน 8 ข้อข้างต้น ขอแสดงความยินดีด้วย ถือว่าคุณเป็นคนโชคดีมาก เพราะคุณได้ทำงานที่รักและเหมาะสมกับคุณ

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand

(Source: http://www.lifehack.org/309681/8-signs-youve-chosen-the-right-job)

เคล็ดลับมัดใจ เจ้านาย 4 ประเภท

คุณเคยสังเกตไหมครับ ว่าผู้คนรอบตัวเรามากมาย มีลักษณะนิสัยคล้ายๆ กัน 4 แบบ 

เจ้านายของเราก็เช่นเดียวกัน  จะมีลักษณะทางจิตวิทยา 1 ใน 4 แบบนี้ การจะเอาชนะใจเจ้านายให้ได้ จึงต้องวิเคราะห์เบื้องต้น ให้รู้ว่าท่านๆ ของเราเป็นเจ้านายประเภทไหนกันแน่

ลักษณะเจ้านาย 4 ประเภท 


1.เผด็จการ

เจ้านายประเภทนี้มีลักษณะทางจิตวิทยาแบบ Dominance จึงมีนิสัยที่มุ่งมั่น อยากได้ผลลัพธ์เร็วๆ โดยไม่ยึดติดกับหลักการ ระเบียบ ขั้นตอน ฯลฯ เป็นเจ้านายที่ชอบตัดสินใจ กล้าได้กล้าเสีย บ่อยครั้งที่เขาทำให้คุณรู้สึกหวาดกลัวกับความมุทะลุดุดันของเขาแต่ขอให้คุณเข้าใจว่านั่นเป็นเพราะเขาต้องการให้ผลงานออกมาดีที่สุด 

Tips : วิธีเอาชนะใจเจ้านายเผด็จการ

ในการทำงานคุณต้องปรับเปลี่ยนจากวิธีการทำงานตามกระบวนการ มาเป็นการทำงานแบบเอาผลลัพธ์มาก่อน ในการพูดคุยให้คุณพูดแบบสั้น กระชับ เข้าเนื้อหาประเด็นสำคัญทันที

และอย่าลืมเตรียมข้อเสนอแนะไว้ให้ท่านๆ ตัดสินใจด้วย (ท่านๆ จะปลื้มมากถ้าได้โชว์ power ในการตัดสินใจ)


2.เจ้าสำราญ    

เจ้านายประเภทนี้มีลักษณะทางจิตวิทยาแบบ Influence จึงมีนิสัยเจ้าสำราญ ชอบคิดอะไรนอกกรอบ ใช้ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล จนบ่อยครั้งอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่าเวลาดีก็ดีใจหาย  เวลาร้ายก็เหมือนระเบิดลง

ขอให้คุณเข้าใจว่าแม้จะมีติสแตกอยู่บ่อยครั้งแต่ในส่วนลึกๆ ของจิตใจท่านๆ เหล่านี้ เค้ารักคุณเหมือนลูกหลาน เพราะคนประเภทนี้จะไม่ยอมทำงานกับคนที่ไม่รักเป็นอันขาด

Tips : วิธีเอาชนะใจเจ้านายเจ้าสำราญ

ในการทำงานหรือนำเสนองานให้คุณใช้ความรู้สึก หรือ Sense ในการสื่อสารกับท่านๆ เหล่านี้ ถึงแม้งานจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้างแต่พยายามสื่อความรู้สึกออกมาในรูปแบบของความรู้สึกที่ดี (Feel Good)

การพูดคุยไม่ต้องเน้นประเด็น  เหตุผล และสรุปให้มากนัก อย่าลืมว่าลึกๆ เจ้านายพวกนี้ไม่ได้มีสาระอะไรกับเขาเท่าไรหรอก


3.คุณครูระเบียบ

เจ้านายประเภทนี้มีลักษณะทางจิตวิทยาแบบ Steadiness จึงมีระบบความคิดที่เป็นระบบ มีระเบียบวินัยในตนเองสูง(มากๆๆๆๆๆ) กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความไม่แน่นอน ไม่ชอบตัดสินใจ

บ่อยครั้งที่คุณรำคาญกับความจุกจิกเจ้ากี้เจ้าการของท่านๆ แต่ขอให้คุณเข้าใจว่าความจุกจิกทั้งหลายมาจากสัญชาตญาณความระมัดระวังตัวเองของคนประเภทนี้ แล้วเขาก็กำลังหวังดีและเป็นห่วงคุณจึงต้องจุกจิก

 Tips : วิธีเอาชนะใจเจ้าระเบียบ

ในการทำงานกับเจ้านายประเภทนี้ขอให้คุณระลึกเอาไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะทำอะไรท่านๆ จะตัดสินใจบนพื้นฐานของความปลอดภัย หรือ Play Save

ดังนั้น ทุกการพูดคุย การนำเสนองาน คุณจะต้องให้น้ำหนักความสำคัญกับระเบียบ ขั้นตอน กระบวนการ ตัวเลขและสถิติ ที่ครบเครื่อง มาก่อนผลลัพธ์หรือ Idea เพราะท่านๆ ทั้งหลายไม่ชอบกระโดดออกไปนอกพื้นที่ Comfort Zone


4.นักปรัชญา

เจ้านายประเภทนี้มีลักษณะทางจิตวิทยาแบบ Compliance จึงเป็นคนที่เจ้าหลักการ เป็นนักคิดวิเคราะห์ ในสมองจะเต็มไปด้วย Logic ต่างๆ มากมาย จนบ่อยครั้งที่คุณเกร็งกับการนำเสนองาน

เพราะไม่ว่าจะพูดอะไรออกไป จะทำเอกสารเสนอแบบไหน ก็จะโดนท่านๆ สวนมาด้วยคำถามที่คาดไม่ถึงทุกครั้งไป แต่ขอให้คุณเข้าใจว่าที่ท่านๆ ทำแบบนี้เพราะต้องการให้ผลงานของคุณออกมาแบบสมบูรณ์แบบที่สุด และท่านก็เล็งเห็นแล้วว่าคุณทำได้

Tips : วิธีเอาชนะใจเจ้านายช่างวิเคราะห์

ในการทำงานกับเจ้านายประเภทนี้คุณต้องเน้นเรื่องความแม่นยำของข้อมูล Database จะต้องมาก่อน Process และ Idea เสมอ

ในการพูดคุยหรือนำเสนองานให้คุณเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า 3-5 คำตอบไว้ได้เลย เพราะท่านๆ ประเภทนี้จะต้องยิงคำถามหลังคุณพูดจบแน่ๆ ไม่ว่าเรื่องที่คุณพูดจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก เพราะท่านๆ ทั้งหลายชอบความสมบูรณ์แบบ นั่นเอง


คุณมีเจ้านายประเภทไหนครับ ?

จริงอยู่ว่าเราไม่สามารถเป็นกบเลือกนายได้ แต่เราเลือกวางตัวให้เหมาะสมกับเจ้านายแต่ละประเภทได้

ขอให้คุณผู้อ่านชนะใจเจ้านายและชนะใจตนเองครับ

บทความโดย จิตเกษม น้อยไร่ภูมิ (แมงปอ)

7 เทคนิคใหม่ เลือกคนอย่างไร ไม่ให้เปลี่ยนงานบ่อย

2

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับผู้บริหารคือการคัดสรรคนให้เหมาะกับงาน  ผลประกอบการจะออกมาดีหรือไม่ย่อมขึ้นกับคน Learning Hub จึงขอนำเสนอ 7 เคล็ดลับในการเลือกคนให้เข้ากับงาน หรือ “Put the right man on the right job”

ฝากให้บรรดาผู้บริหารได้ลองนำไปเป็นไอเดียในการเลือกลูกน้องกันครับ 


1.พิจารณาจากงานที่เคยทำ  

งานที่แตกต่างจึงต้องการคนที่แตกต่างกัน  

Peter  Drucker ปรมาจารย์ด้านการจัดการยุคใหม่ กล่าวว่าหากพนักงานทำงานไม่ดี   ย่อมเป็นความผิดของผู้บริหาร ไม่ใช่พนักงาน เพราะผู้บริหารเป็นคนเลือกเขามาทำงานเอง                        

ดังนั้นเพื่อป้องกันความผิดพลาด ผู้บริหารจึงต้องใส่ใจกับการเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน เขาจึงแนะนำว่า    การเลือกคนต้องพิจารณาจากงานที่คนผู้นั้นเคยรับผิดชอบมาก่อน อย่างน้อยก็จากประสบการณ์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 

ยกตัวอย่างเช่น การจะหาผู้จัดการฝ่ายการตลาดสักคน ต้องคิดก่อนว่า หน้าที่ของผู้จัดการคนนี้ คืออะไร เพิ่มยอดขาย คิดค้นสินค้าใหม่   หรือเจาะตลาดใหม่

ซึ่งงานแต่ละอย่างมีความแตกต่างกัน จึงต้องการคนที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรเลือกพนักงานที่เคยผ่านงานหรือมีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งนั้นมากที่สุด

หากคุณสนใจแนวคิดดีๆของ Drucker ผมแนะนำหนังสือชื่อ The Essential Drucker ครับ 


2.อย่ามอบงานใหญ่ ให้คนไม่ใหญ่   

กระจายอำนาจการตัดสินใจให้พนักงาน  

Alfred Sloan อดีตผู้บริหารบริษัท General Motors ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับบริษัท  หนึ่งในนั้นคือการปรับวิธีการทำงาน โดยการกระจายอำนาจให้พนักงาน ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและสามารถแสดงความคิดเห็นได้ 

ซึ่งเป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในองค์กร  แต่ไม่ได้หมายความว่าพนักงานทุกคนจะมีอำนาจในการตัดสินใจเท่ากันนะครับ เพราะสำหรับพนักงานใหม่แล้ว        

เขาจะยังไม่มอบหมายภาระงานสำคัญให้ เนื่องจากยังอ่อนประสบการณ์ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความผิดพลาดได้     เขาจึงมอบหมายให้พนักงานใหม่ทำงานที่มีความชัดเจนสูง คาดการณ์ได้

ส่วนพนักงานที่มีประสบการณ์แล้วเขาจึงเพิ่มอำนาจในการตัดสินใจครับ  คุณสามารถติดตามแนวคิดของเขาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.economist.com/node/13047099  


3. ถามไถ่คนใกล้ชิด  

ผู้บริหารต้องฟังสิ่งที่คนอื่นคิด  

Hermann Abs อดีตผู้บริหาร Deutsche Bank มีมุมมองว่า การเลือกใช้คนของผู้บริหารโดยมากตั้งอยู่บนอคติส่วนตัว ทำให้ใช้คนผิดประเภท หรือเลือกแต่งตั้งคนที่ใกล้ชิดมากกว่าคนที่มีความสามารถ  

เพื่อให้การเลือกคนมีความถูกต้องและผิดพลาดน้อยที่สุด เขาจึงมองว่านอกจากการสอบประวัติของบุคคลที่ต้องการแต่งตั้งแล้ว ผู้บริหารควรจะสอบถามจากเจ้านายเก่า ลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงาน อย่างน้อย 3 – 5 คน

เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านเพื่อประกอบการเลือกคนที่เหมาะสม ดังนั้น “ We need to listen ผู้บริหารจึงต้องรับฟัง” ครับ

คุณสามารถอ่านแนวคิดของเขาเพิ่มเติมที่ http://www.independent.co.uk/news/people/obituary-hermann-abs-1392727.html  


4.เลือกคนที่เข้าใจงาน  

วิถีของ Apple คือสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้า  

Tim Cook ซีอีโอบริษัท Apple ผู้มุ่งมั่นสร้างสรรค์สินค้าเทคโนโลยีขั้นเทพให้กับลูกค้า ดังนั้นหัวใจสำคัญของ Apple จึงอยู่ที่แผนกฮาร์ดแวร์เทคโนโลยี เพราะแผนกนี้จะทำหน้าที่ผลิตชิป ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสมองของสินค้า

ดังนั้นคนที่จะรับบทหนักเช่นนี้ Tim Cook จึงเลือก  Johny Srouji  ทำไมต้องเป็นเขา ? 

 Srouji เคยผ่านงานจากบริษัท Intel และ IBM มาก่อน เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการวางระบบชิปเป็นอย่างดี เมื่อเขาเข้าร่วมงานกับ Apple  Srouji มีส่วนอย่างมากในการออกแบบระบบการทำงานของ iPhone และแท็บเล็ตใหม่  

ทำให้ระบบการทำงานมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น   

จึงทำให้  Apple สามารถยืนหยัดแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างมั่นคง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ Tim Cook เลือกคนที่เข้าใจงานทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม ทำความรู้จัก Johny Srouji ได้ที่นี่ครับ https://www.linkedin.com/in/johny-srouji-1b7a944  


5.เข้าใจคนก่อนใช้คน   

อย่าให้จุดด่างดำมาบดบังหยกขาว  

Bob Burg วิทยากรชื่อดังของสหรัฐอเมริกา และเจ้าของหนังสือชื่อ The Go-Giver Leader  เป็นกูรูอีกคนหนึ่งด้านการใช้คนครับ แน่นอนครับว่า ทุกคนย่อมมีดีมีเสียแตกต่างกันไป

เขาจึงแนะนำครับว่าควรมองคนจากจุดแข็งก่อนครับ เพราะมูลค่าของงานจะสร้างสรรค์ขึ้นได้จากจุดแข็งของคน  

จากนั้นจึงพิจารณาจากจุดอ่อนครับ แต่ไม่ใช่คือมีจุดอ่อนแล้วคัดออกนะครับ เพราะเขาแบ่งจุดอ่อนออกเป็น 3 ประเภท คือ จุดอ่อนที่ไม่เป็นปัญหา จุดอ่อนที่แก้ไขได้ และจุดอ่อนที่เป็นปัญหา 

พูดง่ายๆก็คือ หากพนักงานมีจุดอ่อน 2 ประเภทแรก ไม่ถือเป็นปัญหาครับ แต่หากเป็นจุดอ่อนประเภทที่สาม แม้ว่ามีจุดแข็งที่ดีแค่ไหนคงต้องคัดออกครับ  

เขาได้ยกตัวอย่างวิศวกรที่ทำงานเก่งคนหนึ่ง ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแผนก แต่วิศวกรรายนี้ทำหน้าที่ประสานงานได้ไม่ดี แต่งานในตำแหน่งหัวหน้าต้องมีทักษะการประสานงาน

ดังนั้นจุดอ่อนของเขาถือเป็นประเภทที่สาม เพราะถ้าเขาไม่สามารถประสานงานได้  ก็ไม่อาจแบกรับความรับผิดชอบได้ครับ ติดตามแนวคิดของ Bog Burg ได้ที่ https://www.facebook.com/burgbob/  


 6.เลือกคนจากลักษณะนิสัย   

Judging เหมาะกับงานบัญชี แต่ Perceiving เหมาะกับงานการตลาด  

โดยทั่วไปลักษณะนิสัยของแต่ละคนมีส่วนอย่างมากต่อผลลัพธ์ของการทำงาน   คนที่ชอบทำงานเป็นขั้นเป็นตอน วางแผนล่วงหน้า ไม่ค่อยครีเอทีฟ เรียกว่า Judging ครับ เหมาะกับการทำงานบัญชีหรือการเงิน เพราะเป็นคนละเอียด 

แต่คนที่ชอบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ชอบงานเอกสาร เรียกว่า Perceiving เหมาะกับงานการออกแบบหรือการตลาดครับ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Target ถูกโจรกรรมข้อมูลบริษัทสูญเสียความเชื่อมั่น  

ผู้ถือหุ้นจึงเลือก John Mulligan ดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการ CEO แทน CEO คนเก่าที่ขาดความน่าเชื่อถือไปแล้ว เหตุที่เลือกเขาเพราะเขาเป็นรองประธานฝ่ายการเงินหลายปี ทำงานละเอียด

หรือก็คือเป็นคนประเภท Judging ซึ่งเหมาะที่จะเข้ามาประเมินความเสียหายและฟื้นฟูสถานะทางการเงินภายหลังถูกโจรกรรมข้อมูล  คนละเอียดและรอบคอบจึงเหมาะกับสถานการณ์นี้มากกว่าคนครีเอทีฟครับ

คุณสามารถศึกษาประวัติของ John Mulligan ได้ที่  https://www.linkedin.com/in/john-mulligan-2664812 


 7.ต้องเป็นที่ยอมรับ 

เลือกคนที่เป็นที่ยอมรับ ย่อมทำงานได้ราบรื่น  

เทคนิคนี้ผมได้บทเรียนจากประธานาธิบดีโอบามาครับ   เมื่อครั้งโอบามารับตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ๆ เสียงวิพากษ์ดังขรมว่า โอบามาขาดประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้การประสานงานกับรัฐสภาจะเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากมาก  

คงไม่มีใครให้ความร่วมมือกับเด็กอ่อนอย่างโอบามาแน่  ดังนั้นโอบามาจึงดึง โจเซฟ ไบเดน เข้ามาเป็นรองประธานาธิบดี ซึ่งจะเขาเคยเป็นกรรมาธิการด้านต่างประเทศถึง 9 สมัย

ด้วยประสบการณ์ชั้นเซียนเช่นนี้ ย่อมกลบจุดอ่อนของโอบามาได้เป็นอย่างดี และความน่าเชื่อถือและการยอมรับย่อมเพิ่มขึ้น  หากคุณสนใจสามารถติดตามโอบามาได้ที่ https://www.barackobama.com/  

แม้ว่าคุณจะเรียนรู้เทคนิคการใช้คนทั้ง 7 ข้อไปแล้วก็ตาม แต่ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ แต่หากเราใช้คนผิดพลาด เราก็ควรยอมรับความจริง และเปลี่ยนคนใหม่ให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นอาจจะสร้างความเสี่ยงให้กับองค์กรได้  เพราะ Misfit is cruel to an organization.    

เรียบเรียงโดย วิญญู – Learning Hub Team 

ที่มา  http://www.bloomberg.com/features/2016-johny-srouji-apple-chief-chipmaker/

 

10 เคล็ดลับ เพื่อการบริหารเวลาที่ดีขึ้น

3

“เวลาเป็นเหรียญที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคุณ คุณและคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดว่าเหรียญนั้นจะถูกใช้ไปอย่างไร สิ่งหนึ่งที่คุณต้องระวังคือ..อย่าให้ใครมาเป็นคนกำหนดหรือใช้มันไปแทนคุณ” – จอห์น ดรายเด็น

การบริหารเวลาเป็นทักษะที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จทั้งในอาชีพของคุณและชีวิตส่วนตัว เชื่อเถอะค่ะว่า ความสามารถในการบริหารจัดการเวลาที่คุณสร้างมันในวันนี้จะช่วยคุณไปได้ตลอดขีวิตเลยทีเดียวค่ะ 

วันนี้เรามี 10 เคล็ดลับที่ไม่ลับ ที่จะช่วยพัฒนาความสามารถในการบริหารเวลาของคุณได้ค่ะ

1.วางแผนเวลาทุกวัน

จัดแจงเวลาสักครึ่งชั่วโมงไว้วางแผนเวลาทั้งวันของคุณทุกวัน ใช่ค่ะ มันอาจจะฟังดูแปลกๆ ที่จะวางแผนในการวางแผน

แต่การจินตนาการ

หรือนึกถึงงานที่คุณตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องสำเร็จภายในวันนี้ และจัดเรียงลำดับความสำคัญของงานแต่ละงานจะสามารถช่วยให้คุณเห็นภาพความสำเร็จและนึกภาพออกง่ายขึ้นว่าควรจะทำอย่างไร

2.เผื่อเวลาให้กับสิ่งรบกวนต่างๆบ้าง

ทุกครั้งที่ทำการนัดหมาย หรือลงตารางเวลางาน อย่าลืมเผื่อเวลาสำหรับสิ่งรบกวนต่างๆที่จะหยุดการทำงานของคุณชั่วคราวให้คุณทำงานได้ช้าลง

ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ดัง มีงานด่วน หรือ อีเมลที่ไม่คาดคิดอาจจะเข้ามามากมาย ถ้าคุณพยายามที่จะนัดหมายใครต่อใครแบบเวลาชนเวลาเป๊ะๆ โดยที่ไม่ได้มีเวลาเว้นว่างหรือเผื่อเวลาไว้บ้างเลย

แน่นอนเลยค่ะว่าคุณจะไม่สามารถทำตามทุกนัดหมายได้ทันเวลาค่ะ

3.ถ้าไม่จำเป็นต้องตอบตอนนี้ ก็ยังไม่ต้องตอบ

ยอมรับเถอะค่ะว่าคุณไม่สามารถรับโทรศัพท์ทุกสายหรือตอบกลับทุกอีเมลได้ในทันที หากคุณจำเป็นต้องทำโปรเจคหรืองานของคุณให้เสร็จจริงๆ ก็ปล่อยให้โทรศัพท์ดัง

หรือ ปล่อยให้ไลน์ แชต หรือ ข้อความต่างๆดังไปก่อน อย่าตกอยู่ในกับดักของการโต้ตอบกับทุกสิ่ง ถ้ามันไม่ได้จำเป็นต้องมีการตอบรับจากคุณตอนนี้ ก็ยังไม่ต้องสนใจมันหรอกค่ะ

4.กำหนดเวลาการทำงานให้กับตัวเอง

ลองกำหนดเวลาของการทำงานแต่ละชิ้นให้ตัวเองตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันไม่ให้งานของคุณลากยาวเกินไป

เช่น หากคุณกำหนดไว้ว่า คุณต้องส่งอีเมลจำนวน x อีเมลให้เสร็จภายในเวลา Y ชั่วโมง การที่คุณจะถูกดึงความสนใจไปที่งานอื่นๆที่ยังไม่จำเป็นก็จะลดน้อยลง

อีกไอเดียหนึ่งที่ดีคือ การตั้งกำหนดเวลาเหล่านี้ในปฏิทินของคุณค่ะ เพื่อช่วยในการติดตาม และทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วยนะคะ 

5.สรุปคร่าวๆทั้งก่อนและหลังการพูดคุย

ทุกครั้งก่อนการประชุม หรือการนัดหมาย หรือแม้แต่การคุยโทรศัพท์ ลองใช้เวลาสักนิดเพื่อคิดคร่าวๆ สรุปในใจของคุณก่อนว่าสิ่งที่คุณต้องการจากการประชุม หรือนัดหมายหรือการคุยในครั้งนี้คืออะไร

วิธีนี้จะทำให้คุณเห็นภาพความสำเร็จก่อนที่จะเริ่มต้นลงมือทำ หลังการประชุม การนัดหมาย หรือการคุยโทรศัพท์

ลองใช้เวลาอีกสักนิดในการสรุปว่าคุณได้อะไรจากการประชุม หรือการคุยครั้งนี้บ้าง

วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้นในระหว่างการประชุม หรือการคุยของคุณ

แต่ยังจะช่วยให้คุณมีประสิทธิภาพในการพูดคุยมากขึ้น และท้ายที่สุด คุณก็จะได้รับสิ่งที่คุณต้องการได้เร็วขึ้นอีกด้วยค่ะ 

6.ทฤษฎี 80/20

“กฏแห่งทฤษฎีของพาเรโต้” ระบุว่า 80 เปอร์เซนต์ของความสำเร็จของคุณ มาจากกิจกรรม 20 เปอร์เซนต์ ในตลอดทั้งวันของคุณ พยายามลองนึกสิคะว่า

กิจกรรมที่นับเป็น 20 เปอร์เซนต์ของคุณมีอะไรบ้าง และพยายามค่อยๆแทรกกิจกรรมเหล่านั้นเข้าไปในแต่ละวันของคุณมากขึ้น และค่อยๆเพิ่มเวลาให้กับมันมากขึ้นไปเรื่อยๆค่ะ

7.รู้จักแบ่งงานให้คนอื่นบ้าง

บางคนอาจจะรู้สึกอึดอัด หรือ ไม่ค่อยถนัดในการมอบหมายงานต่างๆที่อยู่ในมือไปให้ลูกน้องหรือคนอื่นๆ

สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งดีในระยะยาวนะคะ สิ่งที่ดีกว่าคือ การค่อยๆเรียนรู้ที่จะแบ่งงาน โดยเริ่มจากงานที่ไม่ค่อยสำคัญมากนักไปให้คนอื่นได้ทำบ้าง

หรือจ้างคนอื่นที่เชี่ยวชาญกว่ามาทำ ในกรณีที่สามารถทำได้ดีกว่าค่ะ

8.ทำงานที่คล้ายๆกันในทีเดียว

รวบรวมงานที่คล้ายๆกันมาทำพร้อมกันในทีเดียว เช่น หากคุณต้องโทรศัพท์หาคนหลายๆคนในวันนั้น

หาเวลาสักครู่แยกตัวออกมาจากทุกๆงาน และคุยโทรศัพท์ให้เสร็จในทีเดียวไปเลยค่ะ

9.เด็ดขาดกับเวลาในการประชุม

คุณต้องเด็ดขาดกับการประชุมค่ะ โดยคุณควรจะกำหนดวาระ หัวข้อการประชุมและกำหนดเวลาของแต่ละหัวข้อ

อย่าปล่อยให้ผู้เข้าร่วมประชุมลากยาวหรือนอกเรื่องมากจนเกินไป มีสถิติว่าโดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานออฟฟิศใช้เวลาอยู่ในห้องประชุมถึง 16 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์

ซึ่งโดยประมาณ 4 ชั่วโมงใน 16 ชั่วโมงที่ว่านี้ ถือเป็นเวลาที่สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้น เราควรจะเอาเวลาที่สิ้นเปลืองนั้น ไปทำงานอย่างอื่นกันดีกว่าค่ะ

10.เมื่อต้องโฟกัส ก็ต้องโฟกัส

กำจัดสิ่งรบกวนสมาธิเมื่อคุณต้องการที่จะโฟกัสกับงานของคุณ ซึ่งอาจจะหมายถึง การไปนั่งทำงานในห้องที่เงียบสงบ

หรือใส่หูฟังเพื่อป้องกันเสียงรบกวนในออฟฟิศ พยายามอย่าเปิดเว็บไซต์สื่อสังคมต่างๆบนเบราเซอร์ของคุณไว้นะคะ

นอกซะจากเว็บเหล่านั้นจะมีความจำเป็นต่องานของคุณค่ะ

ในขณะที่คุณฝึกฝนศิลปะในการควบคุมเวลา มันคือการฝึกการควบคุมตนเองค่ะ และท้ายที่สุด คุณก็จะพบว่า เมื่อคุณฝึกตัวเองได้ คุณก็สามารถควบคุมส่วนอื่นๆในชีวิตของคุณให้มันเป็นไปในแบบที่คุณต้องการได้เฉกเช่นเดียวกัน

และเมื่อคุณถามตัวเองว่า “ใครเป็นคนควบคุมชีวิตของฉันกันนะ?” คุณจะรู้ว่าคำตอบนั้นคืออะไร ใช่มั้ยล่ะคะ

ให้โอกาสตัวเองเรียกชีวิตที่กระฉับกระเฉงของคุณคืนกลับมาได้แล้ว…ได้เวลาแล้วค่ะ!

ที่มาบทความ   http://talentonline.com/

 

5 ผู้นำทางความคิด ที่มีคนติดตามมากที่สุดบนโลกโซเชียล

5-leader-the-most-follower

“เราจะเป็นอะไรในอนาคต ขึ้นอยู่กับเพื่อนที่เราคบ หนังสือที่เราอ่าน” วลีนี้มีมานานแล้วครับ และยังคงเป็นจริงต่อไปทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าเราจะเป็นใคร สังคมที่เราอยู่ สื่อที่เรารับ มีผลต่อชีวิตเราอย่างชัดเจน

ดังนั้นถ้าอยากทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น เราก็ต้องรับสื่อดีๆ ติดตามความคิดของคนสำเร็จในแบบที่เราต้องการจะเป็น แต่เพื่อนๆ คงมีคำถามว่า แล้วถ้าอยากจะเริ่มติดตามความคิดดีๆ จะหาได้จากที่ไหนกันล่ะ

วันนี้ Learning Hub เลยขอเสนอ “5 นักคิด ที่มีคนติดตามมากที่สุดบนโลกโซเชียล” เผื่อว่าคุณจะมีพลังฮึดอยากลุกมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเปลี่ยนโลกเหมือนนักคิด 5 ท่านนี้ มาเริ่มกันเลยครับ

1. Mark Zuckerberg – มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

“Some people dream of success… while others wake up and work hard at it.”

“คนบางคนได้แต่ฝันที่จะประสบความสำเร็จ ขณะที่คนอื่นลุกขึ้นมาทำงานหนักเพื่อความฝันนั้น”

ชื่อนี้ในยุคนี้คงยากที่จะมีคนไม่รู้จัก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ facebook เว็บไซต์เครือข่ายสังคม (Social Network) ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก  สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นคือ เขาเป็นมหาเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งของโลก (ปัจจุบันอายุ 31 ปี) และทำให้การใช้ Social Network แพร่กระจายไปทั่วโลก

ส่งผลให้วิถีชีวิตของคนในยุคนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงครับ แค่นี้ ก็รู้สึกถึงความโดดเด่นของผู้ชายคนนี้แล้วใช่ไหมครับ แต่ยังไม่พอครับ… สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มผู้นี้มีคนติดตามทั่วโลก คือ ปณิธานอันแรงกล้าที่จะทำให้โลกนี้เชื่อมโยงกันและเปิดเผยกันมากที่สุด

มาร์ค มีวิสัยทัศน์เพื่อสร้างผลกระทบที่ดีต่อโลก โดยไม่ได้สนใจความมั่งคั่งของตัวเองเลย (เงินเป็นเพียงของแถมในชีวิตเขา) ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่มาร์คทำจริงครับ ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตที่พอเพียง น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นชีวิตหรูหราของชายผู้นี้ ทั้งที่ติดอันดับต้นๆ ของมหาเศรษฐีโลก

เขาพูดเสมอว่า “ผมไม่ได้ทำ Facebook เพื่อเงิน แต่เงินเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น”

นอกจากความคิดดีๆ แบบนี้ หนุ่มคนนี้ยังเป็นคนใจบุญเอามากๆ เพราะมาร์คตัดสินใจบริจาคหุ้น 99% ของหุ้นที่เขามีอยู่ใน facebook ให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เขาก่อตั้งขึ้นร่วมกับภรรยาครับ องค์กรที่ว่านี้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ในด้านต่างๆ

เช่น สุขภาพ การศึกษา งานวิจัยและพลังงาน ทั้งหมดที่เขาทำก็เพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น เราจึงไม่แปลกใจเลยที่ มาร์ค จะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกโดยเขามีผู้ติดตามเขาผ่าน facebook กว่า 53 ล้านคน

ซึ่งนอกเหนือจากข่าว และบทความต่างๆ เกี่ยวกับเขา เราสามารถติดตามความคิดของมาร์คได้ใน facebook ส่วนตัวของเขาได้เลยที่ https://www.facebook.com/zuck ลองติดตามกันดูนะครับ

2. Oprah Winfrey – โอปราห์ วินฟรีย์

“Be thankful for what you have; you’ll end up having more. If you concentrate on what you don’t have, you will never, ever have enough.”

“จงมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณมี แล้วคุณจะได้รับสิ่งนั้นเพิ่มมากขึ้น  แต่ถ้าคุณหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่คุณไม่มี คุณจะไม่มีวันได้รับสิ่งไหนพอเลย”

หากพูดถึงหญิงเก่งระดับโลก เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึง โอปราห์ วินฟรีย์ ด้วยแน่นอนครับ เธอเป็นพิธีกรชื่อดัง ของรายการ “The Oprah Winfrey Show” ซึ่งเป็นทอล์คโชว์ที่มีเรทติ้งการชมสูงสุดในประวัติศาสตร์   และเป็นหญิงแอฟริกันอเมริกัน ที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20   

มีผู้ติดตามเธอผ่าน twitter กว่า 31 ล้านคนและผ่าน facebook page กว่า 11 ล้านคน แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้มีคนติดตามเธอทั่วโลกขนาดนี้ ส่วนหนึ่งคือความเป็นเซเลปของเธอ แต่ปัจจัยที่สำคัญกว่า นั่นคือความคิดและชีวิตของเธอครับ

ผู้หญิงคนนี้เติบโตมาด้วยวัยเด็กที่โหดร้าย เธอถูกเหยียดผิว โดนคำดูหมิ่นดูแคลนจากคนอื่นและยังถูกข่มขืนถึง 2 ครั้งมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่เธอก็สามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดในอดีต ให้กลายเป็นการเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างแรงกล้า ลุกขึ้นมาทำชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด

จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก ทั้งหมดนี้ก็ด้วยจิตใจที่แกร่ง ทัศนคติที่ไม่ยอมแพ้ จนตกผลึกมาเป็นความคิดดีๆ ให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้ครับ  เช่น

“ไม่ว่าใครจะทำอะไรคุณไว้ในอดีต มันไม่มีอำนาจในปัจจุบันเลย คุณนั่นแหละ ที่ให้อำนาจมัน”

“รักตนเอง และเรียนรู้ที่จะเผยแผ่ความรักนั้น ไปยังคนอื่นๆ”

ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้รายการของเธอเน้นให้กำลังใจผู้คนและชักจูงให้ผู้ชมดำเนินชีวิตในแง่บวก ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคง่ายๆ และยังใช้อำนาจของความเป็นสื่อมวลชนผลักดันสิ่งดีๆสู่สังคมอีกด้วย

นอกจากนี้ เธอยังทำการกุศลมากมาย ตั้งมูลนิธิเพื่อเด็กและสตรีทั่วโลก มูลนิธิช่วยเหลือผู้ประสบภัยและแก้ปัญหาสังคม จนนิตยสารฟอร์บส์ ยกย่องให้เธอเป็น 1 ใน 3 คนบันเทิง ที่บริจาคเงินเพื่อการกุศลมากที่สุดในโลก

ใครอยากติดตามความคิดของเธอ นอกเหนือจากติดตามรายการของเธอ ซึ่งแทรกแนวคิดดีๆ อยู่ตลอดแล้ว เราก็สามารถติดตามเธอ ผ่านข่าว บทความต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป หรือโซเชียลมีเดียที่เธอใช้อยู่คือ Facebook page: https://www.facebook.com/oprahwinfrey หรือ Twitter: https://www.facebook.com/oprahwinfrey  ครับ

3. Tenzin Gyatso – องค์ทะไลลามะ (The 14th Dalai Lama)

“Happiness is not something ready made.  It comes from your own actions.”

“ความสุข ไม่ใช่ของสำเร็จรูป แต่มันเกิดจากการกระทำของคุณเอง” 

ท่านผู้นี้ คือ องค์ทะไลลามะ องค์ที่ 14 แห่งทิเบต ซึ่งถือเป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวทิเบต ถ้าใครชอบอ่านแง่คิด คำคมหรือปรัชญาชีวิต เชื่อว่าคำพูดของท่าน ต้องเคยผ่านตาเราอย่างแน่นอนครับ เพราะในโลกโซเชียลมีการยกคำพูดหรือข้อเขียนของท่าน มาแชร์ต่อกันมากมาย 

ท่านมีผู้ติดตามผ่านทาง twitter กว่า 12 ล้านคน และผ่าน Facebook page กว่า 13 ล้านคน แค่นั้นเอง !!! และสิ่งที่ทำให้ท่านเป็นที่ติดตามขนาดนี้ เพราะแนวคิดและปรัชญาที่ท่านได้เผยแพร่ออกไปนั้น เป็นประโยชน์ต่อคนทุกคนบนโลก โดยท่านมักกล่าวเสมอว่า “คนเราอยากได้ความสุข แต่กลับให้คุณค่ามันเป็นสิ่งสุดท้าย เพราะมัวแต่หาเงินจนลืมดูแล ลืมใส่ใจตัวเอง ไม่เคยคิดว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่คนเราต้องการจริงๆ คืออะไร สุดท้ายก็เลยไม่มีความสุข”

นอกจากนี้งานของท่าน ยังช่วยสร้างประโยชน์ต่อโลกนี้มากมาย จนทำให้ท่านได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี ค.ศ. 1989 และได้รับการยกย่องเชิดชู ว่าเป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณคนสำคัญของโลก” อีกด้วยครับ

ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ประกอบอาชีพไหน ก็สามารถนำแนวคิดของท่านไปใช้ในชีวิตได้อย่างแน่นอน โดยถ้าใครอยากได้ปรัชญาชีวิตแบบถึงแก่น ตรงไปตรงมา นำไปใช้ได้ทันที สามารถติดตามแนวคิดของท่านผ่านทาง Twitter: https://twitter.com/dalailama หรือ Facebook page: https://www.facebook.com/DalaiLama ได้เลยครับ

4. Warren Buffet  – วอร์เรน บัฟเฟตต์

“If you buy things you do not need, soon you will have to sell things you need.”

“ถ้าคุณซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น สักวันหนึ่งคุณจะต้องขายสิ่งที่จำเป็น”

หากพูดถึงนักลงทุนที่ได้ชื่อว่า ประสบความสำเร็จ มากที่สุดในโลก ต้องมีชื่อของคนคนนี้อยู่แน่ๆ ครับ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ ปู่บัฟเฟตต์ ที่วงการนักลงทุนชอบเรียกกัน คือชายอายุ 85 ปี ผู้ได้รับฉายาว่า “เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา” และเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐี ที่ได้ชื่อว่า “รวยที่สุดในโลก”

สิ่งที่น่าสนใจคือ บัฟเฟตต์ เป็นคนไม่ค่อยออกสื่อ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ไม่มี facebook page ของตัวเอง และเพิ่งจะเปิดบัญชี twitter ของตัวเองเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่กลับมีผู้ติดตามทั่วโลกโซเชียล โดยคำพูดทุกคำพูดของเขา ไม่ว่าจะพูดอะไรออกมา คนทั่วโลกจะสนใจและนำไปตีความอย่างลึกซึ้งอยู่เสมอครับ

แน่นอนว่าที่เขามีคนติดตามขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะความร่ำรวยอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เพราะเป็นคนยึดมั่นในปรัชญาการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่ต้องใช้ความอดทนสูงมากและยังมีปรัชญาชีวิตที่น่าสนใจ เช่น

“เราใช้เวลาสร้างชื่อเสียงถึง 20 ปี แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาทีก็ทำลายมันได้”

“ชีวิตเรา ต้องการแค่การทำเรื่องไม่กี่เรื่องให้ถูกต้อง”

เห็นไหมครับ ว่าไม่ใช่แค่เรื่องลงทุนนะ เราสามารถติดตามแนวคิดอื่นของเขา เพื่อนำไปใช้ในชีวิตตัวเองได้มากมาย โดยเฉพาะความเป็นอยู่อย่างประหยัด พอเพียง

ที่แม้เขาจะรวยล้นฟ้า แต่กลับใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะแบบสุดๆครับ เขายังขับรถเก่าๆ และอยู่บ้านหลังเดิมมานาน ไม่ยึดติดความหรูหรา มีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ไร้กังวล และมีความสุขมาก นอกจากนี้เขายังบริจาคทรัพย์สินเกิน 85% และบริจาคมากขึ้นเรื่อยๆ ในมูลนิธิของบิล เกตส์ เพื่อช่วยเหลือโลกใบนี้อีกต่างหาก

เห็นแบบนี้แล้ว หลายคนคงอยากติดตามความคิดของบัฟเฟตต์ เราแนะนำว่าให้ติดตามผ่านข่าว หรือบทความต่างประเทศเอาครับ เพราะ Twitter ของเขา (https://twitter.com/warrenbuffett) ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ ลองหาอ่านกันดูนะครับ

5. Jack Ma – แจ๊ค หม่า

“Don’t Complain. You can find opportunities.”

“จงอย่าบ่น โอกาสมีอยู่เสมอถ้าคุณมองหา”

วินาทีนี้ โลกธุรกิจออนไลน์ต้องพูดถึงชายคนหนึ่ง เขาคือ แจ๊ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีนนั่นเอง ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group กลุ่มเว็บไซต์ e-commerce ที่ใหญ่ที่สุดของจีน

ชายผู้นี้มีคนติดตามความคิดทั่วโลก ด้วยเรื่องราวชีวิตที่พลิกสุดขั้ว จากครูสอนภาษาอังกฤษ กลายเป็นนักธุรกิจผู้ครองอาณาจักร e-commerce ระดับโลก ทำให้ความคิด ปรัชญาความสำเร็จของเขา คือสิ่งที่ตกผลึกมาจากประสบการณ์จริงๆ มีความตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม

ทุกครั้งที่พูด จึงมีคนทั่วโลกฟังเขาเสมอ และสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจนะครับ แต่เป็นปรัชญาชีวิตแบบถึงลูกถึงคนเลยทีเดียว สไตล์ของเขาคือ คมคาย ไม่ต้องตีความ เอาไปใช้ได้ทันที โดยตัวอย่างแนวคิดดีๆจากแจ๊ค หม่า เช่น

“คุณไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนนั้นคิดเหมือนกันได้หรอก 

แต่คุณสามารถที่จะทำให้ทุกคนก้าวไปทางเดียวกันได้ด้วยเป้าหมายเดียวกัน”

“โลกนี้จำไม่ได้หรอก ว่าคุณพูดอะไรไปบ้าง แต่จะไม่ลืมสิ่งที่คุณทำ”

หากใครจะติดตามความคิดของมหาเศรษฐี e-commerce ท่านนี้เห็นทีต้องหาอ่านตามบทความและหนังสือที่พูดถึงเขาครับ เพราะเขาไม่มีบัญชี twitter และ facebook อย่างเป็นทางการเลย (มีแต่ที่คนอื่นพูดถึง) ลองติดตามกันดูนะครับ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวและความน่าสนใจของเหล่านักคิด ที่แม้จะมาจากต่างสาขาอาชีพ มีเรื่องราวชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่เราทุกคนสามารถเรียนรู้จากนักคิดเหล่านี้ได้ครับ เพียงเปลี่ยนมุมมองความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนแล้วครับ

เรียบเรียงโดย Pump – Learning Hub Team

5 ตัวช่วย ที่ทำให้การประชุมไม่เป็นเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

5-way-never-boring-meeting

          ใครเบื่อการประชุมบ้างคะ Learning Hub เชื่อว่าคงมีหลายคนยกมือขึ้นสุดแขนเลยทีเดียว แต่ยังไงชีวิตการทำงานเราคงหนีไม่พ้นต้องประชุมใช่ไหมคะ คงไม่ดีแน่ถ้าเรานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในห้องประชุมครึ่งค่อนวันอย่างไม่มีความสุข เพราะเท่ากับว่าเราปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้าหมอง

          ยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเราย่ำแย่ลงเรื่อยๆ แต่ไม่ต้องกลุ้มใจไปค่ะ วันนี้ Learning Hub มีเทคนิคดีๆ ที่จะทำให้การประชุมไม่น่าเบื่ออีกต่อไปมาฝากกันค่ะ

1) ประเด็นต้องชัดเจน

“การกำหนดวาระประชุมที่แน่นอนทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมไม่หลงทาง”

          คุณเคยเข้าประชุมแล้วออกมาแบบงงๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นบ้างไหมคะ พอรู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปกับการนั่งเหม่อลอยมองคนปิ้งสไลด์ อ่านพรีเซนต์ ฟังคนเถียงกันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับวาระการประชุม หากใครเคยประสบพบเจอปัญหาดังกล่าวแสดงว่าการประชุมไม่ได้ผล และเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

          แต่ปัญหานี้มีทางแก้ค่ะ เพียงแค่คุณตอบคำถามให้ได้ว่า “ทำไมจึงมีการจัดประชุมขึ้น” “เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์การประชุมคืออะไร” ถ้าคุณตอบได้ การประชุมของคุณจะกระชับ ตรงประเด็น และได้ผลจริงค่ะ

          แต่หากคุณเอะอะก็นัดประชุมทุกเรื่องโดยไม่คัดกรองหัวข้อให้ดี ไม่วางแผนอย่างเป็นลำดับขั้น การประชุมก็จะเต็มไปด้วยความสับสนและนั่นทำให้คุณเสียเวลาประชุม แถมยังต้องกลับไปนั่งทำงานแบบไร้ทิศทางด้วย

2) ผู้เข้าร่วมประชุมต้องแชร์

“การแชร์ความเห็นทำให้การประชุมมีสีสัน และเกิดคุณค่า”

          คุณอาจเคยชินกับบรรยากาศการเข้าประชุมที่มีแต่คนหน้าเดิมๆ พูดออกความคิดเห็น ส่วนที่เหลือก็นั่งก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์บ้าง แสร้งทำเป็นจดบันทึกการประชุมบ้าง ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาบ้าง

ภาพแบบนี้ทำให้การประชุมไร้ชีวิตชีวาและผิดวัตถุประสงค์ของการประชุมค่ะ เพราะความสำคัญของการประชุมคือ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจแผนงานและปฏิบัติงานอย่างมีเป้าหมายเดียวกัน

          ดังนั้นการประชุมที่ดีต้องมีการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง ประธานควรดำเนินการประชุมอย่างกระตือรือร้น ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่พูดระบายอารมณ์ของตนเองในที่ประชุม และควรเปิดใจรับฟังผู้เข้าร่วมประชุมโดยปราศจากอคติ

          ส่วนผู้เข้าร่วมประชุมก็ไม่ควรนั่งฟังเฉยๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็น ไม่แชร์ไอเดีย หรือไม่ร่วมกิจกรรมใดๆ จงคิดว่าการได้เข้าประชุมคือ โอกาสดีที่ได้นั่งคุยกับเพื่อน ได้เห็นความคืบหน้าของงาน เพื่อที่ทีมจะได้มองเห็นภาพความสำเร็จร่วมกัน และช่วยกันสร้างสรรค์งานให้บรรลุเป้าหมายต่อไป

3) การนำเสนอต้องน่าสนใจ

“การนำเสนอที่น่าสนใจช่วยให้การประชุมสัมฤทธิ์ผล”

          เมื่อคุณลองหลับตาและนึกถึงภาพ Presentation ของการประชุมที่บริษัท เชื่อแน่ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นภาพ Presentation ที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือที่ชวนให้ง่วงนอน มิหนำซ้ำผู้พูดก็ยังนำเสนอข้อมูลด้วยน้ำเสียงโมโนโทน ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณจะสัปหงก และเผลอหลับคาห้องประชุมบ่อยๆ

          แต่รู้ไหมว่าตอนนี้หมดยุคที่ผู้คนจะสื่อสารกันด้วยวิธีการแบบเดิมๆ แล้วค่ะ โลกหมุนเร็วกว่าที่คิด การใช้ข้อมูลจากตัวหนังสือประกอบการนำเสนอเป็นสิ่งที่แสนน่าเบื่อและทำให้หัวใจห่อเหี่ยว

          ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้ทันสมัย และดึงดูดความสนใจให้มากขึ้น เช่น ใช้ Infographic, Video Clip หรือ Multimedia เริ่ดๆ มาประกอบการนำเสนอในที่ประชุมลองทำดูนะคะ แล้วการประชุมของคุณจะ Work สุดๆ ไปเลยค่ะ

4) ความถี่ประชุมต้องเหมาะสม

“การปรับความถี่ในการประชุมมีผลต่อประสิทธิภาพของผู้ร่วมประชุม”

          ปัญหาที่หนุ่มสาวออฟฟิศต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันก็คือ ประชุมทั้งวันจนแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น บางคนพูดติดตลกว่า “มีอาชีพรับจ้างประชุม” อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่าการประชุมที่ดีต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ไม่ใช่นึกอยากจะเรียกประชุมเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะหากประชุมพร่ำเพรื่อ ผู้เข้าร่วมจะไม่เห็นความสำคัญและพาลไม่อยากเข้าประชุมได้

          นอกจากนี้ ควรมีคนคอยควบคุมเวลาไม่ให้การประชุมยืดยาวเกินไป เพราะสมาธิของคนเรามีจำกัด การประชุมเลยเวลาอาจทำให้ผู้เข้าประชุมไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากเหนื่อยล้าและมึนงงกับชั่วโมงประชุมที่ยาวนาน

5) ประชุมเสร็จต้องสรุปและติดตามผล

“การจดรายงานการประชุมช่วยเตือนความจำ และช่วยผลักดันงานให้สำเร็จ”

          เทคนิคอีก 1 ข้อที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ต้องสรุปและติดตามผลการประชุมค่ะ เพราะการเขียนสรุปการประชุมจะทำให้ผู้เข้าร่วมทราบว่า ผลของการประชุมคืออะไร ใครต้องรับผิดชอบดำเนินการเรื่องใดต่อ

          ลองคิดดูนะคะว่าหากมีประเด็นถกเถียง โต้แย้ง หรือแชร์ไอเดียที่เป็นประโยชน์ในที่ประชุม แต่ไม่มีใครจดบันทึกเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็จะลืม และไม่ได้นำสิ่งที่ประชุมมาปฏิบัติต่อให้เป็นรูปธรรม ผลคือ การประชุมทั้งหมดสูญเปล่า

ในทางกลับกันหากมีการจดบันทึกข้อคิดเห็นสำคัญหรือมติที่ประชุมไว้ ทุกคนก็จะมีหลักฐานอ้างอิง สามารถยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการทำงานต่อไปได้ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้การทำงานราบรื่น และมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

          เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับเทคนิคการจัดประชุมที่ Learning Hub นำมาเสนอในวันนี้ หวังว่าคงจะถูกใจกันนะคะแต่ถูกใจอย่างเดียวไม่พอนะคะ ต้องนำไปปฏิบัติด้วยเพื่อให้การประชุมเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงค่ะ

เรียบเรียงโดย Nadda – Learning Hub Team

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

1) http://www.nuttaputch.com/5-unproductive-meeting/

2) http://incquity.com/articles/make-meetings-fun

3) http://th.jobsdb.com/th-th/articles

6 เทคนิคสร้างความน่าเชื่อถือ สำหรับนักศึกษาจบใหม่

6-tips-for-young-professionals-gain-respect-work

สำหรับน้องใหม่ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและกำลังก้าวเท้าสู่วัยทำงานคุณอาจพบเจอกับแววตาของเพื่อนร่วมงานที่มองว่าคุณเป็นเด็กกะโปโลไม่มีความรู้ความสามารถที่จะทำงานได้ดีเท่า ๆ กับรุ่นพี่ บางคนสบประมาทว่าคุณทำอะไรไม่เป็น บางคนถามถึงอายุคุณ เหตุการณ์เช่นนี้ช่างทรมานใจยิ่งนัก เพราะมันทำให้คุณรู้สึกอาย ประหม่า และไม่สามารถแสดงผลงานได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นเมื่อคุณอายุมากขึ้น แต่หากคุณต้องการทางลัด บทความนี้แนะนำเทคนิค 6 ข้อที่จะทำให้คุณสามารถสร้างความน่าเชื่อถือในที่ทำงานได้ไม่ยาก

1) แต่งกายให้ภูมิฐาน

หากคุณต้องการดูเป็นมืออาชีพ ให้คุณแต่งตัวอย่างมืออาชีพ เริ่มแรกคุณอาจมองซ้ายแลขวาไปยังรุ่นพี่ในบริษัทที่คุณเห็นว่าเขาหรือเธอเป็นคนเก่ง แล้วลองประยุกต์การแต่งกายของพวกเขาให้เข้ากับสไตล์การแต่งกายของคุณ นอกจากนี้ คุณอาจลองเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กๆน้อยๆที่สามารถทำให้คุณดูโตขึ้นหรือเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ดังนี้ สำหรับผู้หญิง คุณอาจทำทรงผมรวบตึงซึ่งส่งผลให้คุณมีบุคลิกภาพที่ทะมัดมะแมงขึ้น คุณควรเลือกใส่รองเท้าส้นสูง หรือทาลิปสติกสีสุภาพที่ช่วยให้คุณดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สำหรับผู้ชาย คุณควรทำทรงผมที่สุภาพ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าโทนสีสุภาพ และไม่สวมนาฬิกาหรือเครื่องประดับแฟชั่นจนเกินไปอย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างที่เป็นทางการ หรือดูโตเกินกว่าวัย ทางที่ดีก็คือ จงเลือกทำเพียงบางอย่างโดยที่ไม่ลืมความเป็นตัวเอง

2) ฝึกฝนอย่างหนัก

หนทางที่จะก้าวไปสู่โลกแห่งความเป็นมืออาชีพอาจเต็มไปด้วยขวากหนามยิ่งเมื่อคุณพบเจอกับคนที่มีชั่วโมงบินสูงกว่าแน่นอนว่าคุณต้องเกิดความกลัว ประหม่า หรือไม่มั่นใจในตนเอง ทางเดียวที่คุณจะเอาชนะปัญหานี้ได้ก็คือคุณต้องฝึกฝนอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสื่อสาร หากคุณยังเด็ก และไม่รู้ว่าจะพูดโต้ตอบคู่สนทนา หรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ อย่างไร ให้คุณลองใช้บทสนทนาสมมุติ สิ่งนี้คล้ายๆกับการฝึกท่องจำบทสนทนาต้นแบบในหนังสือเรียน และสุดท้ายคุณก็จะยึดถือมันเป็นต้นแบบในชีวิตจริง การทำเช่นนี้จะทำให้คุณมีความกล้า และมั่นใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากคุณยังสื่อสารไม่คล่องแคล่ว หรือยังไม่สามารถแสดงออกทางความคิดได้เต็มที่ จงหาหนังสือที่แนะนำเรื่องการพูด ใช้มันเป็นแบบอย่าง และฝึกฝนาอย่างสม่ำเสมอ เพราะการฝึกฝนจะเป็นบันไดที่นำพาคุณไปสู่ความสมบูรณ์แบบ

3) จงเชื่อมั่นในตัวเอง

จุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถสร้างความน่าเชื่อถือในที่ทำงานได้ก็คือ ความเชื่อมั่นในตนเอง คุณอาจลองจินตนาการสร้างภาพว่าตนเองเป็นบุคคลที่ทุกคนยอมรับและไว้วางใจเมื่อคุณมีความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว คุณก็จะมีพลังในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ต่อไป และเมื่อคุณสามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนรอบข้าง เมื่อนั้นจะเป็นการเปิดประตูให้ผู้อื่นมองเห็นทักษะความสามารถที่แท้จริงในตัวคุณ และพวกเขาจะลืมเรื่องอายุของคุณไปเลย

4) รู้จักตั้งคำถาม

ผู้ที่มีความเป็นผู้ใหญ่และความเป็นมืออาชีพคือ ผู้ที่รู้จักการตั้งคำถาม การตั้งคำถามไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณดูเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ แต่มันยังเป็นการแสดงความสนใจต่อคู่สนทนา นอกจากนี้ มันยังเป็นโอกาสที่คุณจะได้รับข้อมูลอย่างละเอียดอีกด้วย แต่จงจำไว้ว่า การตั้งคำถามเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง คุณต้องรู้จักตั้งคำถามอย่างเหมาะสมและถูกกาลเทศะยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการทราบข้อมูลบางอย่างจากเจ้านาย จงดูจังหวะที่เจ้านายไม่ยุ่งมากจนเกินไป และควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การซักถามราบรื่น และไม่ทำให้เจ้านายของคุณเสียเวลา

5) บริหารจัดการเวลาอย่างชาญฉลาด

หนึ่งในเทคนิคที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวคุณก็คือ การบริหารจัดการเวลาในที่ทำงาน หากมีงานชิ้นหนึ่งที่เจ้านายมอบหมายให้คุณและเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ทำเหมือน ๆ กัน แต่เมื่อถึงกำหนดส่ง ต่างคนก็ต่างส่งงานนั้น ๆ ในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน หากเป็นเช่นนี้เจ้านายก็จะไม่เห็นความแตกต่าง ในทางกลับกัน หากคุณใช้เวลาทำงานชิ้นนั้นรวดเร็วกว่าคนอื่น หรือคุณทำงานชิ้นนั้นได้ดีและละเอียดกว่าคนอื่น นั่นแสดงว่าคุณสามารถใช้เวลาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ คุณอาจทุ่มเททำงานให้หนักขึ้นหากมันจะทำให้คุณส่งงานได้เร็วขึ้น หรือคุณอาจเตรียมตัวก่อนการประชุมสักเล็กน้อยเพื่อให้การประชุมราบรื่น อีกทั้ง คุณอาจทำงานอย่างกระตือรือร้นโดยโต้ตอบอีเมล์หรือรับโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว เป็นต้น พฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้สามารถทำให้เจ้านายและเพื่อนร่วมงานของคุณยอมรับในการทำงานแบบมืออาชีพ และนั่นจะทำให้คุณได้รับความน่าเชื่อถือจากคนรอบข้างได้ไม่ยาก

6) ใช้ความอ่อนเยาว์ให้เป็นประโยชน์

คุณรู้หรือไม่ว่าการที่คุณอายุน้อยก็มีข้อดี เพราะคุณจะมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีไอเดียแปลกใหม่กว่าคนที่ทำงานมาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้น เมื่อคุณสามารถเสนอความคิดใหม่ ๆ ที่เพิ่งเรียนรู้มาจากรั้วมหาวิทยาลัย เจ้านายและเพื่อนร่วมงานก็จะเห็นคุณค่าในตัวคุณ และสิ่งนี้ส่งผลดีต่อบริษัทอย่างมาก เพราะบริษัทต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น อย่ารอช้าที่จะเสนอไอเดียเจ๋ง ๆ ให้กับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานของคุณ รับรองว่าพวกเขาจะไม่สนใจอายุของคุณอีกเลย

การเป็นมืออาชีพในขณะที่อายุยังน้อยนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่หากคุณสามารถผ่านพ้นช่วงเวลานั้นไปได้ มันจะกลายเป็นสิ่งล้ำค่าแน่นอน ในช่วงแรกมันอาจเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่จงจำให้ขึ้นใจว่า แม้ว่าตอนนี้เรายังเด็กนัก แต่สักวันหนึ่งเราจะต้องเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทให้ได้!

เรียบเรียงโดย Learning Hub Thailand

(Source: http://www.lifehack.org/335602/6-tips-for-young-professionals-gain-respect-work)